วิถีกระบี่หวนคืนสัจธรรม•ตอนที่ 5

หล่อหลอมกายาทะลวงชีพจร

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
"ความเจ็บปวดนี้... ยังน้อยเกินไปที่จะสั่นคลอนวิถีกระบี่ของข้า!" เสียงคำรามต่ำลอดไรฟันของเฟยหลงดังสะท้อนก้องภายในห้องโถงลับ ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงเรืองรองสีครามจากโอสถวิญญาณเก้าอัคคีที่ลอยวนเวียนอยู่เบื้องหน้า เม็ดเหงื่อกาฬไหลพรั่งพรูอาบทั่วแผ่นหลังเปลือยเปล่า กล้ามเนื้อทุกมัดปูดโปนและสั่นเกร็งอย่างรุนแรงราวกับกำลังถูกฉีกกระชากด้วยคมมีดนับพันเล่ม พลังปราณฟ้าดินที่เขาดูดซับเข้ามาโคจรวนเวียนอยู่ในเส้นชีพจรดุจมังกรคลั่ง พลานุภาพของมันแผดเผาอวัยวะภายในจนเกิดเสียงดังซ่า คล้ายน้ำมันเดือดราดลงบนกองเพลิง นี่คือบททดสอบอันโหดร้ายของการ "หล่อหลอมกายาทะลวงชีพจร" ขอบเขตที่จอมยุทธ์ทั่วไปต่างหวาดผวาจนไม่กล้าก้าวข้าม ที่มุมห้องอันเงียบสงบ ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกฤดู ไป๋ลี่เซียนยืนนิ่งสงואהประดุจรูปสลักหยก นางเซียนผู้เย็นชาต่อโลกหล้าและถือครองกระบี่น้ำแข็งอันหนาวเหน็บ บัดนี้แววตาคู่คมกลับฉายแววความกังวลระคนห่วงใยอย่างปิดไม่มิด มือเรียวบางทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด แม้ภายนอกนางจะรักษาท่าทีสง่างามเยือกเย็นไว้ได้ แต่หัวใจดวงน้อยกลับเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะยามเห็นชายหนุ่มผู้เป็นดั่งดวงใจต้องทนทุกข์ทรมานกับมหัตภัยแห่งลมปราณ "เฟยหลง... ท่านฝืนเกินไปแล้ว" ไป๋ลี่เซียนเอמהเสียงแผ่วเบา น้ำเสียงของนางเจือความสั่นเครือเล็กน้อยที่หาได้ยากยิ่ง นางก้าวเข้าไปใกล้ร่างของเขาช้าๆ ไอเย็นยะเยือกจากเคล็ดวิชาเซียนน้ำแข็งถูกแผ่ออกมาเพื่อช่วยบรรเทาความร้อนระอุจากพลังปราณอัคคีที่กำลังแผดเผาชายหนุ่ม ทว่าเฟยหลงกลับสะบัดมือปฏิเสธอย่างเด็ดขาด "ถอยไป ลี่เซียน..." เฟยหลงหันมามองนาง แววตาของเขาคมกริบดุจคมกระบี่ที่เพิ่งผ่านการลับ เรียวคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความเจ็บปวดแต่ทว่าเต็มไปด้วยความทะนงตน "วิถีกระบี่และวิถีแห่งกายาล้วนต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคด้วยตนเอง หากข้าต้องพึ่งพาพลังของผู้อื่นเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด เช่นนั้นกระบี่ในมือข้า... จะยังมีความหมายอันใดอีก?" คำพูดนั้นเฉียบคมและหนักแน่นดุจภูผา ไป๋ลี่เซียนชะงักฝีเท้าลง นางเข้าใจเขาดีที่สุด ในยุทธภพนี้มีเพียงนางที่รู้ว่าบุรุษผู้นี้แบกรับภาระอันหนักอึ้งเพียงใด และมีความมุ่งมั่นอันแรงกล้าปานใด นางจึงทำได้เพียงกัดริมฝีปากแน่น ถอยร่นออกไปยืนคุมเชิงในระยะปลอดภัย พร้อมทั้งโคจรพลังปราณปกป้องคุ้มครองรอบบริเวณ เพื่อไม่ให้พลังงานภายนอกมารบกวนการทะลวงชีพจรของเขา เมื่อไม่มีสิ่งใดมารบกวน เฟยหลงจึงหลับตาลงอีกครั้ง จิตสำรวจดำดิ่งเข้าสู่ห้วงลึกภายในร่างกาย ณ ที่แห่งนั้น เส้นชีพจรหลักทั้งเก้าสายกำลังสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง พลังปราณสีครามเข้มข้นที่เขาหลอมรวมเข้ากับแก่นแท้ของโอสถวิญญาณเก้าอัคคี พุ่งทะยานเข้ากระแทกผนังชีพจรสายที่สปอตไลท์ความมืดมิดอยู่ เสียงระเบิดดังอู้อี้ก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของเขา เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากมุมปากของเฟยหลงอย่างห้ามไม่อยู่ ความเจ็บปวดระดับนี้หากเป็นคนธรรมดาคงสติหลุดลอยหรือร่างระเบิดเป็นจุลไปนานแล้ว แต่จิตวิญญาณของจอมยุทธ์หนุ่มกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า *โครม! โครม! โครม!