หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม•ตอนที่ 17

เมื่อความลับรั่วไหล

ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมราคาแพงลอยอวลอยู่เบื้องพระพักตร์ ทว่ากลับมิอาจกลบเกลื่อนกลิ่นคาวสนิมจางๆ ที่ลอยคลุ้งอยู่ในโสตประสาทของหลี่มู่เหยาได้เลยค่ะ ปลายนิ้วเรียวภายใต้แขนเสื้อปักลายหงส์ทองชะงักค้างอยู่เหนือถ้วยกระเบื้องเคลือบสีไข่ไก่ ดวงตาหงส์คู่งามหรี่ลงเล็กน้อยยามกวาดมองไปยังสตรีผู้สูงศักดิ์ที่นั่งอยู่เบื้องบน พระชายารองสวี่... ผู้ซึ่งเคยเป็นเพียงเงาไร้ตัวตนในตำหนักบูรพา บัดนี้กลับกำชับพัดปักลายดอกโบตั๋นในมือแน่นเสียจนข้อพระนิ้วขาวซีด "มู่เหยา... เจ้าดูแปลกไปมากนัก" น้ำเสียงนั้นแม้จะพยายามดัดให้ราบเรียบ นุ่มนวล และเปี่ยมด้วยความเมตตาตามวิสัยของพี่สะใภ้ผู้แสนดี ทว่าแววตาที่ยามนี้กวาดมองสำรวจเรือนร่างของนางตั้งแต่เส้นผมจรดปลายรองเท้าผ้าปัก กลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและประกายความริษยาที่ปิดไม่มิดค่ะ หลี่มู่เหยาแย้มสรسองเบาบาง รอยยิ้มนั้นงดงามราวดอกไม้แรกแย้งในเหมันต์ฤดู ทว่ากลับเยียบเย็นจนผู้มองต้องสะท้านเฮือก นางค่อยๆ วางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดังกระทบเบาๆ ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก "หม่อมฉันเปลี่ยนไปอย่างไรหรือเพคะ... พระชายารอง?" นางทวนคำ น้ำเสียงหวานใสแต่ทุ้มลึกกังวานราวกับเสียงหยกกระทบกัน "คนเราเมื่อผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ย่อมมองโลกและผู้คนเปลี่ยนไป เป็นธรรมดาที่สติปัญญาและหัวใจจะมิอาจย่ำอยู่กับที่ ทรงกังวลอันใดอยู่หรือเพคะ?" คำว่า 'ความตาย' ถูกเอ่ยออกมาอย่างเรียบเฉย ราวกับนางกำลังพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ ทว่ามันกลับทิ่มแทงลงไปในใจของสวี่อวี้เหนียงอย่างจัง สตรีผู้มีชนักติดหลังย่อมสะดุ้งสะเทือนได้ง่ายเสมอ ยิ่งได้เห็นแววตาที่รู้ทันและนิ่งสงบดั่งบึงลึกของหลี่มู่เหยาในยามนี้ สวี่อวี้เหนียงก็ยิ่งมั่นใจว่าสตรีตรงหน้า... หาใช่ 'คุณหนูใหญ่สกุลหลี่ผู้อ่อนต่อโลก' คนเดิมอีกต่อไปแล้ว นางไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญาที่ยอมให้ผู้ใดหยิบยื่นความอัปยศให้ซ้ำสอง และแน่นอนว่านางไม่ใช่เหยื่อที่จะก้มหน้ารับพิษร้ายในจอกชาวันนั้นอย่างเงียบงันอีกต่อไป "เจ้า... เจ้ากำลังสבประโยคของข้า" สวี่อวี้เหนียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน นางวางพัดในมือลงกระแทกโต๊ะเสียงดังลั่นห้องรับรอง "หลายเดือนก่อน เจ้ายังเป็นเพียงสตรีที่เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายเพราะถูกถอนหมั้นจากองค์ชายรอง ไฉนบัดนี้จึงสามารถวางหมากกลยุทธ์ในงานเลี้ยงปักกิ่ง ทำลายชื่อเสียงของน้องหญิงรองจนป่นปี้ และ... และยังมีหน้ามาสนิทสนมกับท่านอ๋องผู้เยือกเย็นผู้นั้นได้!" ความลับถูกเปิดเผยออกมาทีละน้อย ความหวาดระแวงสะสมจนกลายเป็นความเกรี้ยวกราด สวี่อวี้เหนียงยันกายลุกขึ้นยืน ตัวสั่นเทาด้วยความเคียดแค้น "เจ้าไม่ใช่หลี่มู่เหยาคนเดิม... เจ้าเป็นใครกันแน่! ปีศาจตนใดสิงสู่อยู่ในร่างของเจ้า!" บรรยากาศภายในห้องโถงพลਤเย็นเยียบลงทันตาเห็น สาวใช้และขันทีที่คอยปรนนิบัติอยู่รอบด้านต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ทว่าหลี่มู่เหยามิได้สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม ชายผ้าไหมปักดิ้นทองทิ้งตัวระพื้นอย่างไร้ที่ติ นางก้าวเข้าไปใกล้สวี่อวี้เหนียงทีละก้าว... ทีละก้าว... เสียงฝีเท้าเบาหวิวราวดั่งภูตผี แต่กลับดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของอีกฝ่ายดั่งเสียงกลองศึกที่เร่งเร้าความตาย "ปีศาจหรือเพคะ?" หลี่มู่เหยาโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างใบหูของสตรีผู้สูงศักดิ์ กลิ่นหอมประหลาดจากตัวของนางผสมผสานกับกลิ่นอยาจันทน์ ยิ่งทำให้สวี่อวี้เหนียงรู้สึกหน้ามืดตามัว "หากข้าคือปีศาจ เช่นนั้นผู้ที่ผลักข้าลงไปในขุมนรกแห่งเพลิงอัคคีในชาติก่อนเล่า... สมควรเรียกว่าอะไร?" ดวงตาของสวี่อวี้เหนียงเบิกกว้างจนแทบถסתออกมา ร่างกายเซถอยหลังไปชนเข้ากับชั้นวางแจกันหยกโบราณจนมันเกือบจะร่วงหล่นลงมาแตกละเอียด นางอ้าปากค้างราวกับถูกบีบลำคอไว้ด้วยมือที่มองไม่เห็น "ชา...ชาชาติก่อน? เจ้าพูดเรื่องอันใด เจ้าบ้าไปแล้ว!" "ข้าจะบ้าหรือมีสติครบถ้วนดี ท่านพี่... ย่อมรู้แก่ใจดีที่สุด" หลี่มู่เหยาสيرยิ้มเยาะหยัน ดวงตาคู่คมกวาดมองคราบความตื่นตระหนกบนใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยความสมเพช "จำถ้วยยาพิษชามนั้นได้หรือไม่เพคะ? รสชาติของมันขมปร่าติดลิ้นจนถึงทุกวันนี้ ข้ายังจดจำได้ไม่เคยลืม... และท่านก็คงลืมไม่ลงเช่นกันกระมัง?" คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจของสวี่อวี้เหนียง ความลับที่นางซ่อนเร้นไว้ภายใต้รอยยิ้มอันอ่อนหวานมาตลอด บัดนี้กลับถูกขุดคุ้ยขึ้นมากลางแสงตะวันโดยสตรีที่นางคิดว่ากำจัดไปพ้นทางแล้ว! มือบางของสวี่อวี้เหนียงคว้ากริชเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ใต้ชายแขนเสื้อขึ้นมาอย่างลนลาน ด้วยสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด นางรู้ดีว่าหากความลับเรื่องการลอบวางพิษรั่วไหลออกไป ไม่เพียงแต่นางคนเดียวที่จะต้องจบชีวิต ตระกูลสวี่เบื้องหลังของนางก็จะต้องถูกกวาดล้างจนไม่เหลือแม้แต่ซาก! "ในเมื่อเจ้ารู้มากเกินไป... วันนี้เจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้เดินออกไปจากที่นี่อีกเลย!" พริบตานั้นเอง ประตูไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างไร้ความปรานี แรงลมกรรโชกพัดเข้ามาวูบใหญ่จนม่านมุ้งปลิวไสว ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรเงินดิ้นทองก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่น กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งตำหนักจนอุณหภูมิลดฮวบลงในพริบตา เฟยหรงอ๋อง (หยางจิ้น) กวาดสายตาคมกริบดั่งใบมีดน้ำแข็งมาหยุดอยู่ที่กริชในมือของสวี่อวี้เหนียง ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสบตากับหลี่มู่เหยาที่ยืนอยู่อย่างสงบเยือกเย็นเบื้องหน้า "ใครกล้า... ชักอาวุธขึ้นในอาณาเขตของเปิ่นหวัง?" สุ้มเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงอำนาจดั่งราชสีห์คำรามก้องไปทั่วห้องโถง สวี่อวี้เหนียงหน้าถอดสี กริชในมือร่วงหล่นกระทบพื้นเสียงดังเคร้ง นางทรุดฮวบลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุดเมื่อเผชิญหน้ากับเทพแห่งความตายแห่งกองทัพเหล็ก ทว่าก่อนที่หยางจิ้นจะทันได้ก้าวเข้าไปประชิดตัวเพื่อปกป้องสตรีในดวงใจ หลี่มู่เหยากลับยกมือขึ้นห้ามไว้เบื้องหน้า นางหันไปสบตากับท่านอ๋องผู้เย็นชาด้วยรอยยิ้มลึกล้ำ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนในที่นั้นแทบหยุดชะงัก "ท่านอ๋องทรงมาช้าไปก้าวเดียว..." นางเอ่ยเสียงเบา ทว่าชัดเจนทุกถ้อยคำ "ปลาตัวใหญ่ติดเบ็ดแล้ว... และความลับที่เน่าเฟะที่สุดของตำหนักหลังนี้ กำลังจะถูกเปิดโปงให้หมดเปลือก ณ บัดนี้เพคะ" — ขอขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามา ณ ที่นี้นะคะ — หงส์เพลิงหวนคืน
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%