เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง•ตอนที่ 4

ข้อตกลงบนกองเพลิง

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
เงาสะท้อนในกระจกทองเหลืองโบราณมิใช่ภาพลวงตาจากความเหนื่อยอ่อน หากแต่เป็นร่างสูงสง่าของบุรุษผู้หนึ่งที่ก้าวพ้นม่านเงาดำทะมึนของมุมศาลาออกมาอย่างเงียบเชียบ ดั่งพญายมที่เคลื่อนกายผ่านยมโลกโดยไร้สุ้มเสียง จินเฟยหลันสะท้อนใจวูบหนึ่ง แต่นางมิได้ถอยหลังแม้แต่กึ่งก้าว มือเรียวบางภายใต้แขนเสื้อผ้าแพรปักลายดิ้นเงินยังคงกุมเข็มเงินอาคมไว้มั่น ปลายเข็มเรืองแสงสีครามจางๆ ตัดกับความมืดมิดของราตรี แววตาของนางมิได้มีความหวาดกลัว เจือไว้เพียงความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของสตรีผู้ผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง "ท่านอ๋องเจ็ด... เสด็จมายามวิกาลเช่นนี้ มิกลัวภูตผีในวังหลวงจะรบกวนพระsianรึ?" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ดุจผิวน้ำในบึงใหญ่ที่ปราศจากระลอกคลื่น หลี่จื่อเหยาก้าวเข้ามาหยุดยืนในระยะที่ห่างกันเพียงช่วงแขน กลิ่นอายบุรุษเจือจางผสมผสานกับกลิ่นอายเลือดและสนิมเหล็กอันเป็นเอกลักษณ์ของสนามรบโชยปะทะนาสิก พระเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีคู่นั้นกวาดมองร่างบางตั้งแต่ปลายเส้นผมจรดปลายรองเท้าผ้าปัก ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ดวงตาคู่สวยที่สะท้อนภาพเปลวเพลิงจากคบเพลิงด้านนอก "ภูตผีในวังหลวงหรือจะสู้ใจคน... เฟยหลัน เจ้ากล้าดียังไงถึงเข้ามาเหยียบเขตหวงห้ามแห่งนี้โดยไม่มีราชโองการ" หลี่จื่อเหยาตรัสด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น ดุจสายน้ำในฤดูหนาวที่พร้อมจะแช่แข็งทุกชีวิตให้แหลกสลาย ทันใดนั้นเอง บรรยากาศรอบศาลาริมน้ำก็พลันแปรเปลี่ยน อุณหติลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว เงาดำนับร้อยสายเริ่มบิดเบี้ยวกรีดร้องโหยหวนอยู่เบื้องหลังพระองค์ แรงอาฆาตมาดร้ายพุ่งทะยานเข้าใส่ราวกับพายุทอร์นาโดวิญญาณ แต่น่าแปลกที่เงาดำเหล่านั้นราวกับหวาดกลัวรัศมีบางอย่างจากตัวหลี่จื่อเหยา พวกมันทำได้เพียงกรีดร้องและวนเวียนอยู่รอบนอก ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวล้ำเข้ามาในรัศมีสามก้าวที่พระองค์ประทับอยู่ จินเฟยหลันขมวดคิ้วมุ่น นางตระหนักทันทีว่าบุรุษเบื้องหน้านมิใช่เพียงท่านอ๋องผู้กุมอำนาจทหาร หากแต่มี "บางสิ่ง" สิงスถิตอยู่ หรือไม่ก็... ร่างกายของพระองค์โชกโชนไปด้วยเลือดของภูตผีและวิญญาณอาฆาตจนกลายเป็นเกราะคุ้มกันอันน่าสะพรึงกลัว "หม่อมฉันเพียงมาหาคำตอบ..." เฟยหลันเชิดหน้าขึ้นสบพระเนตรโดยไม่หลบเลี่ยง "คำตอบว่าเหตุใดสุสานดอกไม้กลางวังหลวงจึงกลายเป็นสถานที่กักขังวิญญาณบริสุทธิ์นับพัน และเหตุใด... ท่านอ๋องผู้ทรงธรรม จึงปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินเรื่อยมา" มุมพระโอษฐ์ของหลี่จื่อเหยาหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น มีเพียงความเย้ยหยันและอำนาจมืดที่กดดันจนคนหายใจไม่ออก พระองค์ย่างสามขุมเข้าหาช้าๆ บีบบังคับให้นางต้องถอยหลังจนแผ่นหลังแนบติดกับเสาศาลาริมน้ำ "เจ้าอยากได้คำตอบงั้นหรือ?" หลี่จื่อเหยาตรรัสกระซิบข้างพระหู กลิ่นอายบุรุษแผ่ซ่านจนน่าอึดอัด "รู้หรือไม่... การล่วงรู้ความลับของสุสานดอกไม้ มีราคาที่ต้องจ่ายด้วยลมหายใจ" ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง วิญญาณอาฆาตตนหนึ่งที่ทรงพลังที่สุด พุ่งทะลวงผ่านกำแพงอาคมเข้ามาทางด้านหลังของหลี่จื่อเหยา เงาดำนั้นอ้าปากกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวคมยาวและดวงตาสีแดงฉาน หมายจะกัดกินดวงจิตของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นในคราเดียว! "ระวัง!" จินเฟยหลันหาได้คิดชีวิตไม่ สัญชาตญาณของหมอผีและแพทย์หญิงหลอมรวมเป็นหนึ่ง นางพุ่งตัวเข้าประชิดร่างสูง มือเรียวตวัดเข็มเงินสามเล่มปักลงที่จุดชีพจรอาคมกลางหลังของหลี่จื่อเหยาอย่างแม่นยำ พร้อมกับท่องคาถาชำระล้างด้วยน้ำเสียงกังวานดุจระฆังเงิน *เปรี้ยง!