* คลื่นพลังปราณระลอกแล้วระลอกเล่าถาโถมเข้าใส่ด่านคอคอด ผนังชีพจรที่เคยตีบตันค่อยๆ ปรากฏรอยร้าวขึ้นทีละน้อย อักขระโบราณสีทองปรากฏขึ้นเลือนรางบนผิวหนังของเขาตามจังหวะการเต้นของหัวใจ ทุกครั้งที่ลมปราณโคจรผ่าน กระดูกและกล้ามเนื้อได้รับการชำระล้าง ขับคราบไขมันและสิ่งสกปรกสีดำส่งกลิ่นเหม็นอับออกมาทางรูขุมขน กายเนื้อของเฟยหลงในยามนี้กำลังถูกสร้างขึ้นใหม่ แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทรงพลังยิ่งขึ้น และเข้าใกล้ขอบเขตอันไร้ขีดจำกัดไปอีกขั้น เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ ราตรีอันมืดมิดเริ่มถูกแทนที่ด้วยเงาของความเงียบงันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไป๋ลี่เซียนยังคงยืนอารักขาไม่ห่าง นางใช้สายตากวาดมองไปรอบอาณาบริเวณด้วยความระแวกระวัง สัญชาตญาณของนางบอกว่า การทะลวงขั้นพลังครั้งนี้รุนแรงเกินไป มันย่อมดึงดูดสายตาและความสนใจจากบรรดาขั้วอำนาจมืดในยุทธภพอย่างแน่นอน โดยเฉพาะสำนักมารโลหิตที่กำลังตามล่าตัวพวกเขาอยู่ และแล้ว สัญชาตญาณของนางก็ไม่ผิดเพี้ยน! *เปรี้ยง!* ฉับพลัน ท้องน็อตยามวิกาลด้านนอกตำหนักร้างถูกฉีกกระชากด้วยสายฟ้าสีแดงฉานอย่างไร้ที่มา เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วดุจภาพมายา แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วรัศมีสิบลี้ กลิ่นอายโลหิตคาวคลุ้งลอยมาตามสายลมหนาว เสียงหัวเราะเยือกเย็นแหบพร่าดังก้องมาจากความมืดมิดเบื้องนอก ราวกับเสียงกריชกรีดแทงลงบนโสตประสาท "ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นพลังปราณทะลวงขั้นที่น่าสนใจเสียจริง ห่างหายไปนานในยุทธภพ ที่แท้ก็มีหนูสกปรกแอบมาซ่อนตัวฝึกวิชานี่เอง!" สิ้นเสียงหัวเราะ ประตูหินหนักอับของตำหนักก็ถูกแรงกระแทกมหาศาลซัดจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง เศษหินและฝุ่นตลบอบอวลไปทั่ว ร่างในชุดคลุมสีเลือดปรากฏขึ้นที่ธรณีประตู กลิ่นอายมารอันชั่วร้ายแผ่ซ่ายกดทับจนลมหายใจติดขัด ผู้นำหน่วยลาดตระเวนแห่งสำนักมารโลหิตก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ในมือถือกระบี่โลหิตส่งเสียงหึ่งๆ น่าสะพรึงกลัว ไป๋ลี่เซียนแววตาเย็นเยียบขึ้นทันที ไอเย็นยะเยือกแผ่พุ่งออกจากร่างจนพื้นห้องกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง นางก้าวออกไปขวางหน้า พร้อมชักกระบี่น้ำแข็งออกจากฝักด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า ประกายแสงสีฟ้าครามสว่างวาบตัดกับความมืด นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราวน้ำแข็งขั้วโลก "ใครก้าวล้ำเข้ามา... ต้องตาย!" ทว่า ท่ามกลางสถานการณ์อันคับขันและแรงกดดันจากศัตรูระดับสูง เฟยหลงที่นั่งหลับตาโคจรลมปราณอยู่เบื้องหลัง กลับลืมตาโพลงขึ้นในวินาทีนั้น! ดวงตาของเฟยหลงฉายแสงสีทองเจิดจ้า รัศมีพลังปราณระเบิดทะลักออกจากร่างตูมใหญ่ กวาดซัดเอาฝุ่นควันและเศษซากหินกระเด็นหายไปในพริบตา เขายันกายลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง พลังชีพจรทั้งเก้าสายเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบ กายเนื้อบรรลุถึงขอบเขตที่แม้แต่ศาสตราวุธธรรมดาก็ไม่อาจระคายผิว เฟยหลงยื่นมือขวาออกไป คว้าจับด้ามกระบี่บินที่ปักอยู่ข้างกาย แรงสะเทือนจากการชักกระบี่ออกจากฝักส่งเสียงร้องคำรามก้องฟ้าดิน ราวกับมังกรครามที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการจำศีล! "ลี่เซียน... ถอยไปครึ่งก้าว" น้ำเสียงของเฟยหลงทุ้มนุ่มแต่เด็ดขาดและเปี่ยมด้วยจิตสังหารอันไร้ขีดจำกัด "หนอนแมลงรังควานเหล่านี้... มอบให้เป็นของขวัญต้อนรับการกลับมาของกระบี่ข้าก็แล้วกัน" ขอขอบคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับตัวอักษรเหล่านี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่หวนคืนสัจธรรม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%