กลิ่นกำยานไป๋เฉินที่ลอยวนอวลอยู่ในตำหนักรับรอง แผ่ไอความอบอุ่นเจือจางราวกับจะขับไล่ความหนาวเหน็บจากหิมะโปรยปรายภายนอก ทว่าสำหรับหลี่มู่เหยาแล้ว ไออุ่นนั้นกลับไม่อาจเทียบเคียงความหนаวสั่นที่แล่นริ้วขึ้นมาจากขั้วหัวใจได้เลยแม้แต่น้อย
"พระนามของสวามีเรา... ไยจึงทำให้คุณหนูหลี่ถึงกับสีหน้าเปลี่ยนสีไปถึงเพียงนี้เล่า"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงหินผากระทบสายน้ำลึก ก้องกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน มู่เหยาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก, เพื่อกดข่มความโกลาหลที่กำลังตีรวนอยู่ในอกให้สงบลง นางปักปลายนิ้วเรียวลงบนฝ่ามือของตนเองเบาๆ ใช้ความเจ็บปวดเล็กน้อยเรียกสติสัมปชัญญะกลับคืนมา นางช้อนสายตาขึ้นสบกับบุรุษผู้ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า
เบื้องหลังฉากกั้นผ้าไหมปักลายหงส์เคียงมังกร ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์ปักดิ้นทองลายพยัคฆ์ทมิฬปรากฏขึ้น ชายหนุ่มผู้นี้มิได้สวมใส่ชุดขุนนางเต็มยศ ทว่ารัศมีแห่งอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับกดดันผู้คนจนแทบไม่กล้าหายใจ เฟยหรงอ๋อง... หยางจิ้น บุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นเทพสงครามผู้เหี้ยมโหด ผู้กุมอำนาจกองทัพเหล็กสามแสนนายชายแดนเหนือ ผู้ซึ่งในชาติภพก่อนเคยนำทัพเข้าบุกยึดวังหลวงและ... เป็นผู้ที่นางเคยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นหมากตัวหนึ่งในเกมอำนาจ
ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นจ้องมองนาง ราวกับต้องการจะทะลุทะลวงเข้าไปถึงก้นบึ้งจิตวิญญาณ เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ และ... ความคุ้นเคยบางอย่างที่ทำให้นางต้องเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกาย
"หม่อมฉัน... มิได้เสียมารยาทใช่หรือไม่เพคะท่านอ๋อง" มู่เหยาฝืนแย้มสร้อยรอยยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ฝึกฝนมาอย่างดีเพื่อซ่อนเร้นความหวาดหวั่น "เพียงแต่พระนามขององค์ชายเฟยหรง เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งแผ่นดิน การที่หม่อมฉัน หญิงสาวผู้หนึ่งในห้องหอ จะตื่นตระหนกจนเสียกิริยาต่อหน้าพระพักตร์ ย่อมเป็นเรื่องที่เข้าใจได้มิใช่หรือเพคะ"
หยางจิ้นไม่ตอบคำ เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดั่งฝ่ามือพิพากษา กลิ่นอายบุรุษเพศผสมผสานกับกลิ่นอายสนและโลหะจางๆ ลอยเข้าแตะนาสิก มู่เหยาถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ทว่าอีกฝ่ายกลับหยุดยืนห่างจากนางเพียงแค่เอื้อมมือ
"ตื่นตระหนก?" มุมปากหนาหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น "แต่สายตาของเจ้าเมื่อครู่... มิใช่ความตื่นตระหนกของสตรีในห้องหอที่หวาดกลัวผู้มีอำนาจ แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังเผชิญหน้ากับ... คนตายที่ฟื้นคืนชีพ"
หัวใจของมู่เหยาหล่นวูบลงไปถึงตาตุ่ม ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเท้า นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้เฉียบคมปานใด แต่นางไม่เคยคาดคิดเลยว่า... เพียงแค่การได้ยินชื่อ เขากลับสามารถอ่านทะลุความนึกคิดของนางได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้
"ท่านอ๋องทรงล้อเล่นแล้วเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีผู้อ่อนแอคนหนึ่ง ไหนเลยจะกล้าคิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องเหลือเชื่อเช่นนั้น" นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด พยายามบังคับมิให้เสียงของตนสั่นพร่า
"อ่อนแอ?" หยางจิ้นทวนคำ น้ำเสียงเจือแววเยาะหยันจางๆ เขาโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งสองลดลงจนมู่เหยาได้กลิ่นลมหายใจอุ่นๆ "สตรีอ่อนแอที่ไหนกัน... ที่สามารถใช้เข็มเงินเพียงเล่มเดียวรักษาอาการพิษสลายวิญญาณของคุณชายรองตระกูลเว่ยได้เมื่อวานนี้ สตรีอ่อนแอที่ไหนกัน ที่กล้าเดินหมากตบหน้าฮูหยินเอกกลางงานเลี้ยงวันเกิดของเสนาบดีหลี่อย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด"
มู่เหยาชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก ข่าวคราวการกระทำของนางในจวนตระกูลหลี่ แพร่สะพัดมาถึงหูของเขาได้อย่างรวดเร็วปานนี้เชียวหรือ? หรือว่า... เขาส่งคนคอยจับตาดนางมาตั้งแต่แรกแล้ว?
