"ความโฉดเขลา... มักเดินทางมาพร้อมกับเสียงคำรามอันน่าสมเพชเช่นนี้เสมอ"
สุ้มเสียงของเฟยหลงเรียบเฉยราวน้ำค้างแข็งบนยอดเขาหมื่นปี ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นดั่งระฆังทองคำที่สั่นสะเทือนห้วงนภา สายฟ้าสีทองทมิฬที่พาดผ่านเบื้องบนยังคงทิ้งประกายระยิบระยับดั่งเกล็ดมังกรคลั่ง ร่างมหึมาของพญามารโลหิตที่สะท้อนผ่านม่านเมฆหนาทึบหาได้ทำให้ดวงตาคมปลาบของเขาไหววอนแม้แต่น้อย
มือขวาที่วางอยู่เหนือ ด้ามกระบี่วิถีสัจธรรม ขยับเพียงเสี้ยวองศา พลังปราณกระบี่ไร้ลักษณ์แผ่พุ่งออกไปโดยรอบ รัศมีสีครามเข้มตัดผ่านความมืดมิดของราตรีจนมิติรอบบริเวณเกิดรอยปริแยกเป็นทางยาว คลื่นพลังกดดันระดับก่อเกิดวิญญาณขั้นสมบูรณ์แบบแผ่ซ่านออกไป บดขยี้จิตสังหารของพญามารโลหิตจนแตกสลายไปครึ่งหนึ่งในชั่วพริบตา
"เฟยหลง... เจ้ายังคงเย่อหยิ่งจองหองเช่นเดิม"
เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังก้องมาจากทิศทางที่สี่แยกใหญ่ของเมืองโบราณ ร่างในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาเหินหภาปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ ราวกับนางเซียนผู้เดิน่องอยู่เหนือวัฏสงสาร ไป๋ลี่เซียนก้าวเท้าออกมาจากม่านหมอกสีเงิน ละอองความเย็นยะเยือกเกาะกุมอยู่บนปลายกระบี่น้ำแข็งในมือของนาง กลิ่นอายความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาทำให้หยาดฝนที่กำลังจะตกลงมากลายเป็นผลึกน้ำแข็งโปร่งแสงร่วงหล่นสู่พื้นดิน
นางยืนเคียงข้างเฟยหลงอย่างมั่นคง สายตาคู่คมกริบดั่งกระบี่คู่กายกวาดมองไปยังเงาร่างนับร้อยที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปิดล้อมเส้นทางทั้งสี่ทิศ
"คนพวกนี้... ไม่ใช่สมุนกระจอกของสำนักมารโลหิต" ไป๋ลี่เซียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยประกายจิตสังหารอันตราย "พวกมันสวมชุดคลุมลายกระเรียนทอง... เป็นผู้อาวุโสและยอดฝีมือจาก 'สี่สำนักใหญ่ฝ่ายธรรมะ'"
ยุทธภพในยามนี้หาได้สงบสุขไม่ ภายใต้ร่มเงาแห่งคุณธรรมจอมปลอม ความโลภในเคล็ดวิชาหวนคืนสัจธรรมที่เฟยหลงครอบครองได้แผ่ขยายลุกลามราวกับไฟลามทุ่ง แม้พญามารโลหิตจะเป็นภัยคุกคามจากความมืด ทว่าสำนักฝ่ายธรรมะที่อ้างตัวว่าเป็นผู้พิทักษ์คุณธรรมกลับส่งตัวแทนระดับสูงมาล้อมรอบตัวเขาในยามที่เขากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
*ช่างน่าขันสิ้นดี...* เฟยหลงแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่นั้นทอประกายเย้ยหยัน "ยุทธภพนี้ช่างกว้างใหญ่ แต่กลับไม่มีที่ให้คนเช่นข้าและเจ้าได้ยืนตรงๆ เสียที"
"หากฟ้าดินไม่ยอมให้เรายืน พวกเราก็แค่แหวกฟ้าผ่าดินออกเสียก็สิ้นเรื่อง" ไป๋ลี่เซียนกล่าวตอบด้วยความเด็ดเดี่ยว นางไม่เคยหวั่นเกรงต่อสายตาดูแคลนของผู้ใดในใต้หล้า ยิ่งไปกว่านั้น... หัวใจของนางในยามนี้มีเพียงวิถีแห่งกระบี่และวิถีแห่งเงาของบุรุษเบื้องหน้าเท่านั้น
"เรียนท่านเฟยหลง... และแม่นางไป๋"
เสียงประสานดังขึ้นจากเบื้องหน้า เงาร่างของชายชราในชุดนักพรตสีทองอร่ามก้าวออกมาจากกลุ่มคนนับร้อย เขาคือ 'เจ้าสำนักกระบี่เมฆา' หนึ่งในขั้วอำนาจสูงสุดของฝ่ายธรรมะ นามว่า 'เทียนเฉิน' สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมด้วยเมตตาจอมปลอม ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยเพื่อประเมินสถานการณ์