* เสียงระเบิดของพลังงานวิญญาณดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกส่งผลให้ทั้งสองร่างล้มลงไปกองบนพื้นศิลา จินเฟยหลันถูกแรงสะท้อนจนกระอักเลือดออกมาคำโต หยดเลือดสีแดงสดหยดลงบนอาภรณ์สีขาวปักลายดอกเหมยของหลี่จื่อเหยา ดั่งหยาดโลหิตบนผืนหิมะอันหนาวเหน็บ วิญญาณร้ายกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดก่อนจะสลายกลายเป็นควันสีดำจางหายไปในอากาศ ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณอีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจแผ่วเบาของสตรีผู้เพิ่งช่วยชีวิตพญายมแห่งวังหลวงไว้ หลี่จื่อเหยานอนทับร่างบางอยู่ครู่หนึ่ง พระเนตรคมกริบจ้องมองใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดและเหงื่อ ความเยือกเย็นดุจศิลาในแววตาเมื่อครู่สั่นไหวเล็กน้อย คล้ายมีคลื่นใต้น้ำบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้น พระองค์มิได้รีบร้อนลุกขึ้นทันที หากแต่ใช้พระHelaเช็ดคราบเลือดที่มุมปากให้นางอย่างเบามมืออย่างคาดไม่ถึง "เจ้า... โง่เขลายิ่งนัก" หลี่จื่อเหยาตรรัสด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย "เอาชีวิตตนเองมาเสี่ยงเพื่อคนเช่นเรา คุ้มกันหรือ?" จินเฟยหลันแค่นหัวเราะเบาๆ ทั้งที่ยังเจ็บแปลบที่หน้าอก นางใช้สองมือดันพระอุระกว้างของพระองค์ออกเบื้องหน้า แม้จะอยู่ในท่านอนหงายและด้อยกว่าในเชิงกายภาพ แต่แววตาของนางกลับฉายประกายปัญญาที่เฉียบคมยิ่งกว่ากระบี่ "หม่อมฉันมิได้ช่วยท่านเพราะความเสน่หา..." เฟยหลันกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง แม้ลมหายใจจะติดขัด "แต่หม่อมฉันช่วยท่าน... เพื่อแลกกับการได้ก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจของวังหลวงแห่งนี้" หลี่จื่อเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแย้มพระสรวลกว้างขึ้น รอยยิ้มครั้งนี้มิใช่รอยยิ้มเย้ยหยันเช่นก่อนหน้า หากแต่เป็นรอยยิ้มของพยัคฆ์ร้ายที่ได้พบเจอเหยื่ออันโอชะ หรือบางที... อาจเป็นสหายร่วมทางที่คู่ควรที่สุดในเกมการเมืองอันเชือดเฉือดนี้ "ดี..." หลี่จื่อเหยาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พร้อมกับยื่นพระหัตถ์หนาออกเบื้องหน้าเพื่อฉุดรั้งสตรีผู้กล้าหาญให้ลุกขึ้นตาม "หากเจ้าต้องการอำนาจเพื่อไขปริศนาสุสานดอกไม้ และเราต้องการกุนซือผู้มองเห็นทั้งคนเป็นและคนตายเพื่อค้ำจุนราชบัลลังก์... ข้อตกลงนี้ ก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อย" จินเฟยหลันมองพระหัตถ์ที่ยื่นมาเบื้องหน้า นางชะงักไปชั่วลมหายใจ ก่อนจะวางมือเรียวบางลงบนฝ่าพระหัตถ์ที่แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสนามรบ ทว่า ในวินาทีที่ปลายนิ้วของทั้งสองสัมผัสกัน เสียงกระดิ่งสำริดโบราณที่แขวนอยู่หน้าตำหนักลับก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดจากขันทีคนสนิทที่หน้าประตู หลี่จื่อเหยาขมวดคิ้วฉับ พระองค์ดึงร่างของจินเฟยหลันเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วเพื่อหลบหลังเสาต้นใหญ่ พร้อมกับยกนิ้วขึ้นจรดริมพระโอษฐ์เป็นเชิงห้ามปราม เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบสายกำลังเร่งรีบมุ่งตรงมายังศาลาริมน้ำแห่งนี้ แสงคบเพลิงสว่างวาบขึ้นบริเวณทางเดิน พร้อมกับเสียงตะโกนก้องขององครักษ์หลวงที่ทำให้หัวใจของคนฟังต้องกระตุกวูบ "ใต้เท้า! ฝ่าบาทมีรับสั่งด่วน! พบ... พบสาส์นกบฏซ่อนอยู่ในตำหนักอ๋องเจ็ด พระองค์ทรงมีพระAyaให้ควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดทันที!" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรไปด้วยกันเสมอนะครับ ศาลาริมน้ำโบราณ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%