"ท่านอ๋องทรงสืบเรื่องของหม่อมฉัน?" นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ ความหวาดกลัวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความระแวดระวังและทิฐิอันดื้อรั้น ดวงตากลมโตฉายแววท้าทายขึ้นมาวูบหนึ่ง
"ข้ามิได้ว่างงานถึงขนาดต้องส่งคนไปสอดแนมสตรี" หยางจิ้นยืดตัวตรงขึ้น ใบหน้าคมคายเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น "แต่บังเอิญว่า... ม้าเร็วของข้าไปพบสมุนไพรหายากชนิดหนึ่งที่ชายแดน ซึ่งเป็นตัวยาเดียวกับที่เจ้าใช้ถอนพิษเมื่อวานนี้ และบังเอิญยิ่งกว่านั้น... ลายมือในการเขียนเทียบยาของเจ้า ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับ... คนผู้หนึ่งที่ข้ากำลังตามหาตัวมาเนิ่นนาน"
ประโยคสุดท้ายของเขาทำเอามู่เหยาถึงกับลมหายใจติดขัด นางเคยเป็นฮองเฮา... นางย่อมรู้ดีว่าลายมืออักษรของตนเองมีเอกลักษณ์เพียงใด แม้ในชาตินี้จะพยายามเขียนให้แตกต่างออกไปบ้าง แต่สัญชาตญาณและการตวัดพู่กันตามความเคยชิน ย่อมยากที่จะลบเลือนให้หมดสิ้นได้
*หรือว่า... เขาจำนางได้?*
ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัว แต่นางก็รีบปัดมันทิ้งทันที เป็นไปไม่ได้! ในชาติตอนที่นางสิ้นใจ นางตายในตำหนักเย็นด้วยความตรอมใจและพิษร้าย ร่างกายผอมโซไร้เรี่ยวแรง ส่วนหยางจิ้นในเวลานั้น... กำลังนำทัพอยู่ห่างจากเมืองหลวงนับพันลี เขาจะมารู้จักนางในฐานะอื่นได้อย่างไร นอกจากฐานะ 'ฮองเฮา' ที่เป็นศัตรูทางการเมือง
"หม่อมฉันคงไม่มีวาสนาจะเป็นคนผู้นั้นที่ท่านอ๋องทรงตามหาหรอกเพคะ" มู่เหยาถอยหลังออกห่างหนึ่งก้าวอย่างสุภาพ รักษาระยะห่างอันสมควรระหว่างชายหญิง "หากไม่มีธุระอันใดแล้ว หม่อมฉันขอตัวลา..."
"ช้าก่อน"
สุ้มเสียงทรงอำนาจเอ่ยขัดขึ้น ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะขยับเข้ามาขวางทางก้าวเดินของนางเอาไว้ หยางจิ้นยื่นมือออกไป... ปลายนิ้วเรียวยาวของบุรุษเอื้อมมาสัมผัสเบาๆ ที่ปิ่นปักผมหยกขาวลายหงส์บนมวยผมของมู่เหยา
การกระทำที่อุกอาจและเกินเลยกว่าเหตุเช่นนี้ ทำให้มู่เหยาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นางปัดมือเขาออกทันทีอย่างลืมตัว "ท่านอ๋อง! โปรดรักษาเกียรติด้วย!"
หยางจิ้นไม่โกรธเคืองแม้แต่น้อย เขากลับยกมือข้างที่เพิ่งถูกปัดออกขึ้นมาดูช้าๆ นัยน์ตาคมกริบพินิจพิเคราะห์ใบหน้างามที่กำลังแดงก่ำด้วยความโกรธขึงอย่างพึงพอใจ "ปิ่นชิ้นนี้... งดงามยิ่งนัก" เขากล่าวแผ่วเบาราวกับพึมพำกับตนเอง "ทว่ามันช่างดูคล้ายคลึงกับปิ่นที่ข้าเคย... มอบให้กับสตรีผู้หนึ่งในความทรงจำ"
มู่เหยาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง หัวใจเต้นโครมครามดั่งกลองศึก ปิ่นปักผมชิ้นนี้... คือชิ้นเดียวกับที่เขาเคยแอบมอบให้รำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งที่พวกเขายังเยาว์วัย ก่อนที่นางจะถูกบังคับให้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับองค์รัชทายาทในขณะนั้น!
