กลิ่นกำยานมัส และกลิ่นอับชื้นของดินชุ่มฝนยังคงลอยอบอวลอยู่ในโพรงจมูก ทว่าสิ่งที่ตรึงร่างของจินเฟยหลันไว้กับพื้นหินศิลาในสวนหลวงยามวิกาล มิใช่ความหนบหนาวของน้ำค้าง หากแต่เป็นไอสังหารอันคมกริบที่แผ่ซ่านมาจากความมืดเบื้องหน้า รอยยิ้มของนางที่เคยประดับอยู่บนริมฝีปากบัดนี้แห้งผากสนิท สอดรับกับดวงตาคมปลาทูของหลี่จื่อเหยาที่หรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นด้าย ท่ามกลางเงาไม้ใหญ่ที่ทอดร่างทาบทับลงมาคล้ายอสุรกายกำลังแยกเขี้ยว
"เจ้ากำลังซ่อนสิ่งใดไว้หลังบานประตูนั้น, เฟยหลัน"
เสียงทุ้มต่ำดั่งหินผาบดเบียดดังลอดไรฟันของอ๋องเจ็ด พระองค์ไม่ได้ขยับพระvายเข้ามาใกล้ ทว่ารัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างสูงสง่านั้นกลับบีบรัดลำคอของนางให้ตีบตัน ไอร้อนจากโคมไฟกระดาษโบราณในมือของมหาดเล็กสะท้อนเงาโครงหน้าเหลี่ยมคมของหลี่จื่อเหยาให้แลดูดุร้ายราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่พร้อมตะครุบเหยื่อ
จินเฟยหลันสูดลมหายใจเข้าลึก นางลอบกดปลายนิ้วลงบนชายแขนเสื้อซ่อนเข็มเงินอาบยาพิษเจ็ดเล่มอย่างเงียบเชียบ สติปัญญาอันเฉียบคมถูกประมวลผลอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ท่ามกลางเกมการเมืองในวังหลวงแห่งนี้ ก้าวพลาดเพียงครึ่งนิ้วหมายถึงความตายอันไร้ศالฝัง
"หม่อมฉันมิได้ซ่อนสิ่งใดเพคะ... นอกจากความจริงที่ฝ่าบาทอาจไม่ทรงปรารถนาจะสดับ" นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ามั่นคง ดวงตาดอกท้อสบประสานกับนัยน์ตาดุจเหยี่ยวของพระองค์อย่างไม่หลบเลี่ยง
หลี่จื่อเหยากระตุกมุมพระโอษฐ์ขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง พระองค์ก้าวเข้าประชิดทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่าทรงพลัง กลิ่นอายบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพและกลิ่นเลือดจางๆ จากสนามรบโชยปะทะนาสิกของหญิงสาว "ความจริงหรือ... หลายปีมานี้ มีผู้คนมากมายพยายามนำความจริงมาถวายเรา แต่สุดท้ายพวกมันล้วนกลายเป็นปุ๋ยใต้รากไม้ในสวนหลวงแห่งนี้ทั้งสิ้น เจ้าคิดว่าตัวเองวิเศษวิเศษมาจากไหน ถึงอาจหาญต่อรองกับเรา"
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ก่อนที่ปลายนิ้วของหลี่จื่อเหจะเอื้อมมาสัมผัสคางคางของนาง อากาศรอบตัวก็พลันเย็นเยียบลงจนเกิดไอหมอกสีเทาจางๆ ลอยวนอยู่เหนือพื้นหิน จินเฟยหลันสัมผัสได้ถึงกระแสลมพัดกรรโชกวูบใหญ่ ทั้งที่รอบกายไม่มีแม้แต่สายลมพัดผ่าน เงาดำมหึมาที่ตามหลอกหลอนนางมาตั้งแต่ข้ามกำแพงวังหลวง บัดนี้มันไม่ได้อยู่แค่เบื้องหลังอีกต่อไปแล้ว ทว่ามันกำลังทาบทับร่างของอ๋องเจ็ดและนางเข้าไว้ด้วยกัน!
*พรึบ!*
เปลวเพลิงในโคมไฟกระดาษดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้สาเหตุ ความมืดมิดกลืนกินทัศนียภาพรอบตัวในชั่วพริบตา หลี่จื่อเหยาชะงักกึก พระองค์ไม่ใช่บุรุษที่งมงายในเรื่องภูตผีปีศาจ ทว่าสัญชาตญาณนักรบกลับกรีดร้องเตือนภัยถึงอันตรายที่มองไม่เห็น พระองค์คว้าข้อพระกรของจินเฟยหลันไว้แน่นด้วยพละกำลังมหาศาล ดึงร่างบางเข้ามาประชิดพระองค์โดยสัญชาตญาณเพื่อป้องกันการลอบสังหาร
"ฝ่าบาท..." จินเฟยหลันอุทานเบาๆ เมื่อแผ่นหลังแนบชิดกับแผงพระอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและไอร้อนระอุ นางสัมผัสได้ถึงเสียงหัวเต้นอันหนักหน่วงและมั่นคงของพระองค์
"อย่าขยับ" หลี่จื่อเหยากระซิบสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด พระหัตถ์ข้างหนึ่งชักกระบี่ออกจากฝักอย่างรวดเร็ว เสียงเหล็กกระทบฝักดังกังวานบาดแก้วหู ท่ามกลางความมืดมิดอันน่าสะพรึงกลัว พระองค์กวาดสายตาดุจเหยี่ยวสำรวจรอบทิศทาง
ทว่า สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของจินเฟยหลันผ่าน 'เนตรวิญญาณ' ของนาง กลับไม่ใช่กลุ่มมือสังหารจากแคว้นอริ หากแต่เป็นร่างไร้วิญญาณนับสิบที่แต่งกายด้วยชุดนางกำนัลโบราณ กำลังลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ใบหน้าของพวกนางขาวซีดราวกับกระดาษ ดวงตาโบ๋กลวงมีเลือดสีดำไหลริน และที่น่ากลัวที่สุดคือ... เงาดำร่างมหึมาที่แผ่ขยายปีกสีดำสนิทราวกับพญาครุฑแห่งความตาย กำลังกางกรงเล็บแหลมคมพุ่งตรงมายังพระเศียรของหลี่จื่อเหยา!
