กลิ่นหอมของกำยานจันทน์เทศที่ลอยอวลอยู่เบื้องหน้าไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องโถงแปดเหลี่ยมผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความเงียบงันที่แผ่ซ่านราวกับน้ำแข็งเกาะกุมหัวใจ กลับทำให้เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยคู่ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาโอบล้อมเรือนรับรองหลังนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น ราวกับเสียงกรับประหารชีวิตที่ดังมาจากขุมนรก
"พวกเขามาเร็วกว่าที่คำนวณไว้สามเค่อ"
เสียงทุ้มต่ำของหลี่จื่อเหยาเอ่ยขึ้นเรียบเรื่อย นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวหนุ่มมองลอดผ่านม่านมุกโปร่งออกไปยังลานหินเบื้องนอก ร่างสูงสง่าในอาภรณ์ปักลายมังกรห้าเล็บสีดำสนิทไม่ได้แสดงพิรุธหรือความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มือหนายังคงประคองจอกชาหยกขาวไว้มั่น ไอร้อนที่พวยพุ่งขึ้นมาผสมผสานกับลมหายใจที่เยือกเย็น
จินเฟยหลันปรายหางตามองเงาสะท้อนของทหารยามที่ทาบทับอยู่บนประตูบานเฟี้ยมไม้สักแกะสลัก นางมิได้ขยับกายหนี แต่กลับเอื้อมมือเรียวบางดั่งหยกไปหมุนเข็มเงินในผอบกระเบื้องเคลือบอย่างใจเย็น ปลายเข็มแหลมคมกระทบกับขอบถ้วยเกิดเสียงใสราวกังสดาล ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นไม่แพ้คมดาบภายนอก
"ไม่ใช่ความบังเอิญหรอกเพคะ... อ่า, มิใช่สิ ข้าหมายถึง... ไม่ใช่ความบังเอิญหรอกท่านอ๋อง" เฟยหลันแก้ไขสรรพนามด้วยรอยยิ้มบางเฉียบที่มุมปาก "มีหนอนบ่อนไส้ในกรมราชสำนักที่ส่งรหัสลับผ่านควันไฟจากหอสูงทิศประจิม การที่กองทัพลับของ 'มัน' เคลื่อนพลเข้ามาถึงเขตพระราชฐานชั้นในได้โดยไม่มีเสียงระฆังเตือนภัยดังขึ้นแม้แต่คราเดียว ย่อมหมายความว่าตราประทับพยัคฆ์ทมิฬอยู่ในมือของคนผู้เดียว... คนที่พวกเราคาดไม่ถึงมาโดยตลอด"
ประตูกลางของห้องโถงถูกกระแทกเปิดออกด้วยพลังภายในอันรุนแรง แรงลมมหาศาลซัดเอาผ้าม่านโปร่งโบกสะบัดราวกับพายุคลั่ง ร่างของบุรุษในชุดเกราะทองคำประดับลวดลายสลักหงส์ไฟก้าวเข้ามาอย่างองอาจ นัยน์ตาเรียวรีคมปลาบดั่งสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ มุมปากหยักยิ้มเยาะหยันที่ฉาบไว้ด้วยคราบความจงรักภักดีมาเนิ่นนาน บัดนี้ได้ถูกฉีกกระชากออกจนหมดสิ้น เผยให้เห็นตัวตนที่แท้จริงเบื้องหลังเงาอำนาจ
"ช่างเป็นคู่สามีภรรยาที่สุนทรีย์เสียจริง ท่ามกลางยมทูตที่มารอรับวิญญาณ ยังมีแก่ใจจิบชาสนทนากันได้"
แม่ทัพใหญ่หลงเฟยหยุนกวาดสายตามองคนทั้งสองด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ด้านหลังของเขามีกองทหารหน่วยเงาทมิฬนับร้อยนายในชุดเกราะเหล็กกล้าเดินเรียงแถวเข้ามาตรึงกำลังปิดล้อมทุกทางเข้าออก ประกายไฟจากคบเพลิงสะท้อนกับคมดาบวับวาวจนห้องโถงทั้งหลังอาบย้อมไปด้วยสีเลือด
หลี่จื่อเหยาค่อยๆ วางจอกชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์อย่างนุ่มนวล เสียงกระทบเบาห้วงหนึ่งดังสะท้อนกังวานในความเงียบ พระองค์มิได้แม้แต่จะชำเลืองมองกองทัพทหารนับร้อยที่ถืออาวุธครบมืออยู่เบื้องหน้า สายพระเนตรยังคงจับจ้องอยู่ที่สตรีข้างกายด้วยความลุ่มลึกมั่นคง ดั่งขุนเขาที่ไม่เคยสะท้านต่อแรงลมพายุ
