กลิ่นอายจางๆ ของหมึกชาดชั้นดีผสมกับกลิ่นออยหอมกฤษณาอบอวลอยู่ในห้องหนังสือลับชั้นใต้ดินของเรือนพักแรม — ปลายพู่กันขนหมาป่าด้ามหยกขาวในมือเรียวบางของหลี่มู่เหยาจรดลงบนกระดาษสาเนื้อบางเบาดั่งปีกจักจั่นอย่างมั่นคง ตัวอักษรระเบียบเรียบร้อยแต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบคมราวกับคมกระบี่ถูกสะบัดผ่าน ทุกรอยหมึกที่ปรากฏล้วนบันทึกเส้นสายสายสัมพันธ์ ผลประโยชน์ และจุดอ่อนของบรรดาขุนนางฝ่ายสนับสนุนองค์ชายรองอย่างละเอียดลออ ราวกับนางกำลังถักทอตาข่ายดักกวางตัวใหญ่ด้วยมือของตนเอง
"คุณหนูเจ้าคะ สายรายงานจากโรงเตี๊ยม 'เมฆาคล้อย' แจ้งมาว่า ทางฝั่งสกุลเหวินเริ่มเคลื่อนไหวแล้วเจ้าค่ะ พวกเขาแอบลักลอบส่งหีบสมบัติสามใบเข้าทางประตูหลังจวนเสนาบดีซ้ายเมื่อยามสามที่ผ่านมา คาดว่าเป็นบัญชีลับงบประมาณการขุดลอกคูเมืองที่ถูกยักยอกไปเมื่อปีกลาย"
เสียงกระซิบบางเบาราวเสียงปีกแมลงปอของอี้เหนียง สาวรับใช้คนสนิทดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลัง มู่เหยาไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากกระดาษแผ่นนั้น นางเพียงแค่หมุนพู่กันในมือครึ่งรอบ ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบที่ไม่มีความอบอุ่นเจือปนแม้แต่น้อย
"ส่งหีบสมบัติสามใบ... แต่คงลืมไปว่ากระดาษที่ใช้ห่อหุ้มก้นหีบนั้นทำมาจากกระดาษสาจากโรงกระดาษหลวงทางใต้ ซึ่งมีเพียงสำนักตรวจสอบบัญชีเท่านั้นที่มีสิทธิ์เบิกใช้" มู่เหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าดวงตาดอกท้อคู่นั้นกลับประกายวาววับดั่งดวงดาวในคืนเดือนมืด "คนพวกนั้นคิดว่าความโลภจะบังตาผู้คนได้ทั้งหมด แต่พวกเขากลับลืมไปว่า 'ร่องรอย' ที่ทิ้งไว้มักจะชัดเจนที่สุดในยามที่รีบร้อนจะปกปิด"
นี่คือวิชาสืบราชการลับที่นางหล่อหลอมขึ้นจากประสบการณ์อันขื่นขมในอดีตชาติ ข้อมูลไม่ใช่เพียงตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ แต่มันคืออาวุธลับที่คมกริบยิ่งกว่ากริชอาบยาพิษ หากใช้อย่างถูกจังหวะ มันสามารถพลิกแผ่นดิน คว่ำบัลลังก์ และบดขยี้ศัตรูให้แหลقคามือได้โดยไม่ต้องลงแรงแม้แต่ปลายนิ้ว
ทว่า ในขณะที่สมาธิของนางกำลังจดจ่ออยู่กับการวางหมากตานี้ เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องลับ ประตูไม้สักหนาถูกผลักเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างสูงสง่าในชุดคลุมผ้าไหมสีดำปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยด้ายเงินยวดยานก้าวเข้ามา ความกดดันอันทรงอำนาจและกลิ่นอายกลิ่นอายไอสังหารจางๆ จากสนามรบแผ่ซ่านเข้ามาในห้องทันที ทำให้อี้เหนียงต้องรีบถอยร่นออกไปด้านข้างและย่อกายคารวะด้วยความยำเกรง
เฟยหรงอ๋อง หรือ หยางจิ้น หยุดยืนอยู่เบื้องโต๊ะทำงาน สายตาคมกราดดั่งพญาอินทรีวาดผ่านกองเอกสารลับและแผนผังความสัมพันธ์ตระกูลขุนนางบนโต๊ะ ก่อนจะหยุดลงที่ใบงดงามเยือกเย็นของสตรีตรงหน้า แววตาที่เคยเย็นชาและไร้ความรู้สึกต่อโลกหล้า กลับทอประกายความอ่อนโยนลึกล้ำยามที่มองนาง ราวกับน้ำแข็งพันปีที่เริ่มละลายด้วยไออุ่นแห่งไฟปรารถนา
"ดึกป่านนี้แล้ว เหตุใดยังไม่พักผ่อนอีก มู่เหยา" สุเฟยหรงอ๋องเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำกังวานดั่งระฆังสำริดในวิหารโบราณ แฝงความห่วงใยที่พยายามควบคุมไว้ภายใต้ความนิ่งสงบ
มู่เห่าวางพู่กันลงในแท่นหินฝนหมึกอย่างเชื่องช้า นางเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษผู้ทรงอำนาจที่สุดในราชสำนักเวลานี้ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่ริมฝีปาก "ท่านอ๋องมาเยือนถึงถิ่นลับเช่นนี้ คงไม่ใช่เพราะทรงเป็นห่วงเรื่องเวลาจำXอนของหม่อมฉันกระมังเพคะ หรือว่า... ทางชายแดนเหนือมีข่าวความเคลื่อนไหวอะไรน่าสนใจ?"
