กลิ่นกำยานจากเตาทองเหลืองลายวิหคสวรรค์คุกรุ่นเสียจนน่าเวียนหัว ทว่าจินเฟยหลันกลับสูดลมหายใจเข้าร่างลึกราวกับกำลังเสพกลิ่นอายความตายของซากศพ บนเรือนร่างระหงถูกสวมทับด้วยอาภรณ์ไหมต่วนสีแดงสดปักลายหงส์เหินด้วยดิ้นทองคำแท้ หนักอึ้งและเย็นเยียบรากเลือด ราวกับเครื่องพันนาการที่จงใจกดทับสตรีผู้หนึ่งให้จมดิ่งสู่ขุมนรกภายใต้ความงดงามที่คนนอกต่างพากันอิจฉา
เกี้ยวแปดคนหามหยุดนิ่งสนิทลงตรงหน้าพระตำหนักอักษรบูรพา เสียงกงقู (ขันที) เฒ่าขานรับนามด้วยน้ำเสียงแหลมสูงจนบาดแก้วหู
"พระสนมรับเสด็จ—จินเฟยหลัน เข้าเฝ้า!"
ม่านมุกต่วนถูกเลิกขึ้นด้วยเรียวมือของนางกำนัลหน้าตาไร้ชีวิตชีวา นางก้าวเท้าข้ามธรณีประตูไม้เนื้อหอมเข้าไปในเขตต้องห้าม ฝGนตีนเปรียบเสมือนก้าวเข้าสู่สนามประหารที่ไม่มีแม้แต่เสียงเลือดหยดกระทบพื้น ในสายตาของคนทั่วไป ที่นี่คือจุดสูงสุดที่สตรีตระกูลขุนนางใฝ่ฝันอยากปีนป่ายขึ้นมา ทว่าสำหรับนางผู้มองเห็นวิญญาณเร่ร่อนและเงาดำพยาบาทเกาะกุมตามคานไม้และซอกมุมมืด วังหลวงแห่งนี้มิใช่ราชสำนัก หากแต่เป็นสุสานหลวงขนาดมหึมาที่อัดแน่นไปด้วยโครงกระดูกและความแค้นอันไร้จุดสิ้นสุด
"เงยหน้าขึ้น"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น ดั่งสายน้ำในฤดูเหมันต์ที่ผ่านรอยหินผา ดังขึ้นจากเบื้องบนบัลลังก์มังกรจำลอง จินเฟยหลันมิได้รีบร้อนทำตามคำสั่ง นางค่อยๆ เงยดวงพักตร์ขึ้นช้าๆ อย่างไว้ตัว ดวงตาคู่หงส์นิ่งสงบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดกลัวหรือความตื่นตระหนกใดๆ สะท้อนอยู่ในหน่วยตาคู่นั้น มีเพียงความว่างเปล่าที่ลุ่มลึกจนน่าขนพองสยองเกล้า
เบื้องบนทอดพระเนตรลงมาคือองค์ฮ่องเต้ผู้ทรงพระชนม์ชีพอยู่ท่ามกลางเงาอำนาจ และเบื้องพระพักตร์ด้านข้าง... บุรุษในอาภรณ์คลุมกายสีนิลสนิท ผู้ซึ่งแม้แต่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ยังต้องหลบสายตา
หลี่จื่อเหยา อ๋องเจ็ด
ดวงเนตรคมกริบดั่งพญายมราชของท่านอ๋องกวาดมองร่างนางตั้งแต่ปลายเกือกปักลายบุปผาขึ้นมาจนถึงยอดมวยผมประดับไข่มุกราตรี พระองค์มิได้ตรัสสิ่งใด ทว่าแววตานั้นกลับทิ่มแทงลึกลงไปในจิตวิญญาณราวกับจะลอกคราบความลับทั้งหมดที่นางซ่อนเร้นเอาไว้
"เจ้าคือบุตรีคนที่สามของเสนาบดีจิน ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือว่าป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอดสิบปี แต่เหตุใดในวันนี้ยามก้าวเข้าสู่วังหลวง เลือดเนื้อในกายเจ้าจึงส่งกลิ่นอายของความตายคละคลุ้งเช่นนี้เล่า พระสนมจิน" หลี่จื่อเหยาตรัสถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์ ทว่ากลับสร้างแรงกดดันมหาศาลจนนางกำนัลรอบข้างต่างพากันคุกเข่าตัวสั่นงันท่ามกลางความหวาดกลัว
จินเฟยหลันแย้มสรวลบางเบา รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา คล้ายดอกไม้พิษที่เบ่งบานท่ามกลางหมอกหนา นางย่อกายทำความเคารพตามธรรมเนียมด้วยท่าทางที่งดงามไร้ที่ติ ก่อนจะเอื้อnเอחตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไม่แพ้กัน
"ทูลท่านอ๋อง หม่อมฉันเติบโตมากับความตายและความเจ็บป่วย หม่อมฉันจึงคุ้นเคยกับกลิ่นอายของมันเป็นอย่างดีเพคะ... ผิดกับผู้คนในวังหลวงแห่งนี้ ที่ภายนอกอาบไล้ด้วยกลิ่นอายของความเจริญรุ่งเรืองและกลิ่นอายของทองคำ ทว่าภายในกลับเน่าเฟะและคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเลือดของคนที่ถูกฝังกลบไว้ใต้พื้นอิฐเหล่านี้อย่างน่าเวทนา"
