เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง•ตอนที่ 31

ฝ่าวงล้อมความตาย

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
ก,ข,ค "ถ้าก้าวออกไปอีกเพียงครึ่งก้าว… ศีรษะของใต้เท้าคงหลุดจากบ่าไปเสียแล้วกระมังครับ" เสียงกระซิบที่เจือด้วยไอความเย็นเยียบของความตายดังขึ้นแทรกผ่านความมืดมิดภายในห้องโถงลับใต้ตำหนักอ๋องเจ็ด จินเฟยหลันยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าประตูหินสลักลวดลายอสูรโบราณ แขนเสื้อปักดิ้นทองของนางชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ กลิ่นอายของความตายและโลหิตคละคลุ้งหนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าในยามวิกฤตเช่นนี้ นัยน์ตาคู่คมของนางกลับประกายแสงวาวโรจน์อย่างเยือกเย็น นางไม่ได้มองเห็นเพียงความว่างเปล่า ทว่าเบื้องหน้าของนางในเวลานี้เต็มไปด้วยกลุ่มก้อนพลังงานสีดำทมิฬที่บิดเบี้ยว—พวกมันคือดวงวิญญาณอาฆาตของเหล่ามือสังหารที่ถูกสังหารทิ้งเพื่อปิดปากเมื่อหลายปีก่อน กลไกหน้าไม้กลืนวิญญาณที่ซ่อนอยู่หลังผนังหินกำลังขยับตัวส่งเสียง 'คลิก… คลิก…' แผ่วเบา เป็นสัญญาณเตือนว่ามรณะกำลังพุ่งตรงมายังจุดที่นางยืนอยู่ *ซ้ายสามก้าว… ก้มลงต่ำ… แล้วก้าวเท้าขวาออกไปทางทิศบูรพา…* เสียงกระซิบทุ้มต่ำแต่คุ้นเคยดังแว่วมาจากความว่างเปล่าข้างใบหูของนาง เป็นดวงวิญญาณของอดีตองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ที่เคยถูกฝังกลบไว้ใต้พื้นเรือนหลังนี้ เฟยหลันไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางเชื่อมั่นในสัญชาตญาณและเสียงนำทางเหล่านั้นมากกว่าแผนผังกลไกใดๆ ในโลก ร่างบางพุ่งตัวหลบลูกดอกอาบยาพิษที่พุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหิว ลูกดอกเหล่านั้นปักลงบนผนังไม้จันทน์หอมจนเนื้อไม้แตกละเอียดและดำคล้ำลงในพริบตา นี่คือความได้เปรียบที่พวกมันไม่มีวันเข้าใจ… ในขณะที่เหล่าศัตรูคิดว่าความมืดและความตายคืออาตราร้ายที่ใช้สังหารเหยื่อ ทว่าสำหรับจินเฟยหลันแล้ว ความตายคือมิตรสหาย และวิญญาณคือสารุสดีที่ซื่อตรงที่สุด "นางหนีรอดไปได้อีกแล้วหรือ!" เสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราดดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับการปรากฏตัวของหัวหน้ามือสังหารเงาที่สวมหน้ากากเงิน รังจิตสังหารแผ่ซ่ายออกมาราวกับคลื่นพายุ ทว่าเฟยหลันหาได้หวาดกลัวไม่ นางหมุนตัวกลับพร้อมกับสะบัดพัดเหล็กในมือ ปัดป้องประกายกระบี่ที่พุ่งเข้ามาแทงอย่างเฉียดฉิว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ นิ่ง และเย้ยหยัน "พวกเจ้าใช้กลไกสกปรกเหล่านี้สังหารคนบริสุทธิ์มามากเท่าไหร่แล้วครับ… น่าเสียดายที่ดวงวิญญาณเหล่านั้นไม่ได้เลือนหายไปไหน พวกเขาเพียงแค่รอคอยเวลาที่จะกลับมาทวงถามความยุติธรรมจากพวกเจ้า" สิ้นคำพูดของนาง บรรยากาศภายในห้องโถงพลันลดฮวบลงจนหนתาวเหน็บถึงกระดูกดำ อุณหภูมิลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว ดวงวิญญาณนับสิบที่ถูกกักขังไว้ในค่ายกลอาถรรพ์เริ่มปรากฏร่างโปร่งแสง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บแค้น พวกมันพากันพุ่งเข้าเกาะกุมแขนขาและอาวุธของเหล่ามือสังหารเงาจนขยับเขยื้อนแทบไม่ได้ เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัวดังระเบิดขึ้น ท่ามกลางความชุลมุนนั้น เฟยหลันอาศัยจังหวะที่ศัตรูกำลังเผชิญหน้ากับความกลัวสูงสุด พุ่งทะยานผ่านช่องแคบของค่ายกลมุ่งตรงสู่ประตูทางออกทันที ในขณะเดียวกัน ที่ตำหนักใหญ่ด้านบน หลี่จื่อเหยา (อ๋องเจ็ด) กำลังประทับนั่งนิ่งสงบอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักลวดลายมังกร ท่าทางของพระองค์เยือกเย็นดั่งภูผาศิลา ทว่าปลายนิ้วที่เคาะลงบนโต๊ะชาจังหวะสม่ำเสมอกลับสะท้อนถึงคลื่นอารมณ์ที่กำลังเดือดดาลอยู่ภายใน เบื้องหน้าของพระองค์คือขุนนางเฒ่าผู้กุมอำนาจคลังหลวง ซึ่งกำลังแย้มยิ้มอย่างลำพองใจ พร้อมกับยกถ้วยชาเคลือบกระเบื้องลายครามขึ้นจิบ "ท่านอ๋องเจ็ด… ดึกดื่นป่านนี้ พระชายารองคงกำลังเพลิดเพลินกับการชมสวนดอกไม้หลังตำหนัก… แต่เกรงว่าสถานที่แห่งนั้น อาจจะอันตรายเกินกว่าที่สตรีอ่อนแอคนหนึ่งจะรับไหว" ขุนนางเฒ่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันแฝงความนัย หลี่จื่อเหยาไม่แม้แต่จะชายตามองถ้วยชาบนโต๊ะ พระองค์ค่อยๆ เงยพระพักตร์ขึ้น นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทอดมองขุนนางเฒ่าราวกับมองซากศพไร้ค่า รอยยิ้มบางเบาที่มุมพระโอษฐ์ช่างเยียบเย็นจนน่าขนลุก "เจ้าคิดว่านางเป็นเพียงสตรีอ่อนแอผู้หนึ่งกระนั้นหรือครับ…" หลี่จื่อเหยาตรัสด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ก้องกังวานและทรงอำนาจจนบรรยากาศภายในห้องเงียบงันลงในทันที "คนที่เจ้าส่งไป… เป็นเพียงเหยื่อสังเวยให้แก่ความโง่เขลาของพวกเจ้าเองต่างหาก" ทันทีที่ตรัสจบ เสียงฝีเท้าเบาหวิวแต่หนักแน่นดั่งก้าวของพญาอินทรีก็ดังขึ้นที่หน้าประตูกำแพงตำหนัก ร่างระหงของจินเฟยหลันก้าวเดินเข้ามาท่ามกลางแสงจันทร์สลัว อาภรณ์สีขาวเปื้อนฝุ่นควันและคราบโลหิตบางเบา ทว่าแววตาของนางกลับเปล่งประกายความเด็ดเดี่ยวและทรงพลังยิ่งกว่าครั้งใด นางไม่ได้เดินมาเพียงลำพอง แต่ในมือของนางคือป้ายคำสั่งทองคำแท้ที่สลักตราพยัคฆ์—หลักฐานชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงขุนนางเฒ่าผู้นี้เข้ากับกบฏนอกด่าน ขุนนางเฒ่าหน้าถอดสี รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างในทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเห็นว่าเหยื่อที่ควรจะตายไปแล้วกลับยืนอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับหลักฐานที่สามารถประหารเจ็ดชั่วโคตรได้ในคราเดียว เฟยหลันหยุดยืนเคียงข้างหลี่จื่อเหยา ดวงตาทั้งคู่ประสานกันในความเงียบงัน ทว่าเต็มไปด้วยความเข้าใจลึกซึ้งที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ดั่งศิลาผาที่ไม่มีคลื่นลมใดสามารถสั่นคลอนได้ และในวินาทีนั้นเอง… เสียงประกาศจากขันทีหน้าตำหนักก็ดังแหวกความเงียบขึ้นมาอย่างกะทันหัน "พระราชโองการด่วนจากฮ่องเต้… มีรับสั่งให้ปลดขุนนางผู้ทรยศ… และควบคุมตัวอ๋องเจ็ดเข้าสู่คุกหลวงเพื่อไต่สวนข้อหากบฏ ณ บัดนี้!" ________________________ ขอบคุณที่ติดตามและร่วมเดินทางผ่านคลื่นลมแห่งอำนาจนี้ไปด้วยกันนะครับ - ศาลาริมน้ำโบราณ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%