กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนแสบจมูก ทัศนียภาพเบื้องหน้าถูกย้อมด้วยสีแดงฉานดั่งฉาบไว้ด้วยโลหิตนับพันชีวิต หุบเขาหมอกทมิฬในยามนี้หาได้มีเพียงสายหมอกหนาทึบ หากแต่แฝงไว้ด้วยไอน้ำพิษสีม่วงคล้ำที่กัดกร่อนแม้กระทั่งโขดหินผาให้สึกกร่อนเป็นจุล
"ระวังตัวด้วย... ค่ายกลนี้มิใช่กลลวงธรรมดา"
เสียงหวานกังวานดั่งระฆังแก้วแต่เยียบเย็นราวสายลมจากยอดเขาหิมะดังขึ้น ไป๋ลี่เซียนสะบัดข้อมือเบาๆ กระบี่น้ำแข็งในมือพลแผ่ไอความเย็นยะเยือกจนหยดน้ำรอบกายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นกราว นางยืนหยัดเคียงข้างเฟยหลงด้วยท่าทีสง่างาม ทว่าดวงตาหงส์คู่นั้นกลับกวาดมองความมืดเบื้องหน้าด้วยความระแวดระวังอย่างยิ่งยวด
เฟยหลงไม่กล่าวคำใด ชายหนุ่มยังคงยืนตระหง่านดั่งภูผา ศีรษะเชิดขึ้นเล็กน้อยด้วยความทะนงตนในวิถีกระบี่ที่หล่อหลอมมาตลอดชีวิต สายตาคมกริบดั่งคมกระบี่จ้องมองไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า ซึ่งบัดนี้เริ่มปรากฏเงาร่างบิดเบี้ยวเคลื่อนไหวไปมานับร้อยนับพัน บรรยากาศรอบกายกดดันจนลมหายใจแทบสะดุด
"ค่ายกลร้อยอสูรโลหิต... พวกมันใช้ชีวิตของผู้ฝึกยุทธ์นับร้อยมาเซ่นสังเวยเพื่อเปิดประตูนี้สินะ" เฟยหลงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่กลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นที่แผ่ออกมาสะกดข่มรัศมีรอบด้าน ปราณกระบี่ในตันเถียนหมุนวนรุนแรงจนเสื้อผ้าโบกสะบัด
โฮกกกก—!
เสียงคำรามกึกก้องราวกับอสุนีบาตแผดเผาผืนป่า เงาร่างสีแดงฉานนับร้อยพุ่งทะยานออกมาจากม่านหมอก พวกมันคืออสูรโลหิตที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากจิตอาฆาตและโลหิตมนุษย์ ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองผู้บุกรุกทั้งสองราวกับเหยื่ออันโอชะ กรงเล็บแหลมคมเงื้อง่าหมายฉีกกระชากร่างให้แหลกเป็นชิ้นๆ
"ให้ข้าจัดการเอง"
ไป๋ลี่เซียนเอ่ยเสียงเรียบ นางไม่รอช้า พลิ้วกายเข้าสู่วิถีเซียน ดรุณีชุดขาวราวกับเทพธิดากลางพายุหิมะ ร่างระหงลอยคว้างกลางอากาศ กระบี่น้ำแข็งในมือวาดผ่านความว่างเปล่าก่อเกิดเป็นดอกบัวน้ำแข็งพันกลีบที่หมุนวนด้วยความเร็วสูง พลังความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปแช่แข็งอสูรโลหิตแถวหน้าให้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งในพริบตา ก่อนที่พวกมันจะแตกสลายกลายเป็นละอองสีแดง
ทว่า อสูรโลหิตเหล่านี้มีจำนวนดั่งฝูงตั๊กแตน เมื่อกลุ่มหนึ่งดับสูญ อีกกลุ่มกลับพุ่งทะยานเข้ามาแทนที่ด้วยความรวดเร็วกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้น โลหิตที่กระเซ็นลงสู่พื้นดินกลับซึมซับเข้าสู่ค่ายกล ทำให้พลังของพวกมันเพิ่มพูนขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด
"กลอุบายตื้นเขิน แต่อาศัยปริมาณกดดันวิญญาณ" เฟยหลงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมปลาบกวาดมองจุดอับของค่ายกลได้อย่างทะลุปรุโปร่ง "ลี่เซียน คุ้มกันเส้นชีพจรปราณข้าชั่วพริบตา!"
