“หากท่านอ๋องยังทรงมุ่งมั่นที่จะเดินหมากด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว เห็นทีว่าขุนศึกทั้งห้าที่ซุ่มรออยู่ในหุบเขาเงาจันทร์ คงได้มีโอกาสเฉลิมฉลองชัยชนะเหนือร่างของทหารหลวงก่อนรุ่งสางเป็นแน่”
จินเฟยหลันเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับอยู่ในห้องโถงกลางเรือนรับรอง ดวงตาคมกริบของนางจับจ้องไปยังแผนที่ยุทธศาสตร์ที่กางแผ่อยู่บนโต๊ะไม้หอมกฤษณา ปลายนิ้วเรียวงามลากผ่านเส้นทางคดเคี้ยวของหุบเขา ราวกับกำลังลากเส้นชะตาชีวิตของผู้คนนับหมื่น
หลี่จื่อเหยาขมวดคิ้วมุ่น แววตาคมดั่งใบมีดของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นพินิจมองสตรีตรงหน้า เขาไม่ได้โต้ตอบในทันที หากแต่เลือกที่จะขยับจอกชาขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมจางๆ ของชาใบเงินลอยอบอวล แทรกซึมไปกับกลิ่นอายความเครียดเคร่งของสถานการณ์การเมืองภายในวังหลวง
“เจ้ากำลังจะบอกว่า กองทัพของข้าที่ฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม ต้องพ่ายแพ้ให้กับค่ายกลกระดาษของเจ้าอย่างนั้นหรือ เฟยหลัน?” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้อากาศรอบกายดูหนักอึ้งขึ้นไปอีกหลายส่วน
เฟยหลันไม่สะทกสะท้าน นางหยิบหมากขาวขึ้นมาวางลงบนตำแหน่งที่ดูอับจนที่สุดในแผนที่ “สงครามไม่ใช่เรื่องของกำลังเพียงอย่างเดียว ท่านอ๋อง... ท่านเคยได้ยินเรื่อง 'หลักการยุทธวิธีรวมศูนย์และกระจายกำลัง' หรือไม่? การที่ท่านนำทหารกองใหญ่บุกเข้าไปในพื้นที่จำกัด ก็ไม่ต่างจากการนำฝูงแกะเดินเข้าหาปากเสือที่ซุ่มรออยู่ในพงหญ้า”
นางหยิบหมากดำอีกสามเม็ดวางทับซ้อนกันในลักษณะแปลกตา เป็นรูปแบบค่ายกลที่คนยุคสมัยนี้ไม่เคยพบเห็นมาก่อน มันคือหลักการ 'กรงเล็บพยัคฆ์ซ่อนเร้น' ที่นางนำความรู้จากโลกอนาคตมาประยุกต์เข้ากับภูมิประเทศที่อ้างอิงจากฮวงจุ้ยและกระแสน้ำ
“ที่นี่... คือทางผ่านของลม หากวางกำลังดักไว้ที่จุดนี้ด้วยการคำนวณทิศทางแสงและเงา ศัตรูจะมองเห็นกองทัพของท่านเป็นหมื่น ทั้งที่ความจริงมีเพียงสองร้อย ยิ่งไปกว่านั้น...” นางขยับหมากดำตัวสุดท้ายเข้าไปที่ใจกลาง “หากจุดไฟเผาสารกำมะถันที่สกัดจากดอกไม้พิษในหุบเขา ควันสีม่วงจะทำให้พวกมันเห็นภาพหลอนจนฆ่าฟันกันเองโดยไม่ต้องลงดาบ”
หลี่จื่อเหยาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงตะเกียงจนห้องทั้งห้องมืดสลัวลงชั่วขณะ เขาเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดอยู่ข้างกายนาง กลิ่นอายบุรุษเพศที่เข้มข้นดั่งโลหะและป่าไม้ทำให้เฟยหลันชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้น นางยังคงยืนหยัดด้วยแววตาที่มั่นคง
“หากแผนนี้พลาด... เจ้าจะไม่มีวันได้เห็นตะวันขึ้นในวันพรุ่งนี้” เขาเอ่ยเสียงต่ำ กระซิบข้างหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับผิวแก้มของนางอย่างจงใจ
“หากข้ากลัวตาย ข้าคงไม่เลือกที่จะยืนเคียงข้างท่านอ๋องตั้งแต่แรก” นางหันกลับไปสบตาเขา แววตาดื้อรั้นและเยือกเย็นนั้นสั่นคลอนหัวใจที่แข็งดั่งหินผาของเขาได้เสมอ
“ดี... เช่นนั้นเรามาดูกันว่า เจ้าจะกลายเป็นวีรสตรีหรือกลายเป็นศพในสุสานดอกไม้นี้” หลี่จื่อเหยาแค่นยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะตวัดมือหยิบตราประทับประจำตัววางลงบนแผนที่ เป็นการยอมรับกลยุทธ์ของนางอย่างสมบูรณ์
แผนการถูกขับเคลื่อนด้วยความเงียบเชียบ ทหารหน่วยลับนับร้อยเคลื่อนไหวราวกับภูตผีภายใต้คำสั่งของเฟยหลัน พวกเขาไม่ใช้กำลังเข้าปะทะตรงหน้า แต่ใช้กลอุบายในการล่อหลอกและวางค่ายกลตามจุดยุทธศาสตร์ที่นางกำหนดไว้ ดั่งการร้อยเรียงด้ายในเครื่องทอผ้า ทุกอย่างดูวิจิตรและเปราะบาง ทว่ากลับแฝงไปด้วยพิษร้ายที่พร้อมจะสังหารผู้ที่ก้าวเข้ามาผิดจังหวะ
