เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง•ตอนที่ 8

คืนวันในวังหลวง

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
กลิ่นอายของกำยานดอกกุ้ยฮวาที่ลอยอวลอยู่ภายในตำหนักบูรพาไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความเงียบงันที่กดทับลงมาบนแผ่นหลังของจินเฟยหลันกลับหนักอึ้งดั่งขุนเขา ทว่าสตรีผู้มาจากแดนไกลกลับมิได้แสดงอาการหวาดหวั่น นางเพียงแต่ป้องมือประสานไว้ที่หน้าตักในชุดคลุมผ้าไหมปักลายหงส์เหิรสีชาด ท่วงทีสงบนิ่งดั่งบึงใหญ่ไร้ระลอกคลื่น ทว่าเบื้องหลังความนิ่งสงบนั้นคือประสาทสัมผัสอันแหลมคมที่กำลังกวาดตามองเหล่าสนมเอกและพระชายารองนับสิบชีวิตที่รายล้อมอยู่รอบโต๊ะเสวย "เฟยหลัน... เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนักที่กล้าก้าวเข้ามาเหยียบเขตพระฐานแห่งนี้โดยลำพัง" เสียงหวานหยดย้อยดั่งเคลือบยาพิษของสนมเอกกุ้ยเฟยดังขึ้น ท่ามกลางรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา นางคือสตรีผู้กุมอำนาจในวังหลังขณะนี้ และเป็นผู้ที่จินเฟยหลันรู้ดีว่าซ่อนคมดาบไว้ใต้ผืนผ้าแพรพรรณอันวิจิตร "ความกล้าหาญอันใดกันเพคะ พระสนม" จินเฟยหลันตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความยำเกรง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยືือกเย็น "หม่อมฉันเป็นเพียงแขกผู้ได้รับเชิญให้มาร่วมดื่มชาหารือเรื่องคดีในสุสานหลวงตามพระราชโองการ ไฉนเลยจะต้องหวาดกลัวเงาของตนเองเล่าเพคะ" สนมเอกกุ้ยเฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย ความริษยาฉายชัดผ่านนัยน์ตาคู่คมที่กวาดมองสำรวจเรือนร่างระหงของคู่สนทนา นางส่งสัญญาณมือให้ขันทีข้างกายยกชุดน้ำชาหยกเขียวลวดลายมังกรทะยานฟ้าเข้ามาใกล้ "เช่นนั้นก็ดี... น้ำชาชุดนี้เพิ่งถูกส่งตรงมาจากแดนใต้ เป็นชาอู่หลงชั้นยอดที่องค์จักรพรรดิพระราชทานให้ข้ามาโดยเฉพาะ เจ้าในฐานะแขกคนสำคัญ สมควรเป็นผู้ดื่มคารวะถ้วยแรกเพื่อเป็นเกียรติแก่พวกเราทุกคน" บรรยากาศในห้องโถงพลันทอดตัวเงียบงันลงทันที เสียงลมหายใจของนางกำนัลรอบด้านแทบจะขาดหายไป ทุกสายตาต่างจดจ้องไปยังถ้วยชาหยกที่ส่งไอระเหยกรุ่นขึ้นมา ทว่าด้วยประสาทสัมผัสพิเศษที่ติดตัวมาตั้งแต่ชาติภพก่อน จินเฟยหลันกลับได้กลิ่นอายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้กลิ่นหอมของใบชา มันไม่ใช่กลิ่นหอมหวานตามธรรมชาติ หากแต่เป็นกลิ่นฉุนบางเบาของ 'ผงมรกตพันปี' พิษร้ายแรงจากแดนพยัคฆ์ ที่หากผู้ใดดื่มเข้าไปเพียงหยดเดียว เส้นLohโลหิตทั่วร่างจะแข็งตัวและสิ้นใจภายในสามก้าวโดยไร้ร่องรอย จินเฟยหลันไม่ได้ขยับตัวหนี นางเพียงแต่ปรายตาลงมองถ้วยชานั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าสบตากับสนมเอกกุ้ยเฟยตรงๆ ความเย็นชาในแววตานของสตรีผู้เยือกเย็นทำเอาสนมเอกผู้ทรงอำนาจถึงกับชะงักไปชั่วขณะ "ชาถ้วยนี้ช่างมีกลิ่นหอมล้ำลึกยิ่งนักเพคะ..." จินเฟยหลันเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังแต่แฝงไว้ด้วยคมมีด "แต่ก็น่าเสียดาย... ที่กลิ่นของมันกลับเจือด้วยกลิ่นอายของความตายที่ยังล้างไม่ออกจากมือผู้ชง" "เจ้า! สามหาม!" พระชายารองจ้าวตบโต๊ะลุกขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว "นี่เจ้ากล้ากล่าวหาว่าพวกเราวางยาพิษเจ้าอย่างนั้นหรือ!" "หม่อมฉันยังมิได้เอ่ยชื่อผู้ใด ไฉนพระชายารองจึงร้อนตัวเร็วนักเล่าเพคะ" จินเฟยหลันแย้มยิ้มหยัน ก่อนจะยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกไปสัมผัสขอบถ้วยชาช้าๆ "หากแต่ความจริงก็คือความจริง... พิษมรกตพันปีนี้ แม้จะไร้สีไร้กลิ่นในยามปกติ แต่หากกระทบกับเงินแท้ ย่อมเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทภายในพริบตา" นางหยิบปิ่นปักผมเงินแท้ลวดลายดอกโบตั๋นขึ้นมาจากมวยผม แล้วจุ่มลงไปในถ้วยชานั้นต่อหน้าต่อตาผู้คนนับสิบ เพียงเสี้ยววินาที ปลายปิ่นสีเงินวาววับก็เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับถูกหมึกจีนป้ายทับ ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องโถงอีกครั้งอย่างน่ากลัว สนมเอกกุ้ยเฟยหน้าถอดสี ร่างระหงสั่นเทิ้มด้วยความโกรธและตกใจที่แผนการถูกเปิดโปงอย่างรวดเร็ว "เจ้า... เจ้าใช้เล่ห์กลอันใด..." สนมเอกกุ้ยเฟยเค้นเสียงลอดไรฟัน "หม่อมฉันมิได้ใช้เล่ห์กลเพคะ พระสนม... แต่เป็นความจริงใจต่างหากที่สวรรค์เมตตาประทานให้" จินเฟยหลันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาภรณ์สีชาดสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงจนดูคล้ายหยดเลือด ท่วงทัสนางองอาจและเด็ดเดี่ยวราวกับพญาหงส์ที่พร้อมจะฉีกกระชากฝูงกาให้แตกกระเจิง "ในเมื่อพวกท่านเลือกที่จะใช้วิธีสกปรกในเขตพระฐานเช่นนี้ อย่าหาว่าหม่อมฉันผู้เป็นแขกไร้มารยาทที่จะไม่สนองคืนก็แล้วกัน" ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าอันหนักแน่นและทรงพลังก็ดังขึ้นจากเบื้องนอก ประตูไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความเกรงใจ ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำปักลายมังกรเงินย่างก้าวเข้ามาด้วยบรรยากาศที่กดดันจนทุกคนต้องก้มหน้าหลบสายตา หลี่จื่อเหยา (อ๋องเจ็ด) ก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลังจินเฟยหลัน นัยน์ตาคู่นคมดั่งพญาอินทรีวาวโรจน์ด้วยความเย็นชาไร้ก้นบึง "ดูท่าทาง... สนมเอกกุ้ยเฟยจะว่างงานมากสินะ ถึงได้มีเวลามาจัดงานเลี้ยงรับรองพระชายาของเปิ่นหวางด้วยวิธีต่ำช้าเช่นนี้" น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นเพียงประโยคเดียว ทว่ากลับทำให้ทุกคนในห้องโถงต้องคุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด สนมเอกกุ้ยเฟยตัวสั่นเทิ้มจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น นางอ้าปากพะงาบๆ จะเอ่ยแก้ตัว ทว่าเมื่อสบเข้ากับแววตาดุจมัจจุราชของท่านอ๋องเจ็ด คำพูดทั้งหมดก็กลืนหายลงไปในลำคอ หลี่จื่อเหยาไม่แม้แต่จะชายตามองสนมผู้มักใหญ่ใฝ่สูงเหล่านั้น มือหนาเอื้อมไปกุมมือเรียวของจินเฟยหลันเอาไว้แน่น ไออุ่นจากฝ่ามือของบุรุษผู้เย็นชาผู้นี้ส่งผ่านความมั่นคงมาสู่นาง ก่อนที่เขาจะปรายตามองถ้วยชาพิษบนโต๊ะด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก แล้วหันมามองคนของตน "จับตัวสนมเอกและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไปขังไว้ที่คุกหลวง... ส่วนเจ้า..." อ๋องเจ็ดหันมามองสตรีข้างกายด้วยสายตาที่ลุ่มลึกและอ่อนลงวูบหนึ่ง "ตามเปิ่นหวางกลับตำหนัก... คืนนี้ยังมีบัญชีอีกหลายบทที่เราต้องสะสางกันให้จบ" จินเฟยหลันไม่ทันได้เอ่ยคำปฏิเสธ ร่างของนางก็ถูกดึงเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนที่แข็งแกร่งของเขา ทว่าในวินาทีที่ทั้งสองกำลังจะก้าวพ้นธรณีประตู ขันทีเฒ่าผู้หนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นถือราชโองการสีทองอร่ามเข้ามาขวางทางไว้ด้วยเนื้อตัวสั่นเทา "ท่านอ๋อง... พระ... พระราชโองการด่วนจากห้องทรงพระเจริญพ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าบาท... ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ปลดและเนรเทศพระชายาจินเฟยหลันออกจากวังหลวงภายในคืนนี้พ่ะย่ะค่ะ!" ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลิ่นอายจันทราไปกับศาลาริมน้ำโบราณ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%