คราบโลหิตสีชาดที่เปรอะเปื้อนอยู่บนอาภรณ์ปักลายมังกรห้าเล็บ หาได้น่าสะพรึงกลัวเท่าความเงียบงันที่แผ่ซ่านอยู่ทั่วหุบเขาผาจันทราในยามนี้ไม่
หลี่มู่เหยากวาดสายตาคมกราบมองรอบกายอย่างรวดเร็ว ปลายศรนับพันดอกถูกน้าวตึงอยู่บนยอดหน้าผาสูงชัน ประกายแวววาวจากหัวลูกศรที่อาบยาพิษร้ายแรงสะท้อนกับแสงจันทร์สลัว ดั่งดวงตาของอสูรร้ายที่กำลังจ้องมองเหยื่อในกรงขัง
เบื้องหน้าของนางคือหุบเขาลึกที่ถูกตัดขาด เส้นทางเดียวที่จะถอยหลังกลับถูกกองกำลังปริศนาขององค์ชายรองเผาทำลายจนราบคาบ เหลือเพียงสะพานไม้แขวนเก่าคร่ำคร่าที่กำลังลุกท่วมด้วยเปลวเพลิงสีส้มฉาน
"มู่เอ๋อร์..."
เสียงทุ้มต่ำที่เคยราบเรียบและเปี่ยมด้วยอำนาจดังขึ้นข้างกาย เฟยหรงอ๋อง หรือหยางจิ้น ในยามนี้มหาสมุทรแห่งความเย็นชาในแววตาคู่นั้นกลับถูกหลอมละลายด้วยห้วงอารมณ์อันลุ่มลึก พระองค์ขยับกายเข้ามาบังร่างบอบบางของนางไว้เบื้องหลังอย่างมิดชิด แม้เกราะเหล็กกล้าบนพระวรกายจะบุบสลายจากการสู้รบมาตลอดทั้งคืน แต่องค์ชายผู้ยิ่งใหญ่แห่งตระกูลหยางหาได้ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
"หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ..." หลี่มู่เหยาเอ่ยตอบ น้ำเสียงของนางยังคงราบเรียบและเยือกเย็น แม้ปลายนิ้วที่ซุกซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อจะกำลังกำเข็มเงินอาบยาพิษแน่นจนสั่นระริก
นางมิใช่สตรีอ่อนแอที่รอวันให้ใครมาปกป้อง ในชาติภพก่อนนางคือฮองเฮาผู้กุมอำนาจคุมขังตำหนักใน ในชาตินี้... นางคือผู้กำชะตากรรมของตนเอง ทว่าสถานการณ์เบื้องหน้าช่างบีบคั้นจนแทบไม่มีช่องว่างให้เดินหมาก
"หึ... คิดไม่ถึงว่าท่านอ๋องผู้เกรียงไกร จะต้องมาสิ้นชื่อ ณ หุบเขาไร้ชื่อแห่งนี้!"
เสียงหัวoเราะเย้ยหยันดังมาจากเบื้องบน ขุนนางเฒ่าผู้ทรยศนามว่า 'จ้าวลี่เฉียง' ก้าวออกมาจากเงาไม้ พร้อมกับกองกำลังทหารนับหมื่นที่ปิดล้อมเส้นทางทุกตารางนิ้ว ธงศึกรูปพยัคฆ์คำรามโบกสะบัดท่ามกลางกระแสลมหนาวเหน็บที่พัดกระโชก
หยางจิ้นแค่นยิ้มหยัน แววตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองขุนนางเฒ่าผู้นั้น ราวกับกำลังมองดูมดปลวกที่กำลังดิ้นรน "จ้าวลี่เฉียง... เจ้าคิดว่าการใช้กำลังทหารห หมื่นนายมาปิดตายเส้นทางนี้ จะทำให้เป้าหมายของเจ้าสำเร็จเช่นนั้นหรือ?"
"พยัคฆ์ย่อมสิ้นลายเมื่อไร้เขี้ยวเล็บ ท่านอ๋อง... ยอมจำนนแต่โดยดีเถิด หรือจะรอให้หม่อมฉันส่งศพของพระชายาไปให้องค์皇帝 (ฮ่องเต้) ทอดพระเนตรเล่า?" จ้าวลี่เฉียงแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม พลางส่งสัญญาณมือให้พลธนูเตรียมพร้อมเหนี่ยวไก
บรรยากาศในหุบเขาพลันตึงเครียดจนแทบหยุดหายใจ เสียงลมหายใจของม้าศึกและเสียงกองไฟที่แผดเผาดังระงม แข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวในอกของหลี่มู่เหยา
นางเหลือบมองเสี้ยวพระพักตร์ของหยางจิ้นที่เต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลและความเหนื่อยล้า แต่ทว่าสันกรามที่ขบเข้าหากันแน่นและดวงตาที่ลุกโชนด้วยเพลิงอำนาจนั้น กลับบอกนางอย่างชัดเจนว่า... ชายผู้นี้ไม่มีวันยอมก้มหัวให้ผู้ใด แม้กระทั่งความตาย
"มู่เอ๋อร์..." หยางจิ้นเอ่ยกระซิบเบาๆ โดยไม่หันกลับมามอง ดวงตาคมกริบยังคงจดจ้องศัตรูเบื้องหน้า "เจ้าเชื่อใจเปิ่นหวาง (เรา) หรือไม่?"
