เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง•ตอนที่ 21

ความลับใต้สุสาน

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
เสียงหินผาขูดเสียดสีกับพื้นศิลาเบื้องล่างดังครืดคราด สะท้อนก้องกังวานอยู่ในความเวิ้งว้างอันเหน็บหนาวของสุสานหลวง ใต้ฐานพระตำหนักรกร้างที่ถูกลืมเลือนจากหน้าประวัติศาสตร์ กลิ่นอับชื้นของดินชื้นและคราบเขม่าไอน้ำมันจากคบเพลิงในมือของหลี่จื่อเหยาขับเน้นความมืดมิดให้ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้นไปอีก "ระวังชายผ้าของท่านด้วย... ตรงนั้นมีร่องกลไกซ่อนอยู่" เสียงกระซิบแผ่วเบาของจินเฟยหลันดังลอดผ่านความเงียบงัน นางก้าวเท้าอย่างระมัดระวังบนพื้นหินแกรนิตที่เย็นเฉียบ ชุดผ้าแพรปักลายหงส์สีนิลกลมกลืนไปกับความมืด ทว่าดวงตากลับสุกใสราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด นางยกมือขึ้นแตะข้อศอกของหลี่จื่อเหยาเบาๆ เป็นเชิงห้ามปราม เมื่อเห็นว่าก้าวต่อไปของบุรุษข้างกายอาจเหยียบโดนสลักหินที่เชื่อมต่อหน้าไม้กลในผนัง หลี่จื่อเหยาชะงักฝีเท้าลงทันที แววตาคมกริบดั่งใบมีดกวาดมองไปรอบกายก่อนจะทอดสายตาลงมองสตรีผู้เคียงบ่าเคียงไหล่ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความตาย เขากลับรู้สึกถึงความอบอุ่นประหลาดจากปลายนิ้วที่แตะอยู่บนแขนเสื้อ "เจ้าช่างรอบคอบสมกับที่เป็นหมอผีผู้มองทะลุความตาย" หลี่จื่อเหยาเอמהเสียงทุ้มต่ำเจือความชื่นชม "หากไม่ใช่เพราะเจ้า เกรงว่าข้าคงกลายเป็นศพเฝ้าสมบัติบรรพกาลไปนานแล้ว" "อย่าเพิ่งชมหม่อมฉันเลยเพคะท่านอ๋อง..." เฟยหลันปรายตามองลึกเข้าไปในความมืดเบื้องหน้า "วิญญาณรักษาสุสานที่นี่กำลังตื่นขึ้น พวกมันไม่พอใจที่เราล่วงล้ำเข้ามา... ท่านสัมผัสไม่ได้หรือว่าอากาศรอบตัวเรากำลังลดอุณหภูมิลง?" คำพูดของนางไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย ลมหายใจของทั้งคู่เริ่มกลายเป็นไอสีขาว กลิ่นอลหม่านของธูปและยางสนโบราณโชยปะทะนาสิก ทั้งที่สุสานแห่งนี้ถูกปิดตายมานานนับร้อยปี ไร้ซึ่งร่องรอยของคนเป็น จุดมุ่งหมายของพวกเขาในค่ำคืนนี้ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติมีค่าใดๆ แต่คือ "เกราะวิญญาณโลหิต" อาวุธลับระดับตำนานที่ถูกฝังผนึกพร้อมกับองค์รัชทายาทผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นกุญแจดอกสำคัญในการพลิกเกมอำนาจในราชสำนักที่กำลังจะลุกเป็นไฟ เบื้องหน้าของคนทั้งสองคือประตูหินสลักรูปอสูรแยกเขี้ยว ดวงตาทั้งสองข้างของรูปสลักฝังด้วยไข่มุกราตรีที่ส่องแสงเรืองรองสีเขียวมรกต ทว่าบรรยากาศรอบประตูนั้นกลับเต็มไปด้วยรอยขูดขีดและคราบเลือดแห้งกรังสีดำสนิท "เปิดมันสิ" หลี่จื่อเหยาผายมือให้จินเฟยหลัน กิริยาท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม แม้ว่าในมือของเขาจะกุมด้ามกระบี่ประจำกายไว้แน่นพร้อมชักออกมารับมือกับทุกสถานการณ์ เฟยหลันสูดลมหายใจเข้าลึก3 นางหลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อเชื่อมจิตสัญชาตญาณเข้ากับพลังงานรอบตัว