*เขาจำได้จริงๆ หรือ? หรือนี่คือกลลวงอันแยบยลของปีศาจเจ้าเล่ห์ผู้นี้*
"ท่านอ๋องทรงจำคนผิดแล้วเพคะ ปิ่นชิ้นนี้ท่านพ่อซื้อให้หม่อมฉันจากร้านค้าในตลาด..." นางกล่าวปฏิเสธเสียงแข็ง พยายามควบคุมน้ำมิให้สั่นไหว
"ตลาดงั้นหรือ?" หยางจิ้นแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มที่มุมปากลึกซึ้งขึ้นจนน่ากลัว "ร้านค้าใดในเมืองหลวง ที่กล้าขายปิ่นซึ่งทำจากหยกหนานเจียงชั้นดี สลักลายตราประจำตระกูลอ๋องเช่นนี้"
มู่เหยาชะงักค้าง นางก้มลงมองปิ่นบนศีรษะของตนเอง... *ให้ตายเถอะ!* นางลืมไปสนิทว่าปิ่นชิ้นนี้มีรอยสลักลับรูปพยัคฆ์ซ่อนอยู่ใต้ฐานดอกไม้ เป็นความเลินเล่อที่เกือบจะฆ่าตัวตายชัดๆ!
ในจังหวะที่บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ นั้นเอง เสียงฝีเท้ารatวรัวก็ดังขึ้นจากภายนอกตำหนัก ขันทีรับใช้ประจำพระองค์ของหยางจิ้นวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้า
"กราบทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ! ทางด้านท้องพระโรง... ฝ่าบาททรงมีรับสั่งด่วนเรียกตัวท่านอ๋องเข้าเฝ้าทันที!"
หยางจิ้นละสายตาออกจากใบหน้าของมู่เหยาช้าๆ นัยน์ตาคู่นคมกริบกวาดมองนางอีกครา ราวกับต้องการจะสลักภาพหญิงสาวตรงหน้าลงไปในความทรงจำ
"ดูเหมือนว่า... เกมกระดานนี้จะเริ่มสนุกขึ้นมาจริงๆ แล้วสินะ คุณหนูหลี่" หยางจิ้นกระซิบเสียงต่ำข้างหูของนางขณะเดินผ่านร่างบางไป "แต่จำไว้... ความลับของเจ้า ซ่อนจากสายตาของข้าไม่ได้นานหรอก"
สิ้นคำพูดนั้น เขาก็สะบัดชายเสื้อเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้มู่เหยายืนหายใจหอบสะท้านอยู่ลำพังท่ามกลางกลิ่นกำยานที่เริ่มจางหาย
ทว่า... ก่อนที่นางจะได้ตั้งสติจากเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่ ประตูตำหนักด้านหลังก็ถูกผลักเปิดออกอีกครั้งโดยนางกำนัลสนิท
"คุณหนูเจ้าคะ! แย่แล้วเจ้าคะ!" นางกำนัลสาวหน้าตาตื่นตระหนก ถือห่อผ้ากำมะหยี่สีแดงสดวิ่งเข้ามา "มีคนแอบส่งสิ่งนี้มาวางไว้ที่หน้าต่างห้องพัก พร้อมกับจดหมายลับ... ประทับตราด้วย... ตราประทับขององค์รัชทายาทเจ้าค่ะ!"
มู่เหยารับห่อผ้าและจดหมายมาด้วยมืออันสั่นเทา นางแกะเชือกผูกออกอย่างช้าๆ
และเมื่อผ้ากำมะหยี่คลี่ออก... สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
*คือปิ่นปักผมหยกเลือด... ที่แม่เลี้ยงของนางควรจะเก็บรักษาไว้ในห้องลับอย่างมิดชิด! พร้อมกับกระดาษโน้ตข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมืออันคุ้นตาอย่างยิ่งยวด*
*‘คืนนี้... ข้ารอพบเจ้าที่ศาลาชมจันทร์หลังจวน หากไม่อยากให้ตระกูลหลี่มีอันต้องฉิบหายทั้งตระกูล จงมาหาข้าแต่โดยดี’*
— ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและล้างแค้นไปพร้อมกับข้า หงส์เพลิงหวนคืนนะคะ —
หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม•ตอนที่ 7
พบพานผู้พิทักษ์
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!