สนับเพลาสีทองอร่ามกระทบกับพื้นหินอ่อนขัดมัน เสียงนั้นกังวานก้องราวกับฆ้องประหารที่ดังขึ้นเพื่อประกาศจุดจบของชีวิต ขันทีหน้าขาวผู้ถือพระราชโองการยังคงรักษาท่าทางเย่อหยิ่งไว้ได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง เมื่อปลายนิ้วเรียวยาวของท่านอ๋องเจ็ด "หลี่จื่อเหยา" เลื่อนแตะลงบนด้ามกระบี่ประจำกาย ชั่วพริบตานั้น อุณหภูมิภายในท้องพระโรงจวนอ๋องก็ลดฮวบลงดั่งต้องคำสาปแห่งเหมันต์ฤดู
"พระราชโองการสวรรค์มีบัญชา ชัดเจนปานนี้... เหตุใดท่านอ๋องยังไม่คุกเข่ารับสนองอีกเล่าครับ" เสียงแหลมสูงของขันทีผู้ส่งสสารสั่นระริก แม้จะพยายามเชิดคอขึ้นเพียงใด แต่หยาดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายบนขมับก็ทรยศความหวาดกลัวในแววตาของมัน
หลี่จื่อเหยาไม่แม้แต่จะชายตามองกระดาษสีเหลืองทองแผ่นนั้น ร่างสูงสง่าในอาภรณ์ปักลายมฆาเร้นจันทร์ยืนหยัดมั่นคงดั่งขุนเขาไท่ซาน แววตาคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีทอดมองออกไปเบื้องหน้า ที่ซึ่งเงาร่างระหงของ "จินเฟยหลัน" ก้าวออกมาจากความสลัวของม่านไหมปักลายเบญจมาศ นางหาได้สะทกสะท้านต่อเงาหัวที่กำลังจะหลุดจากบ่าไม่ ทว่าริมฝีปากบางกลับแย้มยิ้มเยือกเย็น รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องรู้สึกหนาวยะเยือกถึงไขสันหลัง
"ราชโองการปลอมประทับตราปลอมเช่นนี้ ขันทีเฒ่า... เจ้ากล้าดียังไงถึงนำมันมาเหยียบย่างในเขตอภัยทานของตระกูลหลี่" เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า แต่มันกลับทรงอำนาจจนขันทีผู้นั้นทรุดฮวบลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัว
"บังอาจ! นั่นคือพระราชโองการจากฮ่องเต้..."
"ฮ่องเต้อยู่ในห้องบรรทมเสวยพระโอสถตามมีตามเกิด ส่วนพวกเจ้า... กำลังเล่นละครฉากใหญ่ที่ถูกชักใยโดยเงาปีศาจจากตำหนักใน" เฟยหลันเอ่ยแทรกขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย นางก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างหลี่จื่อเหยาราวกับคู่พญานาคราชที่พร้อมแผ่พังพานรับมือกับพายุลมกรด
ในค่ำคืนที่จันทร์เพ็ญถูกบดบังด้วยกลุ่มเมฆสีเลือด อาคมชั่วร้ายที่ถูกส่งตรงมาจากแดนไกลกำลังแผ่ซ่านเข้ามาทางรอยต่อของประตูและหน้าต่าง กลิ่นอายของความตายและศพเน่าเฟะคละคลุ้งปะปนมากับสายลมหนาว เงาดำนับร้อยที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ากำลังกรีดร้องโหยหวนอยู่รอบกำแพงจวน พลังอาถรรพ์สายมืดที่เหล่าศัตรูใช้หมายจะสะกดวิญญาณและสูบเอาลมหายใจของคนทั้งจวนให้ดับดิ้นไปพร้อมกับพระราชโองการฉบับนั้น
จินเฟยหลันปรายตามองไปยังขันทีและองครักษ์หลวงที่ยืนล้อมรอบ พวกมันเริ่มมีอาการกระสับกระส่าย ใบหน้าเขียวคล้ำขึ้นทีละน้อยจากการถูกพลังชั่วร้ายกัดกิน หลี่จื่อเหยาเห็นดังนั้นจึงเอื้อมมือหนามาโอบเอวบางของนางไว้โดยสัญชาตญาณ ไออุ่นจากฝ่ามือของบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพส่งผ่านเนื้อผ้า ทว่าในยามนี้ ไม่มีเวลามาพะวงเรื่องความใกล้ชิด ทั้งสองต่างรู้ดีว่าศึกครั้งนี้ไม่ใช่การเมืองในราชสำนักธรรมดา หากแต่เป็นการเดิมพันด้วยวิญญาณและความเป็นความตาย
"ท่านอ๋อง... ถอยไปก้าวหนึ่ง" เฟยหลันกระซิบแผ่วเบา ดวงตาคู่สวยประกายแสงสีเงินวาววามยามต้องแสงเทียน
นางสะบัดแขนเสื้อกว้างออกคราหนึ่ง ปรากฏแผ่นยันต์กระดาษสีชาดนับสิบใบหลุดลอยออกไปกลางอากาศราวกับฝูงผีเสื้อเพลิง มือเรียวร่ายรำวกับนกกระเรียนร่อนลม นิ้วเรียวกรีดกรายวาดอักขระโบราณกลางอากาศอย่างแม่นยำ ทุกครั้งที่ปลายนิ้วตวัดผ่าน จะเกิดประกายไฟสีฟ้าแลบแปลบปลาบขับไล่ความมืดมิดให้ถอยร่นไป
นี่คือ "พิธีกรรมอัคคีชำระวิญญาณ" อาคมโบราณที่สาบสูญไปจากแผ่นดินจงหยวนนับร้อยปี!
