กาน้ำชาเคลือบกระเบื้องลายครามส่งไอระเหยกรุ่นกลิ่นดอกหมื่นลี้ผสมผสานกับกลิ่นอายจางๆ ของสมุนไพรจีนโบราณ บรรยากาศภายในห้องหนังสือส่วนพระองค์เงียบสงัดจนได้ยินเสียงน้ำมันตะเกียงไส้ไหม้ดังเป๊าะแป๊ะ ทว่าความเงียบงันนี้กลับมิได้ชวนให้ผ่อนคลาย หากแต่กดทับหัวใจของผู้คนให้จมดิ่งลงในห้วงคำนึงอันหนักอึ้ง
หลี่มู่เหยานั่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้จันทน์แดง แสงจันทร์นวลผ่องในคืนวันเพ็ญสาดส่องผ่านหน้าต่างบานแกะสลักลวดลายเมฆมงคล อาบไล้ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งเซียนจำศีล นิ้วเรียวดั่งลำหยกกำลังบรรจงหมุนถ้วยชาในมือช้าๆ ปล่อยให้ความอุ่นซ่านผ่านปลายนิ้วเข้าสู่ก้นบึ้งของหัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนาน
“เจ้ากำลังเล่าเรื่องของผู้อื่น... หรือเรื่องของตนเองกันแน่”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นทำลายความเงียบ หยางจิ้น หรือเฟยหรงอ๋อง ประทับอยู่บนเก้าอี้พนักสูงฝั่งตรงข้าม พระเนตรคมกลาบดั่งพญาอินทรีคู่นั้นจ้องมองนางเขม็ง ทอประกายความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความเยือกเย็นตามวิสัยของแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชน ไม่มีรอยยิ้ม ไม่มีคำปลอบโยน ทว่าความนิ่งงันของพระองค์กลับหนักแน่นดั่งขุนเขาที่พร้อมรองรับทุกพายุร้าย
มู่เหยาชะงักปลายนิ้วที่แตะอยู่ข้างถ้วยชา นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคู่นั้น รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปาก—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตาและร่องรอยความเจ็บปวดที่กาลเวลาไม่อาจลบเลือน
“หากหม่อมฉันบอกว่าเป็นเรื่องของสตรีโง่เขลานางหนึ่งในความฝันเล่าเพคะ... ท่านอ๋องจะทรงเชื่อหรือไม่” น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าสั่นเครือเล็กน้อยยามที่ลมหายใจสะดุด
“เปิ่นหวางไม่เคยเชื่อเรื่องความฝัน” เฟยหรงอ๋องตรัสตอบทันควัน พระองค์โน้มพระวรกายไปข้างหน้าเล็กน้อย สายพระเนตรคมกริบราวกับต้องการทะลวงผ่านเปลือกนอกอันเยือกเย็นเข้าไปอ่านลึกถึงวิญญาณของสตรีตรงหน้า “แต่เปิ่นหวางเชื่อในแววตาของเจ้า... แววตาของคนที่ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง”
คำพูดนั้นเฉียบคมดั่งปลายกระบี่ที่จ้วงแทงเข้ากลางใจ หลี่มู่เหยาหายใจติดขัด หัวใจเต้นระรัวดั่งกลองศึก นางนิ่งงันไปชั่วขณะ ปลายนิ้วเย็นเฉียบ รสชาติฝาดเฝื่อนตีตื้นขึ้นมาในลำคอเมื่อภาพเหตุการณ์ในตำหนักเย็นอันหนาวเหน็บเมื่อชาติก่อนย้อนกลับมาทับซ้อนกับแสงจันทร์ในยามนี้
ชาตินั้น นางมอบหัวใจทั้งดวงให้บุรุษผู้ทะเยอทะยาน ยอมก้มหัวให้กลอุบายสกปรกในวังหลัง ยอมแม้กระทั่งดื่มยาพิษที่พี่สาวต่างมารดาหยิบยื่นให้ด้วยความไว้วางใจ สุดท้ายสิ่งที่ได้รับคือร่างที่ไร้ลมหายใจและความอยุติธรรมที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ผืนทราย
“ท่านอ๋องทรงปรีชาสามารถยิ่งนัก...” มู่เหยาแค่นหัวเราะเบาๆ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบผิวน้ำชาในถ้วย เกิดเป็นระลอกคลื่นวงแล้ววงเล็บ “หม่อมฉันในอดีต... ช่างโง่เขลานักเพคะ คิดว่าความอดทนและการยอมจำนนจะแลกมาซึ่งความสงบสุข คิดว่าความรักจะเอาชนะเล่ห์กลเพทุบายได้ ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่ความเมตตา หากแต่เป็นความตายอันแสนทุรนทุราย... ตายโดยที่แม้แต่ความเป็นคนก็ยังถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี”
ความเจ็บปวดที่ถูกกักเก็บไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความสุขุมมาตลอดถูกถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงแผ่วเบาแต่น่าเวทนา บรรยากาศรอบกายราวกับถูกแช่แข็งด้วยความหนาวเหน็บจากห้วงอดีต
