กลิ่นอายจางๆ ของกำยานจันทน์หอมลอยวนอยู่เบื้องหน้า ดับกลิ่นคาวเลือดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ปลายประสาทสัมผัสได้อย่างแนบเนียน
จินเฟยหลันยืนนิ่งอยู่กลางวงอักขระโลหิตที่สลักลงบนพื้นศิลาอ่อนสีขาว เท้าเรียวภายใต้รองเท้าผ้าปักลายดอกเหมยเหยียบย่างอย่างระมัดระวังตามตำแหน่งดาวนพเคราะห์ ดวงตากลมโตคู่คมฉายแววเด็ดเดี่ยวและเยือกเย็นดั่งผิวน้ำในคืนไร้ลม มือเรียวบางตวัดกระบี่โบราณในมือขึ้นวาดเป็นวงโค้งกลางอากาศ ปล่อยให้ประกายไฟสีครามลุกวาบขึ้นตามคมดาบ ขับเน้นใบหน้างามให้ดูงดงามราวกับภูตสาวผู้ลงมาจากภาพวาดโบราณ
"ยันต์เก้าสวรรค์สะกดวิญญาณ... ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าพลังปราณของเจ้าจะรับไหว"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นจากมุมมืดของตำหนัก หลี่จื่อเหยา (อ๋องเจ็ด) ประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงสลักลายมังกรโบราณ สายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองร่างระหงเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยราดรดด้วยความเยือกเย็นดั่งศิลา หัวใจของบุรุษผู้กุมอำนาจเงาแห่งราชสำนักกลับไหววูบอย่างรุนแรงยามเมื่อเห็นสตรีในดวงใจต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อสะกดอาถรรพ์ที่กำลังคืบคลานเข้ามาในยามวิกาลนี้
"หม่อมฉันมิใช่คุณหนูในห้องหอที่จะต้องให้ท่านอ๋องมาคอยปกป้องจากภูตผีปีศาจหรอกนะครับ" เฟยหลันเอ่ยตอบเสียงเรียบ ใบหน้างามเชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างไว้ตัว แม้เหงื่อกาฬจะเริ่มผุดซึมตามไรผมขาวเนียนเนื่องจากแรงกดดันมหาศาลจากอาคมที่นางกำลังร่าย ทว่าแววตากลับไม่ไหวติงแม้แต่น้อย "อีกอย่าง... ในวังหลวงแห่งนี้ ผู้ที่หมายเอาชีวิตท่านหาใช่คนเป็นไม่ แต่เป็นวิญญาณร้ายที่ถูกจองจำไว้ด้วยความแค้นต่างหาก"
สิ้นคำพูดของนาง เปลวเพลิงสีครามรอบกายก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกต เสียงกรีดร้องโหยหวนนับร้อยดังแว่วมาจากความมืดมิดนอกหน้าต่าง ลมพายุหมุนขนาดย่อมพัดโหมกระหน่ำจนม่านไหมสีชาดปลิวสะบัด หน้าต่างไม้แกะสลักถูกแรงอาคมกระแทกจนปิดเปิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงกดดันทางวิญญาณแผ่ซ่านจนน่าอึดอัด ราวกับอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
หลี่จื่อเหยาขมวดคิ้วแน่น มือหนากำพนักเก้าอี้แน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน แม้เขาจะเป็นแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามมานับไม่ถ้วน ฟาดฟันผู้คนมานักต่อนักจนมือเปื้อนเลือด แต่ภัยคุกคามจากโลกหลังความตายเช่นนี้ เป็นสิ่งเดียวที่อำนาจและคมดาบของเขาไม่อาจจัดการได้โดยตรง การได้เห็นจินเฟยหลันต้องยืนหยัดเผชิญหน้ากับความมืดมิดเพียงลำพัง ทำให้ความรู้สึกบางอย่างที่เขาพยายามกด
"ถอยออกมาเฟยหลัน! ปล่อยให้องครักษ์จัดการ..." อ๋องเจ็ดเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือความร้อนรนเป็นครั้งแรก ทว่ายังคงไว้ซึ่งความดุดัน
"อย่าขยับ!" เฟยหลันตวาดกลับเสียงกร้าว ดวงตาคู่คมตวัดมองบุรุษผู้สูงศักดิ์ด้วยแววตาห้ามปราม "หากท่านก้าวเข้ามาในเขตอาคมตอนนี้ พลังหยินจะเข้าแทรกซึมร่างและกัดกินชีพจรของท่านจนหมดสิ้น! หม่อมฉันเอาตัวรอดได้... ขอเพียงท่านเชื่อใจหม่อมฉัน"
ประโยคหลังนางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย ทว่ามั่นคงและหนักแน่นดั่งหินผา
หลี่จื่อเหยาชะงักงัน ดวงตาคมกริบสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ในห้วงเวลาที่ความเป็นความตายอยู่ห่างกันแค่เพียงเส้นด้าย ความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางวังวนแห่งการแย่งชิงอำนาจกลับยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นอย่างไร้เสียง เขาค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ ยอมลดมือลงและนั่งนิ่งตามคำเตือนของนาง แม้ในใจจะเตรียมพร้อมตลอดเวลาที่จะพุ่งเข้าไปรับอันตรายแทนหากนางพลาดพลั้งแม้แต่นิดเดียว
จินเฟยหลันหันกลับไปเผชิญหน้ากับความมืดมิดเบื้องหน้าอีกครั้ง นางสูดหายใจเข้าลึก3 เพื่อรวบรวมลมปราณทั้งหมดที่เหลืออยู่ ปลายนิ้วเรียวกรีดลงบนฝ่ามือของตนเองจนเลือดสีแดงสดไหลรินออกมา หยดลงบนอักขระโบราณ ส่งผลให้แสงสีทองสว่างวาบขึ้นขับไล่ความมืดมิดรอบด้านให้ถอยร่นไป
"วิญญาณทั้งหลายที่หลงทางในวังหลวงแห่งนี้... ความแค้นของพวกเจ้า ข้าจะเป็นผู้ชำระให้ ณ บัดนี้ จงสงบลงเสีย!"
