ความเงียบงันในห้องรับรองวีไอพีราวกับถูกแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลว อุณหรอบกายลดฮวบลงจนน่าใจหาย ร่างสูงสง่าในชุดสูทแบรนด์ดังระดับโลกของอคินแข็งค้างอยู่กับที่ ลมหายใจของทูตพาณิชย์ผู้ทรงอิทธิพลสะดุดกะทันหัน ดวงตาคมก్రిบที่เคยใช้มองคู่เจรจาด้วยความเย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้กลับเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนหวาดหวั่น ระหว่างเขากับเด็กชายตัวน้อยที่มีดวงตาคมปลาและสันจมูกโด่งรั้นพิมพ์เดียวกับเขาราวกับถอดบล็อกออกมาจากเบ้าเดียวกัน ไม่มีคำแก้ตัวใดจะทรงพลังเท่าหลักฐานมีชีวิตที่กำลังยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่ตรงหน้าอีกแล้ว
"คุณ... คุณหมายความว่ายังไง ศิรินทร์" เสียงทุ้มต่ำที่เคยราบเรียบและทรงอำนาจ บัดนี้กลับสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่อยู่ อคินก้าวเท้าถอยหลังไปครึ่งก้าวราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางกระแสประสาท ความรู้สึกผิดที่เขาพยายามฝังกลบไว้ใต้กองงานและภาพลักษณ์นักธุรกิจผู้ไร้หัวใจตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลับพวยพุ่งขึ้นมาแผดเผาช่องอกจนเจ็บแปลบเจียนตาย
ศิรินทร์ไม่ตอบ เธอเพียงแต่ย่อตัวลงช้าๆ ใช้ปลายนิ้วเรียวสวยปัดปอยผมที่รกหน้าผากของเด็กชายออกด้วยความอ่อนโยน แววตาที่เธอมองบุตรชายเต็มไปด้วยความรักล้นปรี่ ทว่าพอดันสายตาขึ้นมาสบกับอคิน รอยยิ้มเยือกเย็นที่ทรงพลังที่สุดในชีวิตก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของอดีตนางรำผู้เคยถูกเขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรี
"เด็กคนนี้... คือคำตอบว่าทำไมฉันถึงไม่เคยร้องขอความเมตตาจากคุณแม้แต่คำเดียวไงล่ะคะ คุณอคิน" เสียงหวานกังวานแต่เย็นยะเยือกราดรดลงบนหัวใจที่กำลังแตกสลายของชายหนุ่ม ศิรินทร์เหยียดยิ้มบางเบar "คุณคิดว่าผู้หญิงที่ถูกคุณเขี่ยทิ้งเหมือนสิ่งของไร้ค่า จะยังโง่งอมารอเศษความสงสารจากอดีตสามีผู้เย็นชาอย่างคุณไปตลอดชีวิตอย่างนั้นหรือคะ? น่าขันสิ้นดี"
อคินรู้สึกราวกับพื้นห้องใต้เท้ากำลังพังทลาย ภาพความทรงจำเมื่อห้าปีก่อนย้อนกลับมาทิ่มแทง วันที่เขาเซ็นใบหย่าอย่างไร้เยื่อใย วันที่เธอกลืนน้ำตาร่วงหล่นลงบนพื้นพรมราคาแพงโดยไม่มีเสียงสะอื้น วันนั้น... เธอกำลังตั้งครรภ์ทายาทสายเลือดแท้ๆ ของเขาอยู่ แต่มารยาและความเย่อหยิ่งของเขาเองที่ปิดหูตา บดบังความจริงอันล้ำค่านี้ไปจนหมดสิ้น
เขากวาดสายตามองเด็กชายอีกครั้ง หัวใจเต้นรัวระรัวจนแทบกระเด็นหลุดออกมานอกอก ความโหยหา ความสำนึกผิด และความเจ็บปวดผสมปนเปกันจนแทบหายใจไม่ออก อคินพยายามก้าวเข้าไปหาเด็กน้อย ทว่าศิรินทร์กลับขยับกายยืนขึ้นบังร่างเล็กไว้ด้วยท่าทางปกป้อง รังสีอำมหิตและเสน่ห์อันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวเธอในยามนี้ รุนแรงเสียจนทูตพาณิชย์ผู้ทรงอิทธิพลถึงกับชะงักงัน
"อย่าเข้ามาใกล้ลูกของฉันด้วยมือสกปรกคู่นั้นค่ะ" ศิรินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด แววตาคมกริบดั่งคมมีดกรีดแทงหัวใจเขาจนพรุน "สิทธิ์ความเป็นพ่อที่คุณทิ้งขว้างไปเมื่อห้าปีก่อน มันหมดอายุลงตั้งแต่คุณก้าวเท้าออกจากบ้านหลังนั้นโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองแล้วค่ะ"
ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายของอคิน นี่หรือคือผลลัพธ์ของความเย่อหยิ่งที่เขากระทำไว้? เขาลืมเลือนไปได้อย่างไรว่าผู้หญิงที่เขากล้าเหยียบย่ำ แท้จริงแล้วมีหัวใจและจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า ยิ่งได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเธอ—จากนางรำผู้บอบบางที่เอาแต่ร้องไห้ สู่หญิงสาวผู้ทรงเสน่ห์ เยือกเย็น และกุมไพ่เหนือกว่าในทุกๆ ด้าน—อคินก็ยิ่งรู้สึกคลุ้มคลั่ง เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกลงทัณฑ์ด้วยไฟนรกที่แผดเผาจากภายใน
"ศิรินทร์... ผมขอโทษ..." คำพูดที่เขาไม่เคยคิดว่าจะเอ่ยปากพูดกับใคร กลับหลุดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ อคินกลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก "ผมไม่รู้... ถ้าผมรู้ว่ามี..."