เฟยหรงอ๋องมิได้ตรัสขัด พระองค์ทรงทอดพระเนตรสตรีผู้สูงศักดิ์แต่เปราะบางผู้นี้ด้วยความรู้สึกที่แทบจะแผดเผาพระTheพระองค์เอง ความโกรธเกรี้ยวต่อผู้ใดก็ตามที่เคยทำร้ายนางในอดีตพวยพุ่งขึ้นในพระAura มือหนาเอื้อมออกไปกุมมือเรียวบางที่กำลังสั่นเทานั้นไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามส่งผ่านความมั่นคงเข้าสู่จิตใจที่เวิ้งว้างของนาง
“อดีตเป็นสิ่งที่เราแก้ไขไม่ได้ มู่เหยา” สุรเสียงของพระองค์อ่อนลงอย่างที่ผู้ใดในแผ่นดินก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน “แต่แผ่นดินนี้... บัลลังก์มังกรบนนั้น หากผู้ใดบังอาจทำให้หยดน้ำตาของเจ้าต้องร่วงหล่นอีกครั้ง เปิ่นหวางจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซาก ไม่เว้นแม้แต่เงาของตนเอง”
คำกล่าวอ้างอันน่าสะพรึงกลัว ทว่ากลับเปี่ยมด้วยพลังแห่งคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นดั่งหินผา หลี่มู่เหยาเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์ หยดน้ำตาที่เอ่อคลอหน่วยไหลรินอาบสองแก้ม ทว่าริมฝีปากกลับแย้มยิ้มออกมาได้อย่างงดงามที่สุดในรอบหลายปี
ในห้วงเวลาที่หัวใจทั้งดวงเกือบจะแหลกสลาย นางไม่เคยคิดเลยว่าจะมีบุรุษผู้ยอมยื่นมือเข้ามาฉุดดึงนางขึ้นมาจากกองเพลิงแห่งการแก้แค้น พร้อมทั้งมอบแผ่นหลังที่กว้างใหญ่ให้พึ่งพิงเช่นนี้
“ท่านอ๋อง... หม่อมฉันมิใช่สตรีอ่อนแอที่รอให้ผู้ใดมาปกป้องหรอกนะเพคะ” นางกระซิบเสียงพร่า พยายามดึงความเข้มแข็งของตนเองกลับคืนมา
“เปิ่นหวางรู้...” เฟยหรงอ๋องแย้มพระสรวลน้อยๆ แววตาทอประกายล้ำลึก “เจ้าคือหงส์เพลิงผู้พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้เป็นจุล... และเปิ่นหวางนี่แหละที่จะคอยเติมเชื้อเพลิงให้เจ้าเอง”
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความผูกพันอันลึกซึ้งและคำสัญญาแห่งการล้างแค้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงเคาะประตูรั้วเรือนพักอย่างรุนแรงก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบยามวิกาล
*ปัง! ปัง! ปัง!*
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงขององครักษ์เอกดังลอดเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก “ราชأصการด่วนจากในวังหลวง... ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการลับสั่งให้ท่านอ๋องนำกองทัพทมิฬเคลื่อนพลสู่ชายแดนเหนือในคืนนี้ทันทีพ่ะย่ะค่ะ!”
เฟยหรงอ๋องชะงัก พระเนตรคมกลาบหรี่แคบลงทันที รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกายในเสี้ยววินาที
หลี่มู่เหยาหน้าถอดสี ข่าวนี้รวดเร็วและผิดธรรมชาติยิ่งนัก ชายแดนเหนือสงบมาหลายเดือน เหตุใดฮ่องเต้จึงมีรับสั่งกะทันหันเช่นนี้? หรือว่า... แผนการของฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการแยกเฟยหรงอ๋องออกจากเมืองหลวงเพื่อลงมือกับนาง ได้เริ่มขึ้นแล้ว?
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้เอื้อนเอวาใดต่อ องครักษ์นอกประตูก็ส่งเสียงรายงานด้วยความตกใจยิ่งกว่าเดิม
“เรียนท่านอ๋อง... ด้านนอก... ด้านนอกมีราชรถปริศนาจอดเทียบหน้าจวน พร้อมกับป้ายคำสั่งพิเศษจากตำหนักใน... พระสนมเอกสั่งให้เชิญคุณหนูหลี่มู่เหยาเข้าเฝ้าเป็นการด่วนในคืนนี้พ่ะย่ะค่ะ!”
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคืนจันทร์เต็มดวงอันเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำนี้ไปพร้อมกันนะคะ
หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม•ตอนที่ 20
คืนจันทร์เต็มดวง
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!