"ระวังเพคะ!"
จินเฟยหลันไม่ทันคิดคำนึงถึงฐานะหรือความเหมาะสม นางใช้มือข้างที่เป็นอิสระคว้าคอเสื้อของอ๋องเจิตรั้งลงมาเต็มแรง พร้อมกับเบี่ยงกายหลบวิถีของกรงเล็บอสูรที่เฉียดผ่านไหล่ซ้ายไปเพียงเส้นยาแดงเดียว!
*ฉับ!* กรงเล็บแห่งความมืดพัดผ่านพุ่มไม้ประดับจนแหลกละเอียดเป็นจุล แรงลมสะท้อนทำให้แผ่นหลังของหลี่จื่อเหยาและจินเฟยหลันกระแทกเข้ากับเสาหินศาลาอย่างแรง พระองค์พลิกตัวกลับด้วยกระบวนท่ารวดเร็วดุจสายฟ้า ใช้กระบี่ในมือฟาดฟันเข้าใส่ความว่างเปล่าเบื้องหน้า แม้จะมองไม่เห็นภูตผี ทว่าจิตสังหารอันกล้าแกร่งของแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามมาโชกโชน ก็ทำให้พลังงานชั่วร้ายสะท้อนถอยหลังไปชั่วขณะ
หลี่จื่อเหยาหอบหายใจเล็กน้อย พระองค์กอดร่างของจินเฟยหลันไว้แน่นในอ้อมพระกร แขนแกร่งโอบรัดเอวบางไว้มั่นราวกับคีมเหล็ก นัยน์ตาดุจเหยี่ยวจ้องมองความว่างเปล่าเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกตื่นตะลึงเป็นครั้งแรกในชีวิต
"เมื่อครู่... เจ้ามองเห็นอะไร" เสียงของหลี่จื่อเหยาแหบพร่าลงเล็กน้อย ความเยือกเย็นก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความระแวงสงสัยขั้นสุด
จินเฟยหลันเงยหน้าขึ้นสบตาพระองค์ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ใกล้ชิดเสียจนลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่บนพวงแก้ม นางเห็นเงาสะท้อนของตนเองในดวงตาคู่คมนั้น—ดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามและแรงปรารถนาอันลึกซึ้งที่จะครอบครอง
"สิ่งที่ตามหม่อมฉันมา... ไม่ใช่มนุษย์เพคะ" จินเฟยหลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยเพื่อตบตา ทว่าแววตาของนางกลับฉายความเด็ดเดี่ยว "และหากฝ่าบาทonรั้งอยู่ตรงนี้ต่อไป ชีวิตของพระองค์และหม่อมฉัน คงต้องจบลงที่สุสานดอกไม้แห่งนี้เป็นแน่"
หลี่จื่อเหยาจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง พระองค์ไม่เชื่อเรื่องภูตผี ทว่าสัมผัสได้ถึงความหนาแน่นของความตายที่รายล้อมอยู่รอบตัว ทันใดนั้นเอง แสงไฟจากคบเพลิงของกองทหารองครักษ์ที่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้ก็สาดส่องเข้ามาในสวนหลวง เงาดำทั้งหมดมลายหายไปในพริบตา ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน
ทว่า... ก่อนที่ทหารกลุ่มแรกจะมาถึง หลี่จื่อเหยากลับก้มพระพักตร์ลงกระซิบข้างใบหูของนางด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของจินเฟยหลันกระตุกวูบ
"ต่อให้สิ่งที่ตามเจ้ามาคือภูตผีจากขุมนรก หรือวิญญาณร้ายจากที่ใด..." พระองค์เว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกดริมฝีปากหยักลึกเข้าใกล้ใบหูของนางจนเกือบชิด "จำไว้... เจ้าเป็นของหลี่จื่อเหยาผู้นี้แล้ว แม้แต่ความตายก็ไม่มีสิทธิ์แย่งชิงเจ้าไปจากอ้อมแขนของเรา"
ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าของมหาดเล็กเอกก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงตะโกนรายงาน "ทูลอ๋องเจพบ... เกิดเรื่องใหญ่ที่ตำหนักทิศเหนือแล้วพ่ะย่ะค่ะ! พระราชโองการลับฉบับด่วนที่สุดจากฮ่องเต้... เพิ่งถูกส่งมาถึงมือท่านแล้ว!"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางในวังวนแห่งเงาอำนาจนี้ด้วยกันนะครับ
เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง•ตอนที่ 11
กับดักในสวนหลวง
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!