เสียงกรีดร้องโหยหวนของภูตผีปีศาจที่ถูกส่งมากลืนกินจวนอ๋องดังระเบิดขึ้นราวกับเสียงอสุนีบาตฟาดผ่า เงาดำที่แฝงมากับไอพิษถูกเปลวเพลิงสีครามเผาผลาญจนสลายกลายเป็นควันสีเทา ลมพายุหมุนวนภายในห้องโถงจนข้าวของกระจัดกระจาย แต่ศูนย์กลางของพายุกลับนิ่งสงบ หลี่จื่อเหยายืนตระหง่านเป็นโล่กำบังให้นางอย่างมั่นคง ดวงตาคมปลาบกวาดมองไปรอบด้านเพื่อระวังภัยจากเบื้องหลัง พร้อมที่จะปลิดชีพทุกคนที่กล้าเข้ามาขัดขวางการทำพิธีของสตรีในดวงใจ
"คิดจะใช้ 'ค่ายกลหมื่นผีกลืนวิญญาณ' มาล้างบางตระกูลหลี่ ช่างบังAจนัก!" เฟยหลันแค่นAเสียงหัวเราะเยาะหยัน นางกัดปลายนิ้วตนเองจนเลือดสีสดหยดลงบนจานกระเบื้องเคลือบที่บรรจุน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะใช้พู่กันขนหางหมาป่าจุ่มแล้วสาดออกไปรอบทิศทาง
*เปรี้ยง!*
คลื่นพลังสะท้อนกลับรุนแรงจนบานหน้าต่างไม้แกะสลักพังทลายลงมาเป็นเสี่ยงๆ ขันทีและองครักษ์หลวงที่ถือพระราชโองการกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทางกระอักเลือดออกมาเป็นคำโต อาคมที่ถูกส่งมาสะท้อนกลับไปหาผู้ใช้อย่างสาสม เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดดังแว่วมาจากนอกกำแพงจวน สะท้อนให้เห็นว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังพิธีกรรมนี้กำลังได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่แพ้กัน
เมื่อสิ้นเสียงระเบิดครั้งสุดท้าย ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมอีกครา ไอหมอกสีดำมืดจางหายไป เหลือเพียงแสงจันทร์กระจ่างสาดส่องลงมายังลานเรือนที่บัดนี้เต็มไปด้วยเศษซากความเสียหาย
จินเฟยหลันหอบหายใจเล็กน้อย เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากนวลเนียน แต่นางยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม หลี่จื่อเหยาเอื้อมมือไปหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดมาซับเหงื่อที่ข้างขมับให้นางอย่างทะนุถนอม สัมผัสแผ่วเบานั้นเต็มไปด้วยความรักลึกซึ้งที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูด
"เจ้าเหนื่อยแล้ว" เสียงทุ้มเอמהนอบน้อมและอ่อนโยนอย่างที่ไม่มีผู้ใดเคยได้ยินมาก่อน
"ยังหรอกเพคะ... หม่อมฉันยังต้องจัดการกับ 'แขก' ที่เหลืออีก" เฟยหลันเอ่ยตอบพร้อมกับปรายตามองเศษกระดาษพระราชโองการที่ขาดวิ่นบนพื้น
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดเริ่มคลี่คลายลง เสียงฝีเท้าหนักแน่นผสมผสานกับเสียงเกือกม้าจำนวนมากก็ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากนอกประตูใหญ่ เงาร่างของทหารเกราะเหล็กนับพันนายเคลื่อนพลเข้ามาปิดล้อมจวนอ๋องเจ็ดไว้ทุกด้านอย่างแน่หนา พร้อมกับเสียงประกาศก้องที่ทำให้บรรยากาศกลับมาเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม
"มีพระราชโองการลับฉบับที่สอง... ปลดอาวุธท่านอ๋องเจ็ดและพระชายา แล้วคุมตัวเข้าคุกหลวงทันที ผู้ใดขัดขืนมีโทษประหารทั้งโคตร!"
หลี่จื่อเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นที่มุมปากหนา มือที่กุมด้ามกระบี่กระชับแน่นขึ้น ขณะที่จินเฟยหลันกลับหันมาสบตาเขา พร้อมกับรอยยิ้มลึกล้ำที่แขวนความตายและอำนาจไว้บนเส้นด้ายเดียวกัน
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางฝ่าฟันคลื่นลมแห่งอำนาจนี้ไปด้วยกันนะครับ
**ศาลาริมน้ำโบราณ**
เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง•ตอนที่ 35
อาคมสยบศึก
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!