ปลายพู่กันขนกระต่ายป่าตวัดลงบนกระดาษสาเนื้อดีด้วยน้ำหนักที่เฉียบคมและมั่นคง กลิ่นหอมจางๆ ของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับกลิ่นอายอับชื้นของตำหนักบูรพาที่ถูกทิ้งร้าง ทว่าในยามนี้กลับถูกเนรมิตให้กลายเป็นห้องทรงอักษรเฉพาะกิจ บรรยากาศภายในห้องโถงกว้างใหญ่เงียบสงบจนได้ยินเสียงหยดน้ำจากชายคาด้านนอกกระทบพื้นศิลาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทว่าความเงียบงันนี้กลับอัดแน่นไปด้วยแรงกดดันมหาศาลจากสายตาหลายคู่ที่แอบซ่อนอยู่ตามมุมมืด
จินเฟยหลันชะืองานในมือเล็กน้อย ดวงตาดอกท้อคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกของภูตพรายที่วนเวียนอยู่แถวหน้าต่างบานแกะสลัก แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ ความสนใจทั้งหมดถูกดึงดูดด้วยร่างสูงสง่าในอาภรณ์ปักลายมังกรห้าเล็บสีนิลกาฬที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวโดยปราศจากซุ่มเสียง
"เจ้าเขียนผังค่ายกลนี้ผิดไปหนึ่งจุดนะเฟยหลัน..."
สุ้มเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลทว่าทรงอำนาจเอ่ยขึ้นชิดริมใบหู ลมหายใจอุ่นที่เป่ารดลาดไหล่บางทำให้ขนลุกชัน ทว่าจินเฟยหลันยังคงรักษาอาการสงบนิ่งได้อย่างไร้ที่ติ นางปรายตามองบุรุษผู้มีศักดิ์เป็นถึงอ๋องเจ็ดแห่งราชสำนัก ผู้ซึ่งภายนอกขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดและเลือดเย็นดั่งศิลา ทว่าในยามนี้ ร่างสูงกลับโน้มลงมาโอบกระชับเอวบางของนางไว้แนบกายอย่างถือวิสาสะ
รอบกายของพวกเขาทั้งคู่ มีสายตาคมกริบของเหล่าสายสืบจากฝ่ายองค์รัชทายักษ์และกลุ่มอำนาจเก่าซ่อนตัวอยู่ตามเงาเสาและพุ่มไม้ไผ่ด้านนอก หน้าต่างบานยาวถูกเปิดกว้างจงใจเพื่อให้คนภายนอกได้มองเห็นภาพอันแสนสนิทสนมนี้อย่างชัดเจน
"ท่านอ๋องโปรดสำรวมด้วยเพคะ... ที่นี่มิใช่ห้องหอส่วนพระองค์" จินเฟยหลันเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าดวงตากลับส่งสัญญาณเตือนภัยบางอย่าง
หลี่จื่อเหยาไม่เพียงแต่ไม่ถอยห่าง เขากลับกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ปลายคางได้รูปเกยลงบนลาดไหล่ของนางอย่างออดอเซนต์ ราวกับบุรุษมักมากในอิสตรีที่หลงใหลในตัวสตรีตรงหน้าจนโงหัวไม่ขึ้น ทว่าน้ำเสียงที่กระซิบลอดไรฟันกลับเยียบเย็นและเฉียบคมยิ่งกว่ามีดโกน
"หากข้าไม่แสดงละครฉากใหญ่ให้แนบเนียนพอ พวกมันย่อมสงสัยว่าเหตุใดข้าจึงดึงเจ้าเข้ามาพัวพันในวังวนสุสานหลวง... อดทนหน่อยเถิดยอดดวงใจของข้า" หลี่จื่อเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้ดังพอเล็ดลอดออกไปนอกหน้าต่าง "เจ้าก็รู้ว่าข้ามิอาจมีชีวิตอยู่ได้หากขาดรอยยิ้มของเจ้า... ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหลุมศพหลวง ข้าก็จะหาดอกไม้พิษที่เจ้าต้องการมาให้ได้"
ถ้อยคำพลอดรักที่เอ่อล้นด้วยความคลั่งไคล้ระคนหลงใหลถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากของท่านอ๋องผู้เยือกเย็น หากผู้ใดไม่ล่วงรู้ถึงความลับเบื้องหลัง ย่อมต้องคิดว่าบุรุษผู้นี้กำลังสูญสิ้นสติปัญญาเพราะความรักอย่างแน่นอน จินเฟยหลันแอบลอบถอนหายใจในใจกับฝีมือการแสดงระดับปรมาจารย์ของชายหนุ่ม นางขยับตัวเล็กน้อยเพื่อจัดท่าทางให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น มือเรียวเอื้อมขึ้นไปแตะปิ่นปักผมหยกขาวบนเรือนผมของเขาอย่างแผ่วเบา ราวกับสตรีผู้คลั่งรักไม่แพ้กัน
"ท่านพี่... ท่านช่างปากหวานเสียจริงระวังเถิด หากพระชายาหรือเหล่าขุนนางล่วงรู้เข้า ท่านจะเอาหน้าไปไว้ที่ใดกัน" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานหยดย้อย ทว่านิ้วมือที่วางอยู่บนอกเสื้อของเขา กลับจิกกดลงเบาๆ เป็นสัญญาณเตือนให้เขาหยุดเล่นละครเกินงาม
"ข้าสนผู้ใดที่ไหนกัน เลือดเนื้อและบัลลังก์ใต้หล้าเหล่านี้ ยังไม่ล้ำค่าเท่าปลายเส้นผมของเจ้าเลยสักเส้น" หลี่จื่อเหยาหัวเราะในลำคอแผ่วเบา นัยน์ตาคมกริบฉายแววพึงพอใจกับปฏิกิริยาอันชาญฉลาดของสตรีในอ้อมแขน เขายกมือขึ้นเกลี่ยปอยผมที่เคลียแก้มเนียนของนางอย่างทะนุถนอม สายตาที่ทอดมองนางเต็มไปด้วยความลึกซึ้งดั่งห้วงมหาสมุทร ทว่าเบื้องหลังสายตานั้น กลับกวาดมองไปยังเงาร่างที่สะท้อนอยู่บนกระดาษสาของบานหน้าต่าง—สายขององค์รัชทายักษ์กำลังถอยร่นออกไปพร้อมกับความตื่นตระหนก
แผนการตบตาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ฝ่ายตรงข้ามย่อมปักใจเชื่อว่าท่านอ๋องผู้ทรงอำนาจกำลังหลงมัวเมาในสตรีจนสูญเสียความระแวดระวัง และใช้จินเฟยหลันเป็นจุดอ่อนสำคัญในการเล่นงาน ทว่าพวกมันหารู้ไม่ว่า ดอกไม้งามดอกนี้หาใช่จุดอ่อน หากแต่เป็นคมดาบอาบยาพิษที่ถูกซ่อนไว้ใจกลางค่ายกลศัตรูต่างหาก
ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังดำเนินไปตามแผนการอันแยบยล จินเฟยหลันกลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านมาจากพื้นศิลาเบื้องล่างมิใช่มาจากภูตพรายทั่วไป แต่มันคือกลิ่นอายของ "อาถรรพ์เลือด" ที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากสุสานหลวง
ร่างกายของนางแข็งทื่อไปชั่วขณะ หลี่จื่อเหยาที่โอบกอดนางไว้ย่อมสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นทันที เขากระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องโถงที่เริ่มมีเงาดำแปลกประหลาดก่อตัวขึ้นตามมุมมืด
"เกิดอะไรขึ้น..." หลี่จื่อเหยาเอ่ยถามเสียงกระซิบ ใบหน้าหล่อเหลาที่เมื่อครู่ยังเปี่ยมด้วยรอยยิ้มคลั่งรัก กลับคืนสู่ความเยือกเย็นดั่งศิลาในพริบตา
"มีบางอย่าง... กำลังขึ้นมาจากใต้พื้นเรือน" จินเฟยหลันตอบเสียงเครียด สายตาเพ่งมองไปยังรอยต่อของแผ่นศิลาที่เริ่มมีคราบของเหลวสีดำไหลซึมออกมา กลิ่นเหม็นเน่าของซากศพโชยตีตลบอบอวลไปทั่วห้อง
ก่อนที่ทั้งสองจะได้ทันตั้งตัว ประตูไม้บานใหญ่หน้าห้องโถงก็ถูกกระชากเปิดออกด้วยแรงลมมหาศาล พร้อมกับการปรากฏร่างของขันทีเฒ่าผู้หนึ่ง ใบหน้าของเขาซีดเผือด ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มราวกับเพิ่งพบเจอกับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิต
"ท... ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีเฒ่าคุกเข่าลงแทบพื้น เสียงละล่ำละลักด้วยความตื่นตระหนก "ศพในสุสานหลวง... ศพทั้งหมด... กำลังลุกขึ้นเดินได้พ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่จื่อเหยาหรี่ตาลงอย่างอันตราย เขายังคงโอบไหล่จินเฟยหลันไว้มั่น ทว่ามืออีกข้างกลับกุมด้ามกระบี่ข้างกายแน่นโดยสัญชาตญาณ จินเฟยหลันเงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่ม นัยน์ตาของทั้งคู่ต่างสะท้อนภาพความจริงอันน่าสะพรึงกลัว—ละครตบตาที่พวกเขากำลังเล่นเพื่อหลอกศัตรู บัดนี้กลับถูกแทรกแซงด้วยเกมแห่งความตายที่แท้จริงจากเบื้องล่าง
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านราตรีอันมืดมิดนี้มาด้วยกัน ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้ครับ
เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง•ตอนที่ 24
เล่ห์ท่านอ๋อง
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!