เสียงหวานกังวานก้องกังวานราวกับระฆังทองคำสะท้อนไปทั่วตำหนัก ทันใดนั้น เงาดำมหึมาที่แฝงตัวอยู่หลังม่านเสาหลักก็ปรากฏร่างขึ้น มันคือเงาอสูรไร้หน้าที่มีไอความมืดพวยพุ่งออกมาจากร่าง พุ่งเข้าใส่จินเฟยหลันด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ!
ร่างบางไม่หลบหนี นางตวัดกระบี่ในมือรับการโจมตีอย่างแม่นยำ ประกายไฟจากการปะทะกันสว่างวาบไปทั่วห้อง แรงสะท้อนทำให้ร่างของนางเซถอยหลังไปสองก้าว รสชาติคาวเลือดเอ่อล้นขึ้นมาที่มุมปาก ทว่านางมิได้ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่น้อย
ด้วยสติปัญญาและชั้นเชิงที่เหนือกว่า นางแสร้งทำเป็นเสียหลักเปิดช่องว่างให้อสูรเงาพุ่งเข้ามาหา ก่อนจะสะบัดยันต์แผ่นสุดท้ายที่เตรียมไว้อยู่แล้วแปะเข้าที่กลางหน้าผากของเงาร้ายนั้นอย่างแม่นยำ!
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ไอหมอกสีดำมืดสลายกลายเป็นละอองสีขาวบริสุทธิ์แล้วจางหายไปในอากาศ บรรยากาศภายในตำหนักกลับคืนสู่ความสงบเงียบอีกครั้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเพียงกลิ่นอายจางๆ ของธูปหอมและหยดเลือดที่พื้นศิลาเท่านั้นที่เป็นเครื่องยืนยันถึงการต่อสู้เมื่อครู่
จินเฟยหลันหอบหายใจถี่รัว ร่างกายอ่อนล้าจนเกือบจะทรุดลงไปกองกับพื้น ทว่าก่อนที่ร่างของนางจะสัมผัสกับพื้นศิลาเย็นเฉียบ อ้อมแขนแกร่งคุ้นเคยก็เข้ามารวบเอวบางไว้ได้อย่างทันท่วงที
หลี่จื่อเหยาดึงร่างของนางเข้ามาแนบอก ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเยือกเย็นบัดนี้ฉายแววความกังวลอย่างปิดไม่มิด มือหนาประคองใบหน้างามขึ้นสำรวจร่องรอยบาดแผลด้วยความทะนุถนอมอย่างยิ่งยวด "เจ้าช่าง... ดื้อรั้นเสียจริง" เขากระซิบเสียงพร่าข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปัดป่าkข้างแก้มเนียน
"หม่อมฉันปกป้องท่านอ๋องสำเร็จ... นี่มิใช่สิ่งที่ท่านต้องการหรอกหรือครับ" เฟยหลันแย้มยิ้มบางเบา แม้ใบหน้าจะซีดเซียวไร้สีเลือด
อ๋องเจ็ดมองรอยยิ้มนั้นด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยาย เขาก้มลงหมายจะเอ่ยคำพูดบางอย่างที่เก็บไว้ก้นบึ้งของหัวใจ
ทว่า... ทันใดนั้นเอง ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ของตำหนักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง ลมหนาวยามวิกาลพัดกรูเข้ามาพร้อมกับกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่จื่อเหยาแข็งค้างในทันที
ขันทีเฒ่าคนสนิทก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก มือสั่นเทาถือราชโองการลับฉบับใหม่ที่ประทับตราด้วยหยกแท้สีเลือด ซึ่งส่งตรงมาจากตำหนักชั้นในโดยไม่ผ่านพิธีการใดๆ ทั้งสิ้น
"ทูลท่านอ๋อง... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฮ่องเต้มีรับสั่งด่วน... ให้ปิดล้อมเรือนสยองขวัญในสุสานหลวงทันที และผู้ใดที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับอาคมต้องห้ามในค่ำคืนนี้ จะต้องถูกประหารชีวิตโดยไม่มีข้อยกเว้นพ่ะย่ะค่ะ!"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกัน ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้ครับ
เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง•ตอนที่ 17
คืนจันทร์เต็มดวง
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!