กลิ่นอายของกำยานดอกกุ้ยฮวาที่เผาไหม้อย่างเชื่องช้าในเตาทองสัมฤทธิ์รูปหงส์ ไม่สามารถกลบกลิ่นอายความหวาดระแวงที่ลอยวนเวียนอยู่ทั่วตำหนักบูรพาได้มิด เสียงสะอื้นไห้เบาหวิวของนางกำนัลที่ถูกโบยจนเลือดอาบแผ่นหลังยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคนที่เหยียบย่างเข้ามาในเขตพระฐานอันศักดิ์สิทธิ์นี้
หลี่มู่เหยาปรายตามองคราบโลหิตสีคล้ำที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนพื้นหินอ่อนขัดมัน นางไม่ได้สะท้านสะเทือนต่อความโหดร้ายที่เพิ่งผ่านพ้นไปแม้แต่น้อย อาภรณ์ผ้าไหมปักลายหงส์เพลิงสีแดงสดตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบ ขับเน้นให้ท่าทีของอดีตฮองเฮาผู้หวนคืนดูสง่างาม เยือกเย็น และทรงอำนาจยิ่งกว่าองค์หญิงผู้ใดในราชสำนัก
"ข่าวลือแพร่สะพัดไปถึงไหนแล้วเพคะ..." น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยประกายคมกริบเอמהถามขึ้น ลี่อิง สาวใช้คนสนิทที่เพิ่งก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าเงียบกริบรีบย่อกายลงคำนับ
"เรียนนายท่าน... ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างโจษจันกันไปทั่วแล้วค่ะ ขุนนางฝ่ายบู๊เริ่มแบ่งฝ่ายชัดเจน บ้างก็ว่าองค์รัชทายาททรงพระประชวรเรื้อรังจากพิษร้ายที่ไร้ทางรักษา บ้างก็ลือกันว่า... พระองค์ทรงถูกวางยาโดยคนใกล้ชิดในตำหนักเพื่อแย่งชิงบัลลังก์มังกรที่กำลังสั่นคลอน" ลี่อิงกระซิบรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
มู่เหยายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นงดงามดั่งดอกไม้พิษที่ผ่งบานในยามราตรี ทว่ากลับไร้ซึ่งความอบอุ่น
ข่าวลือเรื่องรัชทายาทพระองค์น้อยทรงประชวรหนักและอาจไม่มีทายาทสืบสกุล... ช่างเป็นหมากตบตาที่นางจงใจโปรยเมล็ดพันธุ์แห่งความระแวงนี้ลงไปในราชสำนักด้วยมือตนเอง เมื่อความระแวงเข้าครอบงำ ฮ่องเต้ผู้มากด้วยโทสะย่อมระแวงแม้กระทั่งเงาของโอรสตัวเอง ส่วนเหล่าสนับหนุนองค์ชายรองและองค์ชายสามก็ย่อมดิ้นรนราวกับปลาขาดน้ำ การเมืองในราชสำนักตอนนี้จึงเปรียบเสมือนกองเพลิงที่รอเพียงประกายไฟสะเก็ดเดียวเพื่อลุกโชนเผาผลาญทุกสิ่งให้เป็นจุล
ทว่า... หมากตานี้ไม่ได้มีไว้เพื่อล้มล้างราชวงศ์โดยง่าย แต่มีไว้เพื่อบีบให้ "เขา" ต้องเคลื่อนไหว
"โครม!"
เสียงถ้วยชาเคลือบหยกขาวตกลงกระทบพื้นแตกกระจายดังสนั่น พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมยาวสีดำปักด้ายทองที่ก้าวพรวดพราดเข้ามาในตำหนักด้วยรัศมีอันเย็นเยือกและคุกคามจนอากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลงไปหลายส่วน
เฟยหรงอ๋อง หรือ หยางจิ้น ก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงหน้ามู่เหยา ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองแทบไม่เหลือพื้นที่ให้สายลมพัดผ่าน ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายคู่นั้นจ้องลึกลงไปในดวงตาของนางราวกับต้องการจะแผดเผาจิตวิญญาณของนางให้มอดไหม้
"เจ้าเล่นเกมอะไรอยู่ มู่เหยา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยลอดไรฟัน มันเต็มไปด้วยความกดดันและห้วงอารมณ์ที่ซับซ้อนเกินกว่าผู้ใดจะหยั่งถึง "การปล่อยข่าวลือเรื่องรัชทายาทในเวลานี้ เท่ากับเจ้าเอาคอของตัวเองไปพาดไว้บนคมดาบของเสด็จพ่อ"
มู่เหยาไม่ถอยหลังหนีแม้แต่นصفก้าว นางเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพเหล็กทั่วแผ่นดิน ใบหน้างดงามฉายแววท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากอิ่ม
"หม่อมฉันกำลังช่วยท่านอ๋องกวาดล้างศัตรูต่างหากเลเพคะ..." นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำเปรียบเสมือนเข็มเล่มยาวที่ปักลงกลางใจ "หรือว่า... ท่านอ๋องผู้เกรียงไกร เกรงกลัวว่าหมากตานี้จะทำให้แผนการใหญ่ของท่านสะดุดลงกันแน่?"
