เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง•ตอนที่ 9

กลิ่นธูปที่เปลี่ยนไป

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
ควันธูปไม้กฤษณาเกรดบรรณาการที่ลอยละลิ่วอยู่เหนือกระถางทองสัมฤทธิ์ลายสลักมังกรห้าเล็บ บัดนี้มิได้ส่งกลิ่นหอมหววนชวนเคลิบเคลิ้มดังเช่นยามแรกที่จุดขึ้น หากแต่ทิ้งกลิ่นอายฉุนปร่าคล้ายกลิ่นซากสัตว์เน่าเปื่อยเจือจางอยู่ในโสตประสาท ความเงียบงันภายในตำหนักแปดทิศยามราตรีดิ่งลึกถูกขับเน้นให้วังเวงยิ่งขึ้นด้วยเสียงสะท้อนแห่งบทสวดมนต์ของเหล่าลามะที่ดังแว่วมาจากนอกกำแพงวัง จินเฟยหลันป้องปลายนิ้วเรียวภายใต้แขนเสื้อผ้าไหมปักดิ้นทอง นางมิได้ใส่ใจต่อมหรสพและเสียงดนตรีบรรเลงอันครึกครื้นเบื้องหน้า ทว่าดวงเนตรหงส์กลับจดจ้องไปยังควันธูปสีเทาหม่นที่บิดตัวเป็นเกลียวประหลาดกลางอากาศ กลิ่นธูปเช่นนี้...นางคุ้นเคยดี มันคือ 'ธูปวิญญาณโลหิต' เครื่องรางต้องห้ามจากแดนทักษิณที่ใช้สำหรับสะกดดวงจิตและดึงรั้งอาถรรพ์ให้มารวมตัวกัน ณ จุดที่กำหนด เพื่อรอเวลาแผดเผาพลังชีวิตของเป้าหมายให้มอดไหม้ไปทีละน้อย "เจ้ากำลังมองหาอันใดอยู่หรือ... เฟยหลัน" สุ้มเสียงทุ้มต่ำราบเรียบดังขึ้นข้างกาย พร้อมกับไออุ่นจากร่างสูงใหญ่ของบุรุษในอาภรณ์คลุมสีนิลปักลายเมฆา หลี่จื่อเหยา หรืออ๋องเจ็ดผู้กุมอำนาจเงบทั่วทั้งราชสำนัก ทรงโน้มพระวรกายลงมาเล็กน้อย พระเนตรคมกริบดั่งพญาอินทรีย์ทอดมองตามทิศทางที่นางกำลังเพ่งพินิจ "ทูลท่านอ๋อง กลิ่นหอมในงานพระราชพิธีคืนนี้ช่างแปลกประหลาดนักเพคะ" เฟยหลันเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่ามั่นคง นางไม่แม้แต่จะหันไปสบตาผู้เป็นนาย ทว่ากลับขยับตัวเข้าใกล้พระองค์อีกนิดเพื่อบังรัศมีสายตาจากขุนนางฝ่ายซ้ายที่กำลังรินสุราถวายองค์ฮ่องเต้ "ไม่ใช่กลิ่นกำยานที่ควรมีในงานมงคล หากแต่เป็นกลิ่นของ 'ความตาย' ที่ถูกปรุงแต่งขึ้นอย่างประณีตต่างหาก" มุมพระoษฐ์ของหลี่จื่อเหยากระตุกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏขึ้นชั่วพริบตาก่อนจะเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย พระหัตถ์หนายื่นไปรับจอกสุชาตจากขันทีสนิท ก่อนจะยกขึ้นจิบอย่างใจเย็น ท่าทีราวกับล่วงรู้แผนการอุบาทว์นี้อยู่ก่อนแล้ว "หูตาของเจ้าไวสมกับเป็นศิษย์เอกแห่งสำนักวิญญาณบูรพา" หลี่จื่อเหยาตรรัสกระซิบชิดพระปรางของนาง กลิ่นสุราฤทธิ์แรงผสมผสานกับกลิ่นกายบุรุษแผ่ซ่านความกดดันออกมารอบด้าน "ฮองเฮาคงทรงทุ่มเทมหาศาล เพื่อจัดงานฉลองพระชนมายุในค่ำคืนนี้ให้กลายเป็น 'สุสาน' ขนาดย่อมสำหรับพวกเรา" ภายในโถงจัดเลี้ยงอันกว้างใหญ่ แสงจากคบเพลิงนับร้อยส่องกระทบเครื่องทรงปักลายหงส์และมังกรจนระยบับ เหล่าขุนนางและสนಿದೆนางในต่างนั่งคุกเข่าอยู่บนเสื่อกกชั้นดี ทว่าหากมองด้วยเนตรทิพย์ของจินเฟยหลัน บรรยากาศรอบกายของทุกคนกลับถูกปกคลุมด้วยกลุ่มหมอกสีดำทมิฬ ควันธูปที่ลอยวนเวียนอยู่เหนือศีรษะของฮ่องเต้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเลือดเข้ม มันกำลังกัดกินโชคชะตาและอายุขัยของผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรอย่างช้าๆ นี่ไม่ใช่การลอบปลงพระชนม์ด้วยยาพิษในถ้วยชาธรรมดา... แต่มันคือการใช้มนต์ดำระดับสูงเพื่อ 'ดูดกลืนราชAานุภาพ' และถ่ายเทดวงชะตาของแผ่นดินไปยังผู้ที่อยู่เบื้องหลัง "หากปล่อยให้ธูปดอกนี้เผาไหม้จนหมดก้าน เกรงว่ายามรุ่งสาง องค์ฮ่องเต้คงไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยววิญญาณที่จะปก 1ครองแผ่นดินแล้วเพคะ" เฟยหลันกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบไม่แพ้กัน ดวงตาสีรัตติกาลของนางกวาดมองไปทั่วงาน จนกระทั่งไปสะดุดเข้ากับร่างของขันทีเฒ่าผู้หนึ่ง กำลังถือกระถางธูปสำริดเดินวนเวียนอยู่ใกล้พระแท่นบรรทมจำลอง ขันทีผู้นั้นมีใบหน้าซีดเซียว ดวงตาขุ่นมัวไร้แววชีวิต ราวกับถูกควบคุมด้วยอาคมบางอย่าง ร่างกายเคลื่อนไหวเก้ๆ กังๆ ดั่งหุ่นเชิดที่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ "หมากตานี้... ฝ่ายตรงข้ามเดินได้รวดเร็วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้" หลี่จื่อเหยาทรงตรรัสพึมพำ พระหัตถ์เรียวยาววางจอกสุชาตลงบนโต๊ะไม้แกะสลักอย่างแผ่วเบา แต่เสียงนั้นกลับทรงพลังพอที่จะกดดันให้บรรยากาศรอบข้างหยุดนิ่ง "เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไปเล่า กุนซือตัวน้อยของข้า?" เฟยหลันหรี่ตาลงเล็กน้อย นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเข็มเงินเก้าเล่มที่ซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ ออกมาถือไว้มั่น ปลายเข็มสะท้อนแสงไฟวับวามดั่งเขี้ยวเล็บของอสรพิษ "หม่อมฉันจะไป 'ดับไฟ' เพคะ..." นางเอ่ยเพียงเท่านั้น ก่อนจะก้าวเท้าออกไปจากเงาดำของเสาต้นใหญ่ ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับร้อยที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงพิณและควันธูปอาถรรพ์ ทว่า ในขณะที่ปลายเท้าของนางกำลังจะก้าวเข้าสู่เขตแสงไฟสว่างจ้ากลางท้องพระโรง เสียงก้องกังวานของมหาดเล็กหน้าพระพักตร์ก็ตะโกนก้องขึ้นตัดบรรยากาศแทบขาดใจ "ราชCโองการด่วนจากตำหนักใน! สั่งปลด... และควบคุมตัวท่านอ๋องเจ็ดและกุนซือจิน ข้อหาสมรู้ร่วมคิดใช้คุณไสยมนต์ดำปลงพระชนม์องค์ฮ่องเต้!" สิ้นเสียงประกาศนั้น กองทหารองครักษ์เสื้อแพรนับร้อยชีวิตก็พากันพรวดพราดเข้ามาล้อมรอบตำหนักแปดทิศไว้ทุกด้าน ดาบคมกริบถูกชักออกจากฝักพร้อมกันจนเกิดเสียงเสียดสีบาดแก้วหู ปลายหอกนับร้อยพุ่งตรงมายังจุดที่หลี่จื่อเหยาและจินเฟยหลันยืนอยู่ หลี่จื่อเหยาทรงแย้มพระสรวลออกมาอย่างเยือกเย็น พระองค์มิได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย ทรงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทอดพระเนตรมองกลุ่มทหารที่กรูเข้ามาด้วยแววตาดุจพญาเสือที่กำลังมองฝูงสุนัขป่า "ดูท่า... คนที่ชักใยอยู่เบื้องหลัง จะร้อนรนเสียจนทนรอให้ธูปหมดดอกไม่ไหวเสียแล้วกระมัง" พระองค์ตรรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานไปทั่วตำหนัก ก่อนจะเอื้อมพระหัตถ์มาคว้าข้อมือเรียวของจินเฟยหลันไว้แน่น ดึงร่างนางเข้ามาแนบชิดพระองค์อย่างปกป้อง "เจ้ากลัวหรือไม่... เฟยหลัน" เฟยหลันแหงนเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรคมกริบนั้น นางไม่พบความหวาดกลัวแม้แต่น้อยในดวงตาคู่นั้น มีเพียงประกายไฟแห่งการเอาชนะที่ลุกโชนดั่งเปลวเพลิงในเตาหลอมเหล็ก "หม่อมฉันไม่เคยกลัวความตายเพคะท่านอ๋อง..." นางเอ่ยตอบพร้อมกับซ่อนเข็มเงินอาคมไว้ในอุ้งมือ พร้อมที่จะสะบัดออกไปทุกเมื่อ "เพราะต่อให้พวกมันส่งวิญญาณร้ายมานับหมื่นตน หม่อมฉันก็จะใช้เลือดของพวกมัน... สลักชื่อของพวกเราลงบนบัลลังก์นี้ให้จงได้!" ทว่า ในวินาทีที่คมดาบเล่มแรกกำลังจะพุ่งเข้าประชิดตัว ประตูบานใหญ่ด้านหลังพระแท่นกลับเปิดผางออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ของนักพรตเต๋าชราผู้หนึ่ง ที่ไม่ควรจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว... — ศาลาริมน้ำโบราณ —
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%