หยางจิ้นแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างนึกขัน ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้นจนเงาร่างของเขาทอดทับร่างของนางจนมิด "เจ้าฉลาดเกินไปจนบางครั้งน่าตีให้เจ็บนัก... สายสืบของเราที่ซรกซ่อนอยู่ในกองทัพพิทักษ์ทักษิณส่งม้าเร็วร้อยลี้มาแจ้งข่าวแล้ว สกุลเหวินกำลังจะใช้ข้ออ้างเรื่องการซ่อมแซมกำแพงเมืองหลวง เพื่อโยกย้ายกำลังพลส่วนตัวเข้ามาซุกซ่อนไว้ทางทิศตะวันตกของเมือง พวกมันกำลังเดินหมากตาใหญ่"
มู่เหยาดึงสายตาออกจากการประสานสายตากับเขาเล็กน้อย นางหมุนแหวนหยกบนนิ้วมือพลางคิดวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว "กำแพงเมืองหลวงทิศตะวันตกอยู่ในความดูแลของแม่ทัพรองเฉิน ผู้ซึ่งเป็นศิษย์น้องร่วมสำนักของเสนาบดีซ้าย... หากพวกมันย้ายกำลังพลเข้าไปได้สำเร็จ ย่อมสามารถปิดล้อมพระราชวังได้ภายในหนึ่งก้าวเดินในยามวิกาล"
"ถูกต้อง" หยางจิ้นยื่นมือหนาออกมา ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนหลังมือของนางที่วางอยู่บนโต๊ะสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของปลายนิ้วนาง ก่อนจะกุมไว้อย่างมั่นคง "แต่เจ้าคิดหรือว่า ข้าจะปล่อยให้พวกมันได้เดินหมากตานั้น?"
"ท่านอ๋องทรงมีแผนการแล้วเพคะ?" มู่เหยาเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาดอกท้อทอประกายระยิบระยับด้วยความรู้ทัน
"แผนการที่ดีที่สุด คือการปล่อยให้พวกมันเดินหมากตาที่ผิดพลาดด้วยมือของตัวเอง" หยางจิ้นโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนที่รดรินอยู่ใกล้ผิวแก้มทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบอย่างห้ามไม่อยู่ "เราจะใช้ข้อมูลลับที่เจ้ากำลังรวบรวมอยู่นี้ ส่งมอบผ่านมือของ 'คนผู้หนึ่ง' ที่ร้อนใจอยากจะโค่นล้มสกุลเหวินอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดการกัดกันเองระหว่างสุนัขในกรงทอง"
มู่เหยาสูดลมหายใจเข้าลึก นางเข้าใจความคิดของเขาในทันที รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปากของสตรีทั้งสอง ยามที่ความคิดอันลุ่มลึกและอำนาจอันไร้เทียมทานมาบรรจบกัน ไม่มีศัตรูหน้าไหนในใต้หล้านี้ที่จะรอดพ้นไปได้
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศภายในห้องกำลังเต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจของการวางกลยุทธ์อันแนบเนียนนั้น เสียงเคาะประตูด้านนอกสามครั้งตามด้วยเสียงฝีเท้าเร่งรีบขององครักษ์เงาก็ทำลายความเงียบขึ้นอย่างกะทันหัน
"ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" เสียงรายงานลอดผ่านเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "มีราชโองการด่วนจากท้องพระโรงกลาง... องค์ฮ่องเต้ทรงพระประชวรหนักกะทันหัน และ... และมีพระราชสาส์นลับพระราชทานมาถึงท่านอ๋องโดยเฉพาะ โดยระบุว่าประทับตราหยกส่วนพระองค์พ่ะย่ะค่ะ!"
หยางจิ้นชะงักฝีเท้าที่กำลังจะผละออก ดวงตาคมกราดหรี่แคบลงทันที รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจากร่างสูงจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงอย่างน่ากลัว มู่เหยาหันขวับไปมองที่ประตูห้องด้วยความตกใจ ข่าวการประชวรของฮ่องเต้ในยามนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน แต่มันคือสัญญาณเตือนว่า... สงครามชิงบัลลังก์ที่แท้จริงได้เปิดฉากขึ้นแล้ว
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคืนอันเต็มไปด้วยเกมการเมืองนี้ไปกับเรานะคะ และโปรดติดตามตอนต่อไปว่าพระราชสาส์นฉบับนั้นจะนำพาพายุโลหิตใดมาสู่ราชสำนักค่ะ
หงส์เพลิงหวนคืน
หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม•ตอนที่ 22
อาวุธลับของกุนซือ
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!