มือเรียวบางยกขึ้นวาดอักขระกลางอากาศด้วยพลังปราณหยิน ทันใดนั้น ดวงตาสีเขียวมรกตของรูปสลักอสูรก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับเสียงกลไกภายในกำแพงที่ดังสนั่นหวั่นไหว คร3... ประตูหินหนักอึ้งค่อยๆ แยกออกจากกัน เผยให้เห็นห้องโถงลับขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องล่าง กลิ่นอายโบราณอันทรงพลังพวยพุ่งออกมาจนทำให้แผ่นหลังของคนทั้งคู่เย็นวาบ ทว่าสิ่งที่สะดุดตาทั้งสองคนมากที่สุด กลับไม่ใช่แท่นบูชาหรือหีบสมบัติทองคำ กลางห้องโถงนั้น มีร่างของบุรุษผู้หนึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่บนแท่นศิลา สวมชุดเกราะโบราณที่ยังคงความเงางามราวกับเพิ่งหล่อหลอมเสร็จ ใบหน้าของเขาราบเรียบดั่งรูปปั้นหิน ทว่าดวงตาทั้งสองข้างกลับเปิดกว้าง... จ้องมองตรงมาที่ผู้บุกรุกทั้งสองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ราวกับเขายังคงหายใจอยู่! "นั่น... ไม่ใช่วิญญาณเร่ร่อนทั่วไป" เฟยหลันขมวดคิ้วมุ่น ก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น "เขายังคงรักษาจิตวิญญาณแห่งนักรบเอาไว้ครบถ้วน... นี่คือผู้พิทักษ์ที่แท้จริงของเกราะวิญญาณโลหิต" หลี่จื่อเหยาก้าวขึ้นมาบังร่างบางไว้ครึ่งหนึ่ง สายตาคมกราบจดจ้องร่างบนแท่นศิลาอย่างไม่เกรงกลัว รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากตัวท่านอ๋องผู้เยือกเย็นเพื่อกดดันกลับ "ไม่ว่าเจ้าจะเป็นคนหรือผี หากขวางทางที่จะทวงคืนความยุติธรรมให้มารดาของข้า... ข้าก็พร้อมจะส่งเจ้ากลับสู่ปรโลกอีกครั้ง" สิ้นเสียงของหลี่จื่อเหยา ร่างในชุดเกราะบนแท่นศิลาก็กระดุกกระดิกร่างกายเล็กน้อย เสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบสะท้อนก้องห้องโถง ศีรษะของเขาค่อยๆ เอียงมามองทั้งสองคนช้าๆ มุมปากที่ปิดสนิทขยับขึ้นคล้ายกำลังแย้มยิ้มเยาะหยัน "ผู้กล้าหาญ... หรือผู้โง่เขลา?" เสียงแหบพร่าดั่งมาจากขุมนรกดังขึ้นในหัวของทั้งสองคนโดยไม่มีการขยับริมฝีปาก "เจ้าคิดว่ามีสิทธิ์พอที่จะครอบครองอำนาจที่จะทำลายล้างแผ่นดินนี้อย่างนั้นหรือ... อ๋องเจ็ด" เฟยหลันสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงนั้น นางเอื้อมมือไปคว้าชายเสื้อของหลี่จื่อเหยาไว้แน่น "ระวังเพคะท่านอ๋อง เขารู้จักฐานะของท่าน..." ทว่า ก่อนที่หลี่จื่อเหยาจะได้ตอบโต้ ประตูหินด้านหลังที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านเข้ามาก็กระแทกปิดลงอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงหัวเราะเย็นเยียบของใครอีกคนหนึ่งที่ดังแทรกเข้ามาจากความมืดมิดเบื้องบน... เสียงที่คุ้นเคยจนทำให้หลี่จื่อเหยาต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง "เสด็จพี่... หม่อมฉันรอเวลานี้มานานเหลือเกิน ที่ท่านจะเดินลงมาฝังร่างอยู่ในหลุมศพเดียวกันกับบรรพบุรุษ" ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามผ่านความมืดมิดนี้มาด้วยกัน ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้ครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%