ไป๋ลี่เซียนชะอักงั้นเล็กน้อย นางไม่เอ่ยถามเหตุผล ดวงตาคู่สวยทอประกายเด็ดเดี่ยว ร่างบางพุ่งทะยานขึ้นไปเบื้องบน ปลดปล่อยพลังปราณน้ำแข็งขั้นสูงสุดออกมาราวกับม่านบาตรน้ำแข็งยักษ์ปกป้องเบื้องล่างจากอสูรโลหิตที่กรูเข้ามาดั่งคลื่นคลั่ง นางยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเปิดโอกาสให้ชายหนุ่มผู้เป็นดั่งดวงใจได้แสดงวิถีแห่งกระบี่ที่แท้จริง
เฟยหลงหลับตาลงชั่วขณะ ลมหายใจเข้าออกสอดประสานกับจังหวะชีพจรของฟ้าดิน ความเงียบสงบเข้าครอบงำจิตใจท่ามกลางเสียงคำรามกึกก้องรอบกาย ในห้วงมโนสำนึก... วิถีกระบี่หาใช่เพียงการฟาดฟันเพื่อเอา 1 ชีวิต หากแต่คือการตัดขาดซึ่งกิเลสและพันธนาการทั้งปวง!
พรึบ!
ดวงตาของเฟยหลงเบิกโพลงขึ้น ประกายแสงสีครามเจิดจ้าพุ่งทะยานออกจากม่านตา ร่างของเขาก้าวออกไปเพียงหนึ่งก้าว แต่มิติรอบกายกลับสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว กระบี่ประจำกายถูกชักออกจากฝักเพียงครึ่งคัน เสียงกรีดร้องของโลหะกระทบอากาศดังกังวานบาดแก้วหู
"วิถีกระบี่หวนคืน... กระบวนท่าที่หนึ่ง: ตัดสายธาราวัฏสงสาร!"
ฉึบ!
ประกายกระบี่สีครามสายหนึ่งพาดผ่านความมืดมิด มันไม่ได้รวดเร็วเพียงแค่สายฟ้าฟาด แต่ทว่าทรงพลังและเด็ดขาดจนราวกับสามารถผ่าผืนฟ้าออกเป็นสองซีก คลื่นปราณกระบี่พุ่งแหวกอากาศออกไปเป็นรูปเสี้ยวจันทร์ กวาดล้างอสูรโลหิตนับร้อยร่างให้ขาดเป็นสองท่อนในคราเดียว แรงปะทะอันมหาศาลทำให้ค่ายกลร้อยอสูรโลหิตสั่นคลอนอย่างรุนแรง รอยร้าวสีดำปรากฏขึ้นกลางอากาศราวกับกระจกที่กำลังจะแตกสลาย
อสูรโลหิตตัวหัวหน้าที่มีขนาดใหญ่เท่าภูเขาคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว มันรวบรวมโลหิตทั้งหมดในค่ายกลเข้าสู่ร่างจนเกิดเป็นหมัดโลหิตขนาดยักษ์พุ่งเข้าใส่เฟยหลงที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูพลังปราณ
"ระวัง!" ไป๋ลี่เซียนอุทานด้วยความตกใจ นางเตรียมจะพุ่งเข้าไปขวาง ทว่ากลับช้าไปก้าวหนึ่ง
ทว่า ในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเฟยหลงกลับระเบิดออก ร่างของชายหนุ่มพุ่งทะยานสวนขึ้นไปอย่างไร้ความเกรงกลัว กระบี่ในมือถูกชักออกจนสุดฝักเป็นครั้งแรก พลังปราณและจิตวิญญาณหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับคมกระบี่
หมับ... พรึบ!
ท่ามกลางความเงียบงันที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ร่างของอสูรโลหิตยักษ์หยุดชะงักค้างกลางอากาศ รอยกระบี่เส้นบางเฉียบปรากฏขึ้นกลางลำตัวของมัน ก่อนที่ร่างมหึมานั้นจะสลายกลายเป็นไอสีแดงและจางหายไปในอากาศอย่างไร้ร่องรอย
ค่ายกลร้อยอสูรโลหิตพังทลายลงโดยสมบูรณ์ หมอกทมิฬจางหาย เผยให้เห็นแสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องลงมายังหุบเขาอีกครั้ง
เฟยหลงยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าถือกระบี่
เหงื่อกาฬไหลซึมตามกรอบหน้าคมคาย
ทว่า ก่อนที่เขาจะได้ผ่อนลมหายใจ... พื้นดินเบื้องล่างกลับยุบตัวลงกลายเป็นหลุมลึกสีดำสนิท และเสียงหัวเราะแหบแห้งเย็นยะเยือกของใครบางคนก็ดังขึ้นจากก้นบึ้งของความมืด
*"ฮ่าๆๆ... ฝีมือไม่เลว สมกับที่เป็นผู้ถือครองวิถีกระบี่หวนคืน... แต่พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่านี่คือทั้งหมดของค่ายกลนี้?"*
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับผม แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — มังกรครามท่องภพ
วิถีกระบี่หวนคืนสัจธรรม•ตอนที่ 7
ค่ายกลร้อยอสูร
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่หวนคืนสัจธรรม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!