"ความตายในตำหนักเย็นครานั้น... เหตุใดจึงยังไม่สาสมกับการทรยศหักหลังที่เจ้าฝากไว้ในใจข้ากันเล่า ใต้เท้ากูหลิว?"
น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมฤดูใบไม้ร่วง ทว่ากลับเยียบเย็นดั่งคมมีดที่กรีดลึกลงบนแผ่นหลังของบุรุษวัยกลางคนเบื้องหน้า หลี่มู่เหยาในอาภรณ์สีม่วงเข้มปักลายหงส์เพลิงก้าวพระบาทช้าๆ บนพื้นหินอ่อนขัดมัน แววตาคู่คมกริบดั่งกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝักทอดมองไปยัง "กูหลิวเหอ" อดีตราชครูผู้เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนางในชาติภพก่อน บัดนี้เขายืนอยู่เบื้องหน้าด้วยท่าทีประหม่า เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มขมับ แม้เบื้องหน้าจะเป็นเพียงสตรีบอบบางนางหนึ่ง แต่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างของนางกลับกดทับจนเขากลืนน้ำลายลงคอแทบไม่ลง
กูหลิวเหอพยายามฝืนยبرรยากาศกดดัน ยกยิ้มฝื่อนๆ ขึ้นประดับใบหน้า พยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาท่าทีเย่อหยิ่งของขุนนางเฒ่าผู้ทรงอิทธิพล "ฮองเฮา... อภัยให้ด้วย พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเกรงว่าพระองค์จะทรงเข้าใจผิดอันใดไป กระหม่อมเป็นเพียงขุนนางผู้จงรักภักดีต่อแผ่นดิน หาได้มีเรื่องอันใดบาดหมางกับพระองค์ไม่"
"เข้าใจผิดงั้นหรือ?" มู่เหยาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน ร่างระหงหยุดยืนห่างจากเขาเพียงก้าวเดียว กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยผสมกลิ่นอายสมุนไพรหายากลอยละليวนอยู่ในอากาศ นางเอื้อมมือเรียวขาวดั่งหยกออกไปช้าๆ ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนปกเสื้อปักลายเมฆของกูหลิวเหอเบาๆ ราวกับกำลังปัดฝุ่นละออง "วันที่ท่านนำราชโองการปลอมมาบังคับให้ข้าดื่มสุราพิษ ท่านมิได้กล่าวเช่นนี้... วันที่ท่านมองดูบุตรชายข้าสิ้นใจตายในกองเพลิง แววตาของท่านเย้ยหยันยิ่งกว่านี้เสียด้วยซ้ำ ใต้เท้ากูหลิว... ความทรงจำของท่านช่างสั้นนัก หรือเพราะความชราทำให้ความจำเสื่อมถอย ข้าควรช่วยรื้อฟื้นให้ท่านดีหรือไม่?"
คำพูดทุกคำร่วงหล่นลงมาดั่งก้อนหินหนักอึ้ง กูหลิวเหอตัวสั่นเทา ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เขาลอบถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ เหตุใด... เหตุใดสตรีผู้นี้จึงรู้เรื่องราวในอดีตชาติที่ควรจะเลือนหายไปกับความตาย? ความลับที่เขาเก็บงำไว้ภายใต้ความมืดมิด บัดนี้กลับถูกนางนำมาวางแผ่ไว้เบื้องแสงตะวันอย่างไม่สะทกสะท้าน
"พระองค์... พระองค์ตรรัสเรื่องอันใด กระหม่อม... กระหม่อมไม่เข้าใจ..." เสียงของกูหลิวเหอสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้
ในขณะนั้นเอง บรรยากาศอันตึงเครียดภายในห้องโถงรับรองของจวนอัครเสนาบดีก็ถูกทำลายลงด้วยฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาอย่างเยือกเย็น เฟยหรงอ๋อง (หยางจิ้น) ในอาภรณ์สีดำสนิทปักดิ้นเงินลายพยัคฆ์ทะยานฟ้า ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ ดวงตาคมกปลาบดั่งเหยี่ยวราตรีวาดมองขุนนางเฒ่าผู้กำลังหวาดผวา ก่อนจะหยุดยืนเคียงข้างมู่เหยาอย่างปกป้อง รัศมีอันทรงอำนาจของท่านอ๋องผู้บัญชาการกองทัพเหล็กแผ่ขยายออกไปจนทำให้เหล่าองครักษ์ที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบด้านต้องก้มหน้าลงต่ำ
"คนปากแข็งเช่นนี้ สมควรใช้เกลือทาลงบนแผลสดสักสามรอบ จึงจะยอมคายความจริงออกมา" หยางจิ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมจนกูหลิวเหอเข่าทรุดฮวบลงกับพื้น
"ท่านอ๋อง! พระองค์จะทรงกระทำตามอำเภอใจไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเป็นขุนนางในราชสำนัก..."
