หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม•ตอนที่ 30

สิบแปดมงกุฎในวัง

ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
กลิ่นอายของกำยานสุคนธรสจากแคว้นซี域ที่ลอยวนอยู่ในห้องโถงรับรองของเรือนกล้วยไม้ป่า หาได้ช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายลงไม่ ตรงกันข้าม ความเงียบงันอันน่าอึดอัดที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างระหงในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์เพลิงสีชาด กลับทำให้เหล่าผู้บุกรุกที่นั่งอยู่เบื้องล่างถึงกับเม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มแผ่นหลัง หลี่มู่เหยาหาได้เอ่ยปากทักทายผู้ใด นางเพียงแต่ใช้ปลายนิ้วเรียวงามดั่งหยกสลัก ค่อยๆ เคาะถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่บนโต๊ะไม้จันทน์หอมอย่างเชื่องช้า จังหวะการเคาะนั้นดังก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคน ราวกับเสียงนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลังลมหายใจของพวกเขาเอง "พวกเจ้ากล้าดียังไง ถึงได้นำป้ายคำสั่งปลอมนี้มาเหยียบยย้ำถึงเขตหวงห้ามของเรือนพักรับรองพิเศษ" น้ำเสียงของมู่เหยาหวานใส ทว่าเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดู นางไม่ได้แม้แต่จะปรายหางตาแลมองบุรุษร่างท้วมสวมอาภรณ์แพรพรรณราคาแพงที่นั่งตัวสั่นเทิ้มอยู่บนเก้าอี้ บุรุษผู้นั้นคือขุนนางขั้นเจ็ด นามว่า "เฉินกุ้ย" ผู้ซึ่งอาศัยเส้นสายเล็กๆ น้อยๆ ในกรมพิธีการ เที่ยวแอบอ้างชื่อขององค์รัชทายาทเพื่อรีดไถเงินทองและกอบโกยผลประโยชน์จากพ่อค้าวาณิชทั่วเมืองหลวง และในวันนี้ ความโลภได้นำพาเขากับสมุนมือขวามาเคาะประตูบ้านผิดหลัง—ประตูของอดีตฮองเฮาผู้กำลังชำระบัญชีแค้น "พระ... พระชายาโปรดทรงพระพิโรธ!" เฉินกุ้ยลนลานจนลุกพรวดขึ้นคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นจนเกิดเสียงดังทึบ ป้ายหยกจำลองที่อ้างว่าเป็นตราประทับจากตำหนักบูรพาในมือของเขาร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินแตกละเอียด "กระหม่อม... กระหม่อมเพียงได้รับมอบหมายจากคนสนิทในตำหนักรัชทายาท ให้มาตรวจสอบความเรียบร้อยของ... ของทรัพย์สินที่ใช้ในพิธีหลวง หาได้มีเจตนาลบหลู่พระเกียรติไม่พ่ะย่ะค่ะ!" มู่เหยาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกวาดมองผู้กระทำผิดด้วยแววตานิ่งสงบ ดุจผืนน้ำในบึงลึกที่ไร้ระลอกคลื่น แต่น่าหวาดหวั่นจนไม่มีใครกล้าสบตา นางแย้มยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มปานบุปผาแรกแย้ม ทว่ากลับซ่อนพิษร้ายแรงไว้เบื้องหลัง "เจ้าบอกว่า ได้รับมอบหมายจากคนสนิทในตำหนักรัชทายาทอย่างนั้นหรือคะ?" มู่เหยาเอ่ยทวนคำ น้ำเสียงนุ่มนวลแต่กดดันจนเฉินกุ้ยรู้สึกราวกับมีภูเขาทั้งลูกกดทับลงบนบ่า "น่าสนใจยิ่งนัก... รัชทายาทผู้ทรงปรีชาสามารถและเคร่งครัดในกฎมณเณียรบาล เหตุใดจึงส่งขุนนางชั้นผู้น้อยเช่นเจ้า ถือป้ายคำสั่งทำด้วยหยกเนื้อหยาบและแกะสลักลวดลายผิดเพี้ยนเช่นนี้มาเดินเร่ขายหน้าตาเฉยเล่า" เฉินกุ้ยหน้าซีดเผือกจนเขียวคล้ำ เขาอ้าปากพะงาบๆ คล้ายปลาขาดน้ำ เหงื่อกาฬไหลย้อยลงตามขมับจนเปียกชุ่มเสื้อผ้า "นี่... นี่เป็นตราสัญลักษณ์ลับ... เป็นพระประสงค์เบื้องสูงที่ไม่อาจประกาศให้ผู้ใดล่วงรู้..." "ตลบแลง!" เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหวขัดจังหวะคำแก้ตัวอันน่าสมเพชนั้นทันที มิใช่เสียงของมู่เหยา แต่เป็นเสียงทุ้มต่ำอันทรงอำนาจที่ดังขึ้นจากหลังม่านโปร่งแสงด้านในห้องโถง ร่างสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีนิลสนิทปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยด้ายทองคำ ก้าวออกมาจากเงาสลัว ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาดุจเทพสลักและแววตาดุร้ายดั่งพญาอินทรีผู้ล่า—เฟยหรงอ๋อง หยางจิ้น ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังร่างของมู่เหยา รัศมีกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านปกคลุมทั่วทั้งตำหนัก จนเหล่าสมุนของเฉินกุ้ยถึงกับทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัว หยางจิ้นยื่นมือหนาออกไปโอบไหล่บางของมู่เหยาไว้หลวมๆ เป็นการแสดงออกถึงความหวงแหนและปกป้องอย่างเปิดเผย สายตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองกลุ่มคนเบื้องล่างด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับกำลังมองฝูงหนอนแมลงที่น่าขยะแขยง "ท่านอ๋อง! โปรดทรงเมตตาด้วย!" เฉินกุ้ยร้องครวญครางแทบขาดใจ เขาไม่คาดคิดเลยว่าข่าวลือที่ว่าเฟยหรงอ๋องทรงประทับอยู่ที่เรือนกล้วยไม้ป่าแห่งนี้จะเป็นความจริง นึกว่านี่จะเป็นเพียงการรีดไถสตรีหม้ายสามีทิ้งธรรมดาๆ เสียอีก ใครจะรู้ว่ากลับเดินเข้าถ้ำเสือโดยไม่รู้ตัว "เมตตา?" หยางจิ้นแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ "คนที่บังอาจแอบอ้างชื่อรัชทายาทเพื่อมากอบโกยผลประโยชน์ในอาณาเขตของเปิ่นหวาง สมควรได้รับความเมตตาเช่นนั้นหรือ? หรือเจ้าคิดว่ากฎหมายบ้านเมืองไม่มีหัวนอนปลายเท้าแล้ว?" "กระหม่อม... กระหม่อมถูกใส่ร้าย! มีคนบงการกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ!" เฉินกุ้ยตะโกนสุดเสียงด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าอวบอูมอาบไปด้วยน้ำตาและน้ำมูก มู่เหยายกมือขึ้นห้ามปรามสามีเล็กน้อย นางลุกขึ้นยืนช้าๆ ชายกระโปรงยาวลากพื้นส่งเสียงเสียดสีกับพื้นหินแผ่วเบา นางเดินเข้าไปใกล้เฉินกุ้ยที่กำลังคุกหมอบอยู่แทบเท้า ก้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อสบตากับขุนนางผู้โง่เขลาผู้นั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา "เจ้ารู้ไหมคะ... ว่าความผิดฐานแอบอ้างราชโองการและฉ้อราษฎร์บังหลวงในเขตปกครองทหาร มีบทลงโทษสถานใด?" มู่เหยาเอמהเสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของปีศาจยามวิกาล "ไม่ใช่แค่การประหารชีวิตเก้าชั่วโคตรหรอกนะ... แต่ตระกูลเฉินทั้งหมดของเจ้าจะต้องถูกเนรเทศไปเป็นทาสแรงงานที่ชายแดนตอนเหนือ ที่ซึ่งลมหนาวพัดกระหน่ำจนเนื้อตัวชาด้าน และไม่มีวันได้เหยียบยกลงมาสู่แผ่นดินภาคกลางอีกชั่วชีวิต" เฉินกุ้ยตัวสั่นเทายิ่งกว่าเดิม ร่างกายของเขาราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในน้ำแข็งพันปี ความหวาดกลัวแล่นริ้วเข้าสู่ขั้วหัวใจจนเขาแทบสิ้นสติ "พระชายาโปรดไว้ชีวิต! โปรดชี้ The way ให้กระหม่อมด้วย กระหม่อมยอมสารภาพทุกอย่าง! คนที่สั่งให้กระหม่อมมาทำเช่นนี้... คือ... คือ..." ยังไม่ทันที่เฉินกุ้ยจะเอ่ยพยางค์สุดท้ายออกมา ทันใดนั้นเอง— *ฉึบ!* ประกายแสงสีเงินยววงแหวกอากาศพุ่งเข้ามาจากหน้าต่างที่เปิดแฝงอยู่เบื้องนอกอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ ลูกธนูอาบยาพิษดอกหนึ่งปักเข้าที่ลำคอของเฉินกุ้ยอย่างแม่นยำไร้ที่ติ ดวงตาของขุนนางท้วมเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เลือดสีดำคล้ำพุ่งทะลักออกจากปาก ร่างอวบอูมกระตุกเกร็งสองสามครั้งก่อนจะล้มฟุ้งลงแน่นิ่งไปกับพื้น สิ้นใจตายคาที่ทันทีโดยไม่มีโอกาสได้เอמהนามของผู้บงการ ความโกลาหลเกิดขึ้นในพริบตา เหล่าสมุนกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนก หยางจิ้นรวบเอวบางของมู่เหยาเข้าหาตัวในเสี้ยววินาที พร้อมกับซัดพลังลมปราณออกไปทางหน้าต่างทำลายกรอบไม้จนแหลกละเอียดเพื่อสกัดมือสังหาร "ตามล่ามัน!" หยางจิ้นคำรามลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด เงาร่างขององครักษ์เงาหลายสายพุ่งทะยานออกไปติดตามทิศทางของลูกธนูทันที ทว่า ภายในห้องโถงกลับตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวอีกครั้ง มู่เหยาก้มลงมองศพของเฉินกุ้ยที่นอนจมกองเลือดอยู่แทบเท้า กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นกำยาน นางไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายตาที่คมปลาบขึ้นมาวูบหนึ่ง มือสังหารลงมือปิดปากพยานอย่างรวดเร็วและแม่นยำถึงเพียงนี้ แสดงว่าเบื้องหลังของเฉินกุ้ยต้องเป็นบุคคลที่มีอำนาจและอิทธิพลอย่างยิ่งยวดภายในราชสำนัก... และอาจจะอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ขณะที่มู่เหยากำลังใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง เสียงฝีเท้าเร่งรีบของขันทีผู้ดูแลประตูตำหนักก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนก "พระชายา! ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีเฒ่าวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงหน้าประตู "มี... มีราชโองการด่วนจากฮ่องเต้... ทรงมีพระรับสั่งให้เรียกตัวพระชายาและท่านอ๋องเข้าเฝ้าเป็นการด่วนในยามวิกาลนี้พ่ะย่ะค่ะ!" มู่เหยาชะงักไปเล็กน้อย นางหันไปสบตากับหยางจิ้นที่ยืนอยู่ข้างกาย ในแววตาคมกริบของบุรุษหนุ่มฉายแววเยียบเย็นและระแวดระวังถึงขีดสุด หมากตานี้... เดินเร็วกว่าที่คาดไว้มากนัก ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ไปด้วยกันนะคะ หวังว่าจะประทับใจในหมากตานี้ค่ะ - หงส์เพลิงหวนคืน
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%