หยางจิ้นขบกรามแน่น สันกรามคมสันนูนเด่นขึ้นด้วยความโกรธกรำ มือหนาเอื้อมไปบีบคางสลักเสลาของนางไว้ด้วยแรงที่พอดี ไม่เบาและไม่หนักจนเกินไป ทว่าแววตาที่มองนางนั้นกลับมิใช่ความโกรธเกรี้ยวอย่างที่แสดงออก หากแต่เป็นความห่วงใยที่ลึกซึ้งจนเจ็บปวด
"เจ้าไม่รู้เลยว่า... เสด็จพ่อส่งราชโองการลับมาหาข้าเมื่อครึ่งชั่วยามก่อนว่าอย่างไร" หยางจิ้นกระซิบชิดริมหีบปากของนาง ลมหายใจร้อนผ่าวปะปนกับกลิ่นอายบุรุษที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี "พระองค์ทรงมีรับสั่งให้ข้า... นำกำลังทหารเข้าปิดล้อมตำหนักบูรพา เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการวางยาพิษด้วยตนเอง"
หัวใจของมู่เหยาเต้นกระหน่ำขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่าสีหน้าของนางยังคงราบเรียบไร้รอยร้าว นางรู้ดีว่านี่คือแผนการขั้นต่อไปของฮ่องเต้ และเป็นโอกาสเดียวที่นางจะได้กระชากหน้ากากของคนที่เคยสังหารนางในชาติก่อนออกมากลางแสงสว่าง
"เช่นนั้น... ท่านอ๋องก็ทรงนำทหารเข้ามาสิคะ" มู่เหยาแย้มยิ้มอย่างท้าทาย ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนปกเสื้อคลุมปักลายมังกรของเขาอย่างเชิญชวน "มาดูกันว่า ระหว่างคมดาบของท่าน กับพิษในมือของหม่อมฉัน สิ่งใดจะปลิดชีพคนผู้รกหูรกตาได้เร็วกว่ากัน"
หยางจิ้นจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ในอกของเขารู้สึกปั่นป่วนดั่งมีคลื่นลมพายุโหมกระหน่ำ สตรีผู้นี้ช่างกล้าหาญและบ้าบิ่นยิ่งนัก นางรู้ทั้งรู้ว่ากำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายแห่งความตาย แต่นางกลับยังคงแย้มยิ้มได้อย่างงดงามราวกับไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัว
บรรยากาศภายในตำหนักตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของทหารองครักษ์นับร้อยนายเริ่มดังขึ้นจากด้านนอก กำลังเคลื่อนพลเข้ามาโอบล้อมสถานที่แห่งนี้ไว้ทุกด้านตามพระราชโองการ
ในวินาทีที่เงาร่างของแม่ทัพหลวงในชุดเกราะเหล็กสีนิลก้าวเข้ามาหยุดยืนที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับม้วนราชโองการสีทองสะท้อนแสงไฟวับวับ หยางจิ้นก็เลื่อนมือจากการจับคางของมู่เหยาลงมาโอบกระชับเอวบางของนางเข้าหาตัวอย่างแนบแน่น พร้อมกับชักกระบี่ประจำกายออกจากฝักด้วยมือเพียงข้างเดียวอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
"ใครกล้าก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว... หัวหลุดจากบ่า!" เสียงประกาศกร้าวของเฟยหรงอ๋องสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วราตรี
มู่เหยาแอบอมยิ้มในอ้อมอกของเขา นางรู้ดีว่า... เกมนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง
---
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ไปด้วยกันนะคะ หวังว่าจะประทับใจในหมากตานี้ค่ะ
หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม•ตอนที่ 29
รอยร้าวในราชวงศ์
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!