สิ้นคำพูดอันอวดดีและท้าทายนั้น อากาศภายในตำหนักพลändigเย็นเยียบลงหลายส่วน เสียงลมหายใจของเหล่าขันทีและนางกำนัลแทบจะหยุดชะงักลงทันที ไม่มีใครคาดคิดว่าสตรีที่เพิ่งถูกส่งตัวเข้ามาเป็นสนมรับใช้ขั้นต่ำต้อย จะกล้าต่อปากต่อคำกับอ๋องเจ็ดผู้กุมอำนาจทหารครึ่งแผ่นดินด้วยวาจาเชือดเฉือนถึงเพียงนี้
หลี่จื่อเหยาไม่ทรงพิโรธ พระองค์กลับมุมโอษฐ์ขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมและถูกใจในคราเดียวกัน ท่านอ๋องทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวพระบาทช้าๆ เข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้านาง ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองใกล้เสียจนจินเฟยหลันได้กลิ่นอายสนิมเหล็กและกลิ่นจันทร์หอมจางๆ จากวรกายของพระองค์
พระหัตถ์หนายื่นออกไปช้าๆ ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกเย็นเฉียบแตะลงที่ปลายคางมนของนาง ออกแรงเชยขึ้นบังคับให้ดวงพักตร์งดงามสบตากับพระองค์ตรงๆ
"บังอาจนัก... เจ้าไม่กลัวหรือว่าคำพูดเมื่อครู่ จะทำให้หัวชาดบนบ่าของเจ้าต้องหลุดร่วงลงมาประดับพื้นตำหนักก่อนที่ตะวันจะลับขอบฟ้า?" สุpเสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาข้างพระ karn แต่กลับทรงพลังอำนาจจนทำให้คนฟังรู้สึกราวกับถูกบีบคอให้ขาดอากาศหายใจ
จินเฟยหลันหาได้สะดุ้งสะเทือน นางยังคงจ้องลึกลงไปในดวงเนตรสีนิลคู่นั้นอย่างไร้ความเกรงกลัว ทันใดนั้นเอง ในห้วงสัมผัสพิเศษของนาง เงาดำมหึมานับร้อยตนที่เกาะกุมอยู่ด้านหลังของหลี่จื่อเหยาต่างพากันกรีดร้องและคำรามลั่นราวกับเกรงกลัวอำนาจบางอย่างในตัวนาง แต่นางกลับเลือกที่จะเมินเฉยต่อภาพหลอนเหล่านั้น แล้วเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ ทว่าคมกริบราวกับใบมีดโกน
"หากหม่อมฉันกลัวความตาย หม่อมฉันคงไม่ยอมก้าวเท้าเหยียบเข้ามาในสุสานดอกไม้แห่งนี้แต่แรกหรอกเพคะ... ท่านอ๋อง" นางหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มลึกลับ "อีกอย่าง หม่อมฉันรู้ดีว่าท่านอ๋องกำลังตามหาอะไรอยู่ และหม่อมฉัน... คือคนเดียวที่จะช่วยท่านขุดคุ้ยศากศพที่ถูกฝังไว้ในอดีตขึ้นมาได้"
ดวงเนตรของหลี่จื่อเหยาหรี่แคบลงทันที ความสนเท่ห์แวบผ่านเข้ามาในแววตาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความระแวดระวังขั้นสูงสุด พระองค์กำลังจะตรัสบางสิ่งเพื่อสอบสวนนางให้ลึกซึ้งกว่าเดิม ทว่าในจังหวะนั้นเอง ขันทีคนสนิทก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าตัวสั่น รายงานด้วยน้ำเสียงติดขัด
"ก... ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! ที่ตำหนักเย็นด้านทิศตะวันตก... จู่ๆ ก็มีโลงศพไม้จันทน์ดำปริศนาโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินกลางลานกว้าง พร้อมกับ... พร้อมกับป้ายวิญญาณที่สลักนามของพระชายาผู้ล่วงลับ โดยมีเลือดสดๆ ไหลนองออกมาจากรอยแตกของโลงพ่ะย่ะค่ะ!"
หลี่จื่อเหยาชะงักไปทันที พระเนตรคมกริบหันขวับกลับมามองหน้าจินเฟยหลันที่ยังคงแย้มสรวลอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่าในมือ
จินเฟยหลันปรายตามองไปยังทิศทางของตำหนักเย็น ก่อนจะกระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "ดูเหมือนว่า... แขกผู้ไม่ได้รับเชิญจากโลกหลังความตาย จะมาต้อนรับการมาเยือนของสนมใหม่อย่างพวกเราแล้วล่ะเพคะ ท่านอ๋อง"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลิ่นอายจันทราไปกับศาลาริมน้ำโบราณ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง•ตอนที่ 7
โฉมสะคราญผู้ไร้ใจ
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!