"หลงเฟยหยุน... เจ้ากล้าใช้ตราประทับขององค์รัชทายาทเบิกทางให้กองทัพลับล่วงล้ำเขตต้องห้าม ช่างบังอาจนัก" น้ำเสียงของท่านอ๋องเจ็ดราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่ากลับสร้างความกดดันมหาศาลจนทหารปลายแถวบางนายถึงกับก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
"บังอาจหรือ?" หลงเฟยหยุนหัวเราะร่วนในลำคอ เสียงหัวเราะที่แหบพร่าบาดหูสะท้อนก้อง "อำนาจที่แท้จริงไม่เคยถามหาความบังอาจ ฝ่าบาททรงประชวรใกล้สิ้นพระชนม์ ส่วนองค์รัชทายาทก็เป็นเพียงหุ่นเชิดในกำมือของข้า สุสานดอกไม้กลางวังหลวงที่พวกเจ้าพยายามขุดคุ้ยความลับขึ้นมานั้น... แท้จริงแล้วคือขุมทรัพย์และคลังกำลังที่ข้าสะสมไว้เพื่อรอวันประกาศศักดา! และวันนี้... วิญญาณของพวกเจ้าทั้งสองจะต้องถูกฝังกลบไว้ ณ ที่แห่งนี้ เพื่อมิให้ความลับรั่วไหลไปถึงหูของใครได้อีก"
สิ้นคำสั่ง ทหารหน่วยเงาทมิฬนับสิบก็ก้าวพุ่งเข้าประชิดพร้อมเงื้อดาบหมายปลิดชีพ ทว่า ในวินาทีที่คมดาบกำลังจะพุ่งเข้าหาลำคอของจินเฟยหลัน ร่างบางกลับสะบัดแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมฉุนกึกของผงยาสกัดจากดอกอวี้หลันโบราณฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ทหารกลุ่มแรกที่สูดดมเข้าไปต่างสำลักไอเป็นเลือดดำสนิท ล้มฟุกหมดสติลงไปกองกับพื้นทันทีโดยยังไม่ทันได้กรีดร้อง
"เจ้าคิดว่าข้ามานั่งรอนอนรอความตายอยู่ในเรือนนี้โดยไม่เตรียมการอันใดเลยหรือท่านแม่ทัพ?" เฟยหลันกล่าวเสียงเยียบเย็น ดวงตาส่อประกายคมปลาบไม่แพ้คมดาบในมือ "วิญญาณที่ควรจะถูกฝัง... เกรงว่าจะเป็นทหารหาญผู้ไร้สติเหล่านี้ของท่านเสียมากกว่า"
หลงเฟยหยุนขบกรามแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว "นังหมอผีสารเลว! คิดว่าลูกไม้ตื้นๆ แค่นี้จะหยุดกองทัพนับพันของข้าได้หรือ? สังหารพวกมันให้สิ้นซาก!"
ท่ามกลางเสียงตวาดก้องและเสียงฝีเท้านับร้อยที่กำลังกรูเข้ามาประชิดตัวเรือน หลี่จื่อเหยาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระองค์ก้าวเข้ามาบังร่างของจินเฟยหลันไว้ครึ่งหนึ่ง มือหนากระชากกระบี่ประจำพระองค์ออกจากฝัก แสงสีเงินยวดยวงสะท้อนประกายวับวับดุจเกล็ดมังกรยามต้องแสงจันทร์
"เจาหลัน... อยู่ข้างกายเปิ่นหวาง" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอמהสัญญาสัตย์ที่มั่นคงดั่งหินผา "วันนี้ต่อให้เบื้องบนส่งทศพิธมารดาใดมาขวางทาง เปิ่นหวางก็จะสับพวกมันให้เป็นจุลเพื่อปกป้องเจ้า"
ทว่า ในขณะที่คมดาบของทั้งสองฝ่ายกำลังจะปะทะกันจนเกิดประกายไฟสว่างวาบทั่วห้องโถงนั้นเอง เสียงกลองศึกจากตำหนักใหญ่หน้าวังหลวงก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นสามครั้งติดต่อกัน—เสียงกลองที่ประกาศสภาวะกบฏและเปิดผนึกพระราชโองการลับฉบับสุดท้ายที่ไม่มีใครคาดคิด
หลงเฟยหยุนชะงักมือที่กำลังจะฟันลงมา สีหน้าที่เคยเหี้ยมเกรียมพลันเปลี่ยนเป็นซีดเผือกเมื่อเสียงขันทีอาวุโสดังแทรกขึ้นท่ามกลางความโกลาหล
*“พระราชโองการ... องค์ฮ่องเต้ทรงสวรรคตแล้ว! และผู้ที่ขึ้นครองราชย์สืบราชบัลลังก์ในวินาทีนี้ คือ... องค์ชายเจ็ด หลี่จื่อเหยา!”*
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกัน ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้ครับ
เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง•ตอนที่ 18
ศัตรูในเงา
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!