"หากท่านอ๋องยังทรงใช้สายเช่นนั้นมองหม่อมฉัน เกรงว่าน้ำชาในถ้วยนี้คงจะจืดจางจนกลายเป็นน้ำล้างจานไปเสียก่อนนะครับ... ฝ่าบาท"
จินเฟยหลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงรอยยิ้มเย้าหยอกที่มุมปาก นางวางถ้วยกระเบื้องเคลือบสีลายครามลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมอย่างแผ่วเบา เสียงกระทบกันเบาหวิวดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องหนังสือลับใต้ตำหนักอ๋องเจ็ด
บรรยากาศรอบกายอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของกำยานจันทน์เทศและไอน้ำร้อนกรุ่นจากกาชา สมุดบัญชีและแผนผังลับของกรมวังถูกกางแผ่หลาอยู่เบื้องหน้า ข้อมูลมหาศาลที่หากรั่วไหลออกไปแม้แต่นิดเดียว ย่อมหมายถึงหัวของขุนนางนับสิบตกลงสู่พื้นในชั่วพริบตา
หลี่จื่อเหยา (อ๋องเจ็ด) มิได้ขยับพระoองค์ ทรงประทับนิ่งดั่งรูปสลักหยกขาวโบราณ ดวงเนตรคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวทอดพระเนตรสตรีตรงหน้าอย่างพิจารณา ท่าทีเยือกเย็นดั่งศิลาของพระองค์ไม่เคยสั่นคลอนต่อสิ่งใด ทว่ายามเมื่อทอดพระเนตรเห็นรอยเปื้อนหมึกจางๆ บนเรียวแก้วเนียนใสของนาง องค์อ๋องกลับยื่นพระหัตถ์ออกไปอย่างเงียบงัน ปลายนิ้วสอบอุ่นจัดแตะลงที่ข้างแก้มของนางอย่างแผ่วเบาเพื่อปัดป้องรอยหมึกนั้นออกให้อย่างทะนุถนอม
สัมผัสที่อบอุ่นและฉับพลันทำให้นัยน์ตาคู่สวยของจินเฟยหลันไหววูบไปเล็กน้อย นางชะงักไปชั่วลมหายใจก่อนจะเบี่ยงหน้าหลบเล็กน้อยอย่างมีมารยาท ทว่าหลี่จื่อเหยาหาได้ปล่อยมือไม่ พระองค์กลับตรัสด้วยสุ้มเสียงทุ้มต่ำที่สั่นประสาทคนฟังให้เคลิบเคลิ้ม
"เจ้ากล้าหยอกเย้าพยัคฆ์ร้ายเช่นเรา ดูท่าความตายคงเป็นเพียงเรื่องสนุกสำหรับเจ้ากระมัง เฟยหลัน"
"ความตายมิใช่เรื่องสนุกหรอกเพคะ... แต่การได้มองท่านอ๋องผู้เกรียงไกรต้องจนปัญญาแก้เกมหมากที่หม่อมฉันเดินไว้ต่างหาก ที่นับว่าเป็นความบันเทิงล้ำค่าในยามค่ำคืนนี้" จินเฟยหลันตอบกลับทันควัน นัยน์ตาคู่คมฉายแววท้าทายอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจมืดที่แผ่ซ่านอยู่รอบพระองค์ นางรู้ดีว่าท่ามกลางศึกชิงราชบัลลังก์ที่กำลังเดือดดาลดั่งไฟสุมหลุมศพ ความอ่อนแอคือตั๋วเดินทางไปสู่ปรโลก มีเพียงความเฉียบคมและพันธมิตรที่ไว้ใจได้เท่านั้นที่จะมีชีวิตรอด
และในเวลานี้... หลี่จื่อเหยาคือพันธมิตรผู้ทรงอำนาจที่สุด ทว่าก็อันตรายที่สุดเช่นกัน
เสียงลมราตรีพัดกรรโชกผ่านหน้าต่างกระดาษสาด้านนอกจนเกิดเสียงหวีดหิวประหนึ่งเสียงโหยหวนของวิญญาณเร่ร่อนในสุสานหลวง กลิ่นอายอาถรรพ์ที่จินเฟยหลันสัมผัสได้มาตลอดหลายวันเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ วิญญาณอาฆาตจากเหตุการณ์ฆาตกรรมในวังหลวงเมื่อสัปดาห์ก่อนยังคงวนเวียนไม่ไปผุดไปเกิด และดูเหมือนว่าเบาะแสทั้งหมดจะชี้ตรงมายังสนชายาฝ่ายเหนือผู้กุมความลับเรื่อง "สุสานดอกไม้" เอาไว้
"เจ้ายังกังวลเรื่องวิญญาณนางกำนัลคนนั้นอยู่หรือ?" หลี่จื่อเหยาทรงสังเกตเห็นรอยย่นบนหว่างหน้าระหว่างที่นางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง พระองค์ตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างไม่น่าเชื่อ ยามที่อยู่ลำพังกับนาง ท่านอ๋องผู้เยือกเย็นมักจะถอดหน้ากากความโหดร้ายทิ้งเหลือเพียงความห่วงใยที่ลึกซึ้งดั่งหินผา