"ขุนนางในราชสำนัก?" มู่เหยาเอ่ยขัดขึ้น น้ำเสียงเยียบเย็นราวกับน้ำค้างแข็งในยามเหมันต์ "ท่านยังกล้าเอ่ยถึงราชสำนักอีกหรือ? ในเมื่อบัญชีลับการทุจริตคอร์รัปชันและการค้าขายอาวุธเถื่อนกับแคว้นตงเป่ยที่ข้าถืออยู่ในมือนี้ สามารถส่งท่านและตระกูลกูหลิวไปประหารเจ็ดชั่วโคตรได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้าว!"
นางสะบัดแขนเสื้อ สมุดบัญชีเล่มหนาปกหนังสีดำถูกโยนลงตรงหน้ากูหลิวเหอดั่งค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจ ขุนนางเฒ่าก้มลงมองสมุดเล่มนั้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้างจนแทบถลน นั่นคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่เขายอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อซ่อนเร้นไว้ในห้องลับใต้ดิน เหตุใดมันจึงมาอยู่กับนางได้?
กูหลิวเหอเงยหน้าขึ้นมองสตรีเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกหวาดกลัวถึงขีดสุด ราวกับนางไม่ใช่Human มนุษย์เดินดิน หากแต่เป็นวิญญาณอาฆาตที่ปีนป่ายขึ้นมาจากขุมนรกเพื่อทวงคืนหนี้โลหิตโดยแท้
"ฮองเฮา... ฮองเฮาโปรดเมตตา! เป็น... เป็นองค์ชายสาม เป็นผู้บงการสั่งการกระหม่อมทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งเท่านั้น!" ในที่สุด กูหลิวเหอก็ทนรับแรงกดดันไม่ไหว โขกศีรษะลงกับพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น หวังจะเอาตัวรอดด้วยการโยนความผิดให้พ้นตัว
มู่เหยามองดูภาพน่าสมเพชนั้นด้วยแววตาไร้ความปรานี มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่งดงามดั่งดอกไม้พิษ ทว่ากลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าสิ่งใด
"องค์ชายสามหรือ? ไม่ต้องรีบ... เขาก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือข้าเช่นกัน" มู่เหยาก้าวเข้าไปใกล้ ชand ก้มลงกระซิบข้างหูของขุนนางเฒ่าด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "แต่ก่อนจะถึงตาเขา ท่านต้องชดใช้ดอกเบี้ยก้อนแรกเสียก่อน..."
นางส่งสัญญาณมือเพียครั้งเดียว องครักษ์เงาเบื้องหลังก็ก้าวเข้ามาตรึงร่างของกูหลิวเหอไว้ทันที
ทว่า ในวินาทีที่ความแค้นกำลังจะได้รับการชำระสะสางอย่างสาสมนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงตะโกนก้องจากภายนอกประตูจวนก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
"ประกาศราชโองการด่วนจากท้องพระโรง! มีรับสั่งจากฝ่าบาท ให้เรียกตัวพระชายาและท่านอ๋องเข้าเฝ้าเป็นการด่วน!"
มู่เหยาชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวเข้าไปจัดการขั้นเด็ดขาด นางและหยางจิ้นสบตากันชั่วพริบตา แววตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความระแวงสงสัยที่พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ราชโองการด่วนในยามวิกาลเช่นนี้... หรือว่าแผนการของพวกมันจะเคลื่อนไหวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้?
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามา ณ ที่นี้นะคะ — หงส์เพลิงหวนคืน
หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม•ตอนที่ 18
พายุแห่งความแค้น
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!