จอกสุราเคลือบหยกในมือของเจ้าเมืองหลินสั่นไหวเล็กน้อย ตามแรงสั่นสะเทือนของพื้นศาลาแปดเหลี่ยมที่บดบังด้วยม่านหมอกหนาทึบแห่งเมืองหน้าด่าน ‘เทียนเหมิน’
“เจ้าเมืองหลิน… ท่านคิดว่าการซ่อนเร้นคราบโลหิตใต้พรมผืนหนานี้ จะปิดบังสายตาแห่งวิถีกระบี่ของข้าได้พ้นจริงหรือ?”
น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบราวกับกระบี่น้ำแข็งที่จ่ออยู่เหนือหลอดลม ดังขึ้นทลายความเงียบงันภายในห้องโถงรับรอง
เฟยหลงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แดง สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีจับจ้องร่างอ้วนท้วนที่กำลังหลั่งเหงื่อกาฬไหลพรั่งพรู แม้รอบกายจะรายล้อมไปด้วยยอดฝีมือคุ้มกันนับสิบชีวิต แต่ทว่าบรรยากาศกดดันจากกลิ่นอายปราณกระบี่ที่แผ่ออกมาจากตัวของเขากลับทำให้ทหารหาญเหล่านั้นไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ไป๋ลี่เซียนผู้ยืนสงաբนิ่งอยู่เบื้องหลังเงาร่างของเฟยหลง นางปรากฏกายในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนผู้สูงส่งหลุดพ้นจากโลกีย์ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นต่อกองกำลังนับร้อยด้านนอก ดวงตาคู่งามดั่งหยกเย็นชาเหลือบมองจอกสุราบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบกังวานดั่งระฆังแก้ว
“คนของพรรคโลหิตโลกันตร์เข้ามาเหยียบย่ำดินแดนชายแดนตงหลิวถึงเจ็ดคราในรอบหนึ่งเดือน รอยเท้าที่ทิ้งไว้ มิใช่รอยเกือกม้าของทหารหลวง แต่เป็นกลิ่นอายโลหิตมนุษย์ที่เจ้าใช้กลบเกลื่อน… เจ้าเมืองหลิน เจ้ายังมีหน้ามาดื่มสุราเคล้าเสียงพิณอยู่อีกหรือ?”
เจ้าเมืองหลินหน้าซีดเผือด เขาทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นพรม เสียงกระเบื้องลั่นดังกรอบแกรบ ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด ข่าวลือเรื่องจอมยุทธ์หนุ่มผู้กวาดล้างสำนักพยัคฆ์ทมิฬเพียงลำพังยังไม่จางหาย บัดนี้เทพแห่งความตายได้มาเยือนถึงห้องนอนของเขาแล้ว
“คุณชายเฟย… ท่านเซียนไป๋… โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!” เจ้าเมืองหลินโขกศีรษะกระแทกพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น คราบน้ำตาผสมปนเปกับเหงื่อ “ข้า… ข้าไม่มีทางเลือก! พรรคโลหิตโลกันตร์ส่ง ‘ทูตโลหิต’ มายื่นคำขาด หากข้าไม่เปิดคลังเสบียงและส่งส่วยเป็นเด็กสาวร้อยคนเพื่อใช้หล่อหลอมโอสถมาร พวกมันจะสังหารล้างเมืองเทียนเหมินในคืนพระจันทร์สีเลือดนี้!”
เฟยหลงหรี่ตาลงเล็กน้อย ประกายแสงสีครามวาบผ่านนัยน์ตา ปราณกระบี่ในตันantian (จุดตันเทียน) หมุนวนด้วยความเร็วดุจพายุหมุน สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่สอนให้เขารู้ว่า ความอ่อนแอไม่ใช่ความผิด แต่การยอมจำนนต่อความชั่วร้ายเพื่อแลกกับลมหายใจอันเน่าเฟะ คือสิ่งที่หยาดโลหิตบนคมกระบี่ของเขาไม่อาจให้อภัย
“เจ้าไร้ซึ่งกระดูกสันหลัง จึงกลายเป็นสุนัขรับใช้ของพวกมัน” เฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ไร้ซึ่งความเห็นใจ “การปกป้องราษฎรคือหน้าที่ของขุนนาง แต่เจ้ากลับใช้ราษฎรเป็นเครื่องบรรณาการ… เช่นนี้แล้ว เจ้ายังคู่ควรกับการมีชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินนี้อีกหรือ?”
“คุ้มกันท่านเจ้าเมือง! ฆ่ามัน!”