"มิใช่แค่กังวลเพคะ... แต่หม่อมฉันรู้สึกว่าพวกมันกำลังพยายามสื่อสารบางอย่าง" จินเฟยหลันหันกลับมาสบพระเนตร ดวงตาของนางสะท้อนแสงเทียนวับแวม "ความตายของนางกำนัลคนนั้นไม่ใช่การฆ่าตัวตายตามที่กรมวังรายงาน แต่นางถูกใช้เป็น 'สื่อกลาง' ในการส่งคำสาปแช่งไปยังผู้ที่ถือครองตราประทับตระกูลหลี่... ซึ่งก็คือพระองค์เอง ฝ่าบาท"
สิ้นคำตรัส ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก หลี่จื่อเหยาไม่ทรงตกใจเลยแม้แต่น้อย รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นที่มุมพระoองค์ ทรงยกถอดจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ ราวกับเรื่องที่นางกล่าวเป็นเพียงเรื่องดินฟ้าอากาศ
"พวกมันคิดจะใช้ไสยAดำเล่นงานเราอย่างนั้นหรือ ช่างบังAญเสียจริง ที่ข้าเองก็กำลังรอให้พวกมันโผล่หัวออกมาจากเงาอยู่พอดี" พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม ขุมพลังอำนาจมืดที่แผ่ออกมาจากพระวรกายทำให้เทียนไขในห้องวูบไหวเกือบดับลง
จินเฟยหลันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง นางก้าวเข้าไปใกล้พระองค์ ชายผ้าไหมปักลายหงส์โบราณสะบัดไหวตามจังหวะการเคลื่อนAาย นางโน้มตัวลงกระซิบข้างพระเนตรของท่านอ๋องด้วยน้ำเสียงที่เฉียบคมและทรงพลัง
"เช่นนั้น... คืนนี้พวกเราคงต้องไปเยือนสุสานดอกไม้กันสักคราแล้วเพคะ เพื่อสะสางบัญชีแค้นที่ค้างคาให้จบลงเสียที"
หลี่จื่อเหยาทรงแย้มพระสรวลเบาๆ ในลำพระศอก พระองค์ทรงคว้าข้อมือนางไว้มั่น ดึงร่างบางให้เข้ามาประชิดพระองค์จนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากกายของกันและกัน สายพระเนตรที่ทอดมองนางเต็มไปด้วยความลุ่มหลงและความผูกพันที่ถักทอขึ้นอย่างแน่นหนาท่ามกลางสมรภูมิการเมืองอันเชือดเฉือน
"หากเจ้าต้องการจะไปลงนรก... ข้าผู้เป็นอ๋องเจ็ดผู้นี้ ก็พร้อมจะจูงมือเจ้าเดินลงไปเคียงข้างโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย"
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างเร่งรีบ ทำลายบรรยากาศอันลึกซึ้งภายในห้องลงในพริบตา ขันทีคนสนิทเปิดประตูพรวดเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด เนื้อตัวสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ พร้อมกับคุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นเสียงดังสนั่น
"ท... ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ! ศพของสนมเอกจางที่เพิ่งฝังไปเมื่อวาน... ถูกขุดขึ้นมา และตอนนี้... ตอนนี้ร่างของนางกำลังยืนอยู่กลางลานพิธี โดยมีคราบเลือดเขียนเป็นอักษรอาถรรพ์ถึงชื่อของพระองค์พะยะค่ะ!"
จินเฟยหลันเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย นางหันกลับไปสบตากับหลี่จื่อเหยาทันที รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าของท่านอ๋อง ทว่าดวงเนตรกลับลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ
และในวินาทีนั้นเอง... เสียงกระดิ่งสำริดโบราณที่แขวนไว้หน้าตำหนักก็ดัง *กริ๊ง... กริ๊ง...* ขึ้นมาเองท่ามกลางความเงียบงัน ทั้งที่ไม่มีสายลมพัดผ่านแม้แต่น้อย!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามผ่านความมืดมิดนี้มาด้วยกัน ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้ครับ
เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง•ตอนที่ 20
สายใยที่ถักทอ
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!