หลี่มู่เหยาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่มุมปากบางจะยกยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มที่งดงามที่สุด ท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดและควันไฟ
"หม่อมฉันมอบทั้งชีวิตและวิญญาณให้ท่านอ๋องไปนานแล้วเพคะ... หากวันนี้ต้องตาย เราก็จะเป็นผีคู่กันใต้หลุมศพเดียวกัน"
หยางจิ้นแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความพึงพอใจ แววตาที่มองนางฉายประกายความรักล้ำลึกที่ยากจะพรรณนา ทันใดนั้น พระองค์ก็ชักกระบี่ประจำพระองค์ออกจากฝัก แสงสีเงินวับวาวสะท้อนแสงจันทร์จนแสบตา มือหนาเอื้อมมาคว้ามือเรียวของนางเข้ามากุมไว้แน่น
"เช่นนั้น... วันนี้ผู้ใดก็พรากเจ้าไปจากเปิ่นหวางไม่ได้ แม้แต่เงื้อมมือของพญายม!"
สิ้นเสียงคำรามก้องฟ้า หยางจิ้นก็พุ่งทะยานร่างเข้าใส่แนวหน้าของกองกำลังศัตรูราวกับพญาอินทรีย์โผบิน ท่วงท่าการรวดเร็ว ดุดัน และไร้ความปรานี ทุกตวัดกระบี่คือโลหิตที่สาดกระเซ็นและร่างที่ไร้ลมหายใจล้มลงดั่งใบไม้ร่วง
หลี่มู่เหยาไม่รอช้า นางสะบัดข้อมือปล่อยเข็มพิษนับสเปรย์ออกไป ปักเข้าที่ลำคอของพลธนูบนหน้าผาที่กำลังจะปล่อยศรใส่แผ่นหลังของพระสวามี ร่างเหล่านั้นร่วงหล่นลงมาแทบไม่ทันส่งเสียงร้อง
การต่อสู้ตะลุมบอนดำเนินไปอย่างดุเดือด เลือดสีชาดอาบย้อมผืนดินสีเทา เสียงเหล็กกระทบกันแสบแก้วหู กองกำลังของจ้าวลี่เฉียงมีจำนวนมากกว่าหลายเท่าตัว ทำให้วงล้อมค่อยๆ แคบเข้ามาทุกที ความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินเรียวแรงของทั้งสองคน
บาดแผลบนพระวรกายของหยางจิ้นเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ อาภรณ์สีเข้มชุ่มโชกไปด้วยเลือด แม้ฝีมือจะเก่งกาจเพียงใด แต่การต้องปกป้องนางไปด้วยและสู้กับกองทัพนับหมื่นไปด้วยย่อมเป็นภาระที่หนักหนเกินทน
"ท่านอ๋อง! ระวังเพคะ!"
หลี่มู่เหยาเบิกตากว้างเมื่อเห็นหอกยาวเล่มหนึ่งพุ่งตรงมาจากมุมมืด หมายจะแทงทะลวงแผ่นหลังของหยางจิ้นที่กำลังติดพันอยู่กับการสังหารข้าศึกเบื้องหน้า นางไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะพุ่งเข้าไปเอาตัวเข้าขวาง
*ฉึก!*
ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วไปทั่วร่าง ร่างบอบบางเซถลาเข้าไปอยู่ในอ้อมพระกรของหยางจิ้นที่หันกลับมาคว้าตัวนางไว้ได้ทันท่วงที ดวงตาคมกริบของพระองค์เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรกในชีวิต
"มู่เอ๋อร์!"
เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดและเกรี้ยวกราดดังลั่นหุบเขา หยางจิ้นตวัดกระบี่ด้วยพลังทั้งหมดที่มี ตัดร่างของทหารผู้นั้นขาดเป็นสองท่อนในคราเดียว พระองค์รวบร่างชุ่มเลือดของนางเข้าแนบอก มือหนาสั่นเทาเมื่อสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นของโลหิตที่ไหลซึมผ่านอาภรณ์
"ทะ... ท่านอ๋อง... หม่อมฉัน..." หลี่มู่เหยาเผยอยิ้มบาง ใบหน้าซีดเผือดลงเรื่อยๆ ลมหายใจเริ่มติดขัด
"ห้ามตายนะ! เปิ่นหวางไม่อนุญาตให้เจ้าตาย!" หยางจิ้นแผดเสียงก้อง ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเคียดแค้นและตื่นกลัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี
ทว่า ในขณะที่วงล้อมของศัตรูกำลังบด ةขยี้เข้ามาใกล้เพื่อเผด็จศึก และความตายกำลังหายใจรดต้นคออยู่นั้นเอง...
จู่ๆ เสียงระฆังศึกอันกึกก้องและเสียงโห่ร้องก้องกังวานจากเบื้องหลังหน้าผาก็แหวกลมหนาวเข้ามา!
ธงศึกสีดำสนิทปักรูปหงส์เพลิงกางปีกสะบัดไสวท่ามกลางแสงเพลิง พร้อมกับเสียงตะโกนกึกก้องที่ทำให้กองกำลังของจ้าวลี่เฉียงต้องชะงักงัน
"กองกำลังพิทักษ์ราชสำนักมาแล้ว! ใครกล้าแตะต้องท่านอ๋องและพระชายา จงวางอาวุธ มิฉะนั้นฆ่าไม่เว้น!"
หยางจิ้นชะงัก เงยพระพักตร์ขึ้นมองไปยังเบื้องบน
และท่ามกลางกลุ่มคนที่ควบม้าเข้ามานำทัพด้วยเกราะทองคำอร่ามนั้น ไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นบุคคลที่ควรจะถูกกักบริเวณอยู่ภายใน200ลี้จากเมืองหลวง... องค์รัชทายาทผู้ลึกลับที่หายสาบสูญไปนานปี!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ สัมผัสความหนาวเหน็บแห่งอำนาจนี้ด้วยกันนะคะ น้อมรับทุกกำลังใจเสมอค่ะ
หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม•ตอนที่ 35
ด่านหน้าแห่งความตาย
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หงส์คืนรัง ฝังแค้นเดิม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!