"พวกท่านโปรดเก็บกระบี่ลงเสียเถอะ" เจ้าสำนักเทียนเฉินประสานมือคารวะด้วยท่าทีสำรวม "พญามารโลหิตเป็นภัยพิบัติของยุทธภพ การที่ท่านเฟยหลงถือครองเคล็ดวิชาหวนคืนสัจธรรม ถือเป็นภาระอันหนักอึ้งเกินกว่าคนผู้เดียวจะแบกรับไว้ได้ สำนักฝ่ายธรรมะทั้งสี่ของเรายินดีต้อนรับท่านเข้าร่วมเป็น 'ผู้อาวุโสสูงสุด' ของพันธมิตร ทุกทรัพยากร เม็ดยาสวรรค์ และคัมภีร์โบราณ จะถูกเปิดให้ท่านเลือกสรรตามใจชอบ... ขอเพียงท่านมอบเคล็ดวิชานั้นให้พันธมิตรเก็บรักษาไว้เพื่อส่วนรวมเท่านั้น"
คำกล่าวของเทียนเฉินดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ ยอดฝีมือจากสำนักต่างๆ ต่างพากันพยักหน้ารับด้วยความเห็นชอบ ในสายตาของพวกมัน การดึงตัวเฟยหลงเข้ามาอยู่ใต้ร่มธงไม่เพียงแต่จะลดทอนพลังของฝ่ายตรงข้าม แต่ยังเป็นการครอบครองพลังอันไร้เทียมทานโดยไม่ต้องสูญเสียกำลังรบ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ
เฟยหลงไม่ได้ตอบรับทันที เขายกมือขึ้นลูบคมกระบี่เบาๆ สัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกที่สะท้อนผ่านเนื้อเหล็กเข้าสู่ปลายนิ้ว ความเงียบนี้ไม่ใช่ความลังเล แต่เป็นความสมเพชเวทนาต่อความโลภที่ห่อหุ้มด้วยเปลือกนอกอันสวยงามของคนเหล่านี้
"เพื่อส่วนรวม...?" เฟยหลงทวนคำ น้ำเสียงของเขาเจือด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน "คำว่าส่วนรวมของพวกเจ้า คงหมายถึงการผูกขาดพลังอำนาจไว้ในกำมือของคนกลุ่มเดียว เพื่อควบคุมเป็นเจ้าชีวิตของคนทั้งยุทธภพกระมัง?"
สีหน้าของเจ้าสำนักเทียนเฉินเปลี่ยนสีเล็กน้อย รอยยิ้มจอมปลอมเริ่มแข็งค้าง "ท่านเฟยหลง... อย่าได้พูดจาดูถูกเจตนาอันบริสุทธิ์ของเรา ความมืดกำลังคืบคลาน หากท่านยังดึงดันจะเก็บเคล็ดวิชาไว้เพียงลำพัง เกรงว่าภัยพิบัติจะไม่ได้ตกแค่ท่านผู้เดียว แต่อาจหมายถึงคนรักของท่านด้วย"
*เปรี้ยง!*
สิ้นคำขู่ของเทียนเฉิน บรรยากาศรอบตัวก็ระเบิดออกทันที ไป๋ลี่เซียนก้าวขึ้นหน้าหนึ่งก้าว รัศมีกระบี่น้ำแข็งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจนเกิดเป็นพายุเกล็ดน้ำแข็งหมุนวนรอบกาย นางไม่ได้เอวาจาใดๆ ออกมาอีก ทว่าจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของนางกลับเฉียบคมราวกับจะบั่นคอผู้ที่บังอาจเอ่ยวาจาล่วงเกินได้ในพริบตา
"เจ้ากล้าขู่ข้าหรือ?" เฟยหลงก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แรงกดดันจากปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พุ่งทะยานขึ้นฟ้าจนกลุ่มเมฆสีทองทมิฬข้างบนถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ พลังอันน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้ยอดฝีมือหลายคนในกลุ่มพันธมิตรถึงกับหน้าถอดสี ถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว
"ในเมื่อพวกเจ้าอ้างว่าเป็นฝ่ายธรรมะ..." เฟยหลงชี้ปลายกระบี่ไปที่เจ้าสำนักเทียนเฉิน ดวงตาสีดำสนิทลẫกซึ้งดึงดูดวิญญาณของผู้มอง "เช่นนั้นข้าจะถามพวกเจ้าสักคำ... ในยามที่สำนักเล็กๆ ถูกพญามารโลหิตสังหารล้างสำนักเมื่อปีก่อน พวกเจ้าซึ่งเป็น 'ผู้นำฝ่ายธรรมะ' อยู่ที่ไหน? ในยามที่ชาวบ้านนับหมื่นต้องล้มตายเพราะสงครามแย่งชิงทรัพยากรของพวกเจ้า พวกเจ้าเคยยื่นมือเข้าช่วยแม้แต่น้อยหรือไม่?"