"ถ้ารู้แล้วจะทำไมคะ?" ศิรินทร์สวนกลับทันควัน นัยน์ตาส่อประกายเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง "คุณก็จะยังคงเอาแต่ใจตัวเอง เอาหน้าที่การงานและผลประโยชน์มาเป็นข้ออ้าง แล้วก็เขี่ยเราสองแม่ลูกทิ้งเหมือนเดิมนั่นแหละค่ะ อย่ามาทำเป็นพูดคำว่าเสียใจเลยนะคะ มันน่าสมเพชเสียจนฉันไม่อยากจะมองหน้าคุณนานกว่านี้"
คำพูดเชือดเฉือนนั้นคมกริบยิ่งกว่าอาวุธใดๆ อคินยืนนิ่งงัน ปล่อยให้ความจริงอันโหดร้ายตบหน้าฉาดใหญ่ ร่างสูงเซเล็กน้อยราวกับคนไร้เรี่ยวแรง ความรู้สึกหวั่นไหวที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นหน้าเด็กน้อย บัดนี้ได้ขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำซัดสาดเข้าใส่หัวใจจนเขาตั้งรับไม่ทัน เขาไม่เพียงแต่สูญเสียภรรยาผู้เพียบพร้อมไป แต่เขายังเกือบสูญเสียสายเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองไปตลอดกาลโดยที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับรู้เลยด้วยซ้ำ
ในจังหวะนั้นเอง ประตูห้องรับรองวีไอพีก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างระหงของคุณหนูมินตราในชุดเดรสสั่งตัดราคาแพงลิบลิ่วที่ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึง ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดตามองบรรยากาศที่ตึงเครียดภายในห้องด้วยความไม่สบอารมณ์ ก่อนจะสะดุดเข้ากับร่างของศิรินทร์และเด็กชายตัวน้อยที่ยืนอยู่เคียงข้างกัน
"อ้าว นี่เธอยังหน้าด้านมาป้วนเปี้ยนแถวนี้อีกเหรอ ยัยศิรินทร์..." มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหลมสูงและเยาะเย้ย แต่ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบประโยค อคินที่ยืนนิ่งค้างอยู่ก็หันขวับกลับมามองผู้มาใหม่ด้วยสายตาดุดันน่ากลัว รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวทูตพาณิชย์หนุ่มในยามนี้รุนแรงเสียจนมินตราถึงกับผวาถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"หุบปากซะ! มินตรา" อคินคำรามลอดไรฟัน เสียงทุ้มต่ำนั้นทรงพลังและเย็นยะเยือกจนทำให้บรรยากาศในห้องดิ่งลึกลงสู่จุดเยือกแข็งในชั่วพริบตา
มินตราเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่เคยเลยสักครั้งที่อคินจะใช้น้ำเสียงก้าวร้าวใส่เธอเช่นนี้ ร่างระหงสั่นเทาด้วยความคาดไม่ถึง ขณะที่ศิรินทร์เพียงแต่ยกมุมปากขึ้นยิ้มเยาะอย่างเหนือกว่าในเกมนี้
ทว่าความตึงเครียดภายในห้องกลับต้องหยุดชะงักลง เมื่อจู่ๆ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทราคาแพงของอคินก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นอย่างหงุดหงิด เขากดรับสายด้วยมือที่ยังคงสั่นเทาเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาคมปลาคู่นั้นจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินเสียงปลายสายรายงานข้อมูลบางอย่าง
"ท่านทูตครับ... เราเพิ่งได้ผลตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลเร่งด่วนตามที่คุณท่านสั่งมาแล้วครับ ผลปรากฏว่า..."
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับความดราม่าอันเข้มข้นนี้นะคะ
นางรำหลังม่านกับทูตพาณิชย์ผู้เย็นชา•ตอนที่ 4
รอยร้าวในสูทตัวแพง
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางรำหลังม่านกับทูตพาณิชย์ผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!