หัวหน้าองครักษ์ผู้ภักดีตะโกนลั่น ทนดูความอัปยศไม่ไหว ชักกระบี่เหล็กกล้าพุ่งทะยานเข้าใส่เฟยหลงด้วยกระบวนท่า ‘พยัคฆ์คำรามแยกปฐพี’ แสงประกายสีส้มพุ่งแหวกอากาศเข้าหากลางอก
เฟยหลงไม่แม้แต่จะขยับตัว เขายังคงนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหินผา ทว่าในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่อยู่ห่างจากปลายจมูกเพียงแค่คืบ ไป๋ลี่เซียนขยับปลายนิ้ววาดผ่านอากาศเบาๆ
*ฉับพลัน!*
ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านปกคลุมทั่วทั้งศาลา หยดน้ำค้างในรัศมีสาม丈แข็งตัวกลายเป็นผลึกน้ำแข็งนับพันเล่ม พุ่งเข้าเสียบร่างขององครักษ์ผู้นั้นจนกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งในพริบตา ก่อนที่ร่างนั้นจะแตกสลายกลายเป็นละอองน้ำสีแดงฉานปะปนกับเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นลงสู่พื้น
ความเงียบสงบอันน่าสะพรึงกลัวกลับมาเยือนอีกครั้ง
“ข้า… ข้ามีจดลับ!” เจ้าเมืองหลินละล่ำละลักคว,ตักเอกสารลับที่ซ่อนไว้ใต้อ่างล้างหน้าออกมารangสั่นเทา ยื่นส่งให้ด้วยความลนลาน “นี่คือหลักฐานการติดต่อระหว่างข้ากับ ‘ผู้อาวุโสหมิง’ แห่งพรรคโลหิตโลกันตร์ พวกมันนัดหมายกันที่ ‘ถ้ำผาอัสนี’ ในคืนนี้ เพื่อส่งมอบแผนที่ค่ายกลค่ายทหารชายแดน!”
เฟยหลงรับม้วนกระดาษหนังแกะมาเปิดอ่าน ดวงตาคมกริบหรี่แคบลงเมื่อกวาดสายตาผ่านอักษรเลือดที่ประทับตราสัญลักษณ์รูปหัวกะโหลกอัคคี
ทว่า ในวินาทีที่ความจริงกำลังจะกระจ่างชัด สายลมภายนอกหน้าต่างกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท กลิ่นอายโลหิตที่เคยจางหายกลับพวยพุ่งหนาแน่นขึ้นนับร้อยเท่าจนน่าคลื่นไส้
*โฮกกก—!*
เสียงคำรามกึกก้องราชาอสูรดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากฟากฟ้าเบื้องบน แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณกดทับลงมาจนเสาไม้ศาลาเริ่มปริแตก
“ระวัง!” ไป๋ลี่เซียนอุทานเบาๆ ร่างบางพุ่งเข้ามาขนาบข้างเฟยหลง กระบี่น้ำแข็งในมือถูกชักออกจากฝักครึ่งหนึ่ง เปล่งแสงสีฟ้าครามขับไล่ไอหมอกมารที่กำลังคืบคลานเข้ามาทางหน้าต่าง
เงาร่างสีดำสายหนึ่งปรากฏขึ้นบนคานหลังคารabศาลาอย่างเงียบเชียบ ราวกับมันอยู่ที่นั่นมานานแล้ว ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นจ้องมองลงมาด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
“ฮ่าๆๆๆ… เจ้าเมืองผู้โง่เขลา เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าความลับนี้จะรอดพ้นจากหูตาของนิกายเรา?”
เสียงแหบพร่าดุจเสียงเสียดสีของโลหิตและกระดูกดังขึ้น ก่อนที่ร่างในชุดคลุมสีเลือดจะสะบัดมือเบาๆ ศศีรษะของเจ้าเมืองหลินก็หลุดออกจากบ่า เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดขึ้นย้อมเพดานศาลาสีชาด ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคน
เฟยหลงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ปราณกระบี่ในกายพวยพุ่งทะยานฟ้าจนเพดานศาลาพังทลายลงมาเป็นจุล ดวงตาของเขาฉายแววสังหารอันล้ำลึก มือขวาเอื้อมไปกุมด้ามกระบี่โบราณที่ข้างเอว
“ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตายเอง… ข้า ‘มังกรคราม’ ผู้นี้ จะใช้เลือดของเจ้าสังเวยวิถีกระบี่ในค่ำคืนนี้!”
*เปรี้ยง!* สายฟ้าสีม่วงฟาดผ่าลงกลางท้องฟ้า ท่ามกลางเงาร่างนับร้อยที่รายล้อมอยู่รอบค่ายหน้าดาวเทียนเหมิน และกระบี่ในฝักของเฟยหลงก็ถูกดันตัวออกมาช้าๆ เผยให้เห็นประกายแสงสีครามเจิดจ้าที่พร้อมจะแหวقฟ้าผ่าปฐพีในเสี้ยวลมหายใจถัดไป!
---
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับข้า มังกรครามท่องภพ ครับ
วิถีกระบี่หวนคืนสัจธรรม•ตอนที่ 4
รอยร้าวแห่งสำนักใหญ่
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่หวนคืนสัจธรรม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!