ไม่มีเสียงตอบรับจากฝ่ายตรงข้าม มีเพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด
"พวกเจ้าหาได้สนใจคุณธรรมไม่..." เฟยหลงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา ดุดัน และทรงพลัง "สิ่งที่พวกเจ้าต้องการ มีเพียงแค่ความกลัว... ความกลัวว่าจะมีใครสักคนก้าวข้ามขีดจำกัดของฟ้าดิน และสั่นคลอนบัลลังก์อำนาจที่พวกเจ้าปล้นชิงมาก็เท่านั้น!"
"สามห่าว! เฟยหลง! เจ้าอย่าได้ใจให้มันมากนัก!" ผู้อาวุโสอีกคนหนึ่งของสำนักกระบี่เมฆาทนฟังไม่ไหว ชักกระบี่ออกจากฝักพุ่งเข้าใส่ด้วยความโกรธเกรี้ยว ปราณกระบี่สีทองอร่ามแผ่พุ่งดั่งสายฟ้าฟาดฟันลงมาหมายปลิดชีพ
เฟยหลงแม้แต่ชายตามองก็ยังไม่ทำ เขาเพียงแค่สะบัดแขนเสื้อเบาๆ
*ฉับ!*
ประกายกระบี่สีครามสายหนึ่งพาดผ่านความมืดอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าความคิด ร่างของผู้อาวุโสผู้นั้นหยุดชะงักกลางอากาศในท่าพุ่งทะยาน ศีรษะหลุดลอยออกจากบ่า เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ ก่อนที่ร่างไร้หัวจะร่วงหล่นลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
ความตายเกิดขึ้นเร็วเสียจนไม่มีใครทันตั้งตัว แม้แต่เจ้าสำนักเทียนเฉินก็ยังเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เขารู้ว่าเฟยหลงเก่งกาจ แต่ไม่คาดคิดว่าช่องว่างระหว่างพวกเขายังคงห่างไกลกันราวฟ้ากับเหวเช่นนี้
"คำตอบของข้า... ชัดเจนพอหรือยัง?" เฟยหลงเอ่ยถามเรียบๆ ขณะที่กระบี่ในมือยังคงส่องประกายแสงสีครามเจิดจ้า
เจ้าสำนักเทียนเฉินกัดฟันกรอด ใบหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยรอยยิ้มบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความโกรธและหวาดกลัว "ในเมื่อเจ้าเลือกเส้นทางนี้... ก็อย่าหาว่าพวกเราไร้ความปรานี! ฆ่ามัน! ใครที่สามารถชิงคัมภีร์มาได้ จะได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเจ้าสำนัก!"
สิ้นเสียงคำสั่ง กองกำลังพันธมิตรยุทธภพนับร้อยก็พุ่งเข้าใส่ดั่งฝูงตั๊กแตนคลั่ง แสงกระบี่ อักขระเวท และอาวุธลับนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าหาเฟยหลงและไป๋ลี่เซียนจากทุกสารทิศ ท้องฟ้ายามราตรีสว่างวาบด้วยประกายเพลิงและสายปราณอันดุเดือด
ไป๋ลี่เซียนสะบัดกระบี่น้ำแข็งออกไปรอบตัว ละอองความเย็นกลายเป็นกำแพงน้ำแข็งหนาทึบ บดขยี้การโจมตีระลอกแรกจนแหลกละเอียด นางหันมามองเฟยหลงชั่วแวบหนึ่ง ดวงตาส่งสัญญาณความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งโดยไม่ต้องเอ่ยวาจา
เฟยหลงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปราณในตัน티นหมุนวนด้วยความเร็วสูงสุด ร่างกายของเขาเปล่งแสงสีทองผสมสีครามเจิดจ้า เขาเงื้อมือขึ้นเตรียมชักกระบี่ออกจากฝักอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อแสดงให้ยุทธภพได้ประจักษ์ว่า วิถีกระบี่หวนคืนสัจธรรม นั้นแท้จริงแล้วคืออะไร
ทว่า... ในวินาทีที่กระบี่กำลังจะพ้นจากฝัก ท้องฟ้าเบื้องบนที่ถูกฉีกกระชากกลับปิดตัวลงอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นยะเยือกที่ดังขึ้นจากเบื้องหลังของเฟยหลงโดยตรง—ไม่ใช่จากกลุ่มพันธมิตร และไม่ใช่จากพญามารโลหิตตนก่อนหน้า
"ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง... ศิษย์น้องเอกแห่งสำนักกระบี่สัจธรรม"
ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายดวงตาโลหิตก้าวออกมาจากรอยแยกมิติที่เปิดออกตรงจุดที่ไป๋ลี่เซียนยืนอยู่เมื่อครู่ ใบหน้านصفซีกถูกปกกุมด้วยหน้ากากกระดูกมาร และในมือของมัน... กำลังถือป้ายหยกประจำตัวของอาจารย์ผู้ล่วงลับของเฟยหลงอยู่!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งวิถีเซียนนี้ด้วยกันครับ
- มังกรครามท่องภพ
วิถีกระบี่หวนคืนสัจธรรม•ตอนที่ 21
กองกำลังพันธมิตรยุทธภพ
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่หวนคืนสัจธรรม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!