ท่ามกลางความมืดมิดในยามวิกาล เฟยหลันยืนอยู่บนหอคอยสูง มองลงไปยังหุบเขาเบื้องล่างที่บัดนี้กลายเป็นกับดักมรณะ นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของวิญญาณแค้นที่เพ่นพ่านอยู่รอบหุบเขา ราวกับพวกมันกำลังรอคอยที่จะกระชากวิญญาณของขุนศึกเหล่านั้นลงสู่ขุมนรก
“ทุกอย่างพร้อมแล้วหรือ?” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากความมืดข้างหลังนาง ไม่ใช่หลี่จื่อเหยา แต่เป็นชายชราในชุดคลุมสีเทาที่นางเพิ่งเคยพบหน้า ผู้ซึ่งมีดวงตาพร่ามัวดั่งคนตาบอด แต่กลับมองเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวังหลวงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“ท่านต้องการอะไร?” เฟยหลันถามเสียงเรียบ ไม่หันไปมอง
“ข้าต้องการเพียงแค่จะเตือนว่า... สิ่งที่เจ้ากำลังทำอยู่นี้ ไม่ใช่เพียงการสกัดทัพ แต่เป็นการเปลี่ยนกระแสชะตาของแผ่นดิน ซึ่งมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตเจ้าเอง” ชายชรากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะหายไปกับสายลม ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น
เฟยหลันขมวดคิ้วแน่น ความกังวลที่นางไม่เคยมีมาก่อนเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ทว่าก่อนที่นางจะได้ขบคิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงสัญญาณแตรศึกก็ดังขึ้นจากหุบเขาเบื้องล่าง เสียงนั้นแหบพร่าและกึกก้อง ราวกับเสียงร้องของปีศาจที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล
ทันใดนั้นเอง แสงไฟสีม่วงประหลาดก็ปะทุขึ้นทั่วหุบเขา ตามด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังระงมไปทั่วฟ้า หลี่จื่อเหยาที่ยืนอยู่ห่างออกไปหันมามองนาง สายตาของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ได้เยือกเย็นเหมือนทุกครา แต่มันเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น... ไม่ใช่หวาดหวั่นต่อข้าศึก แต่หวาดหวั่นต่อสิ่งที่นางทำลงไป
เขาก้าวเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว คว้าข้อมือของนางไว้แน่น “เฟยหลัน! เจ้าทำอะไรลงไป? ทำไม... ทำไมท้องฟ้าถึงกลายเป็นสีเลือด!”
เฟยหลันเงยหน้าขึ้นมองตามนิ้วของเขา และสิ่งที่นางเห็นก็ทำให้หัวใจของนางแทบหยุดเต้น เมฆหมอกบนท้องฟ้าไม่ได้เปลี่ยนสีด้วยควันไฟจากสารกำมะถันที่นางวางไว้ แต่มันกำลังหมุนวนเป็นวงกลมดั่งดวงตาขนาดมหึมาที่กำลังจ้องมองลงมายังพวกเขาทั้งสอง
ประตูมิติแห่งสุสานโบราณที่ฝังลึกอยู่ใต้หุบเขากำลังเปิดออก และสิ่งที่ก้าวออกมาจากความมืดนั้น ไม่ใช่กองทัพทหาร... หากแต่เป็นร่างไร้วิญญาณของนักรบโบราณนับพันที่สวมเกราะเหล็กสนิมเขรอะ แววตาของพวกมันวาวโรจน์ด้วยความแค้นที่ไม่มีวันดับสูญ
“ข้าไม่ได้วางค่ายกลไว้เพียงเพื่อสกัดทัพทหาร...” เสียงแหบพร่าของชายชราดังขึ้นจากที่ใดที่หนึ่งในความมืด “ข้าทำเพื่อเรียกสิ่งที่เจ้าพยายามปิดตายให้ฟื้นคืนกลับมา”
หลี่จื่อเหยาชักกระบี่ออกมาทันที แววตาของเขากลับมาดุดันและเยือกเย็นดั่งเดิม “ไปที่ห้องนิรภัยใต้ดินเสีย เฟยหลัน! อย่าหันกลับมามอง!”
แต่เมื่อเฟยหลันหันหลังกลับเพื่อจะวิ่งหนี นางกลับพบว่าเส้นทางที่นางเดินมาเมื่อครู่ ได้หายไปแล้ว เหลือเพียงทางเดินที่ทอดยาวเข้าสู่ใจกลางความมืดมิดของเรือนสยอง ที่ซึ่งชายชุดดำคนหนึ่งกำลังถือจอกชาที่ส่งกลิ่นหอมของยาพิษรอคอยนางอยู่... และบุคคลผู้นั้น คือคนที่นางเพิ่งจะวางแผนสังหารไปเมื่อชั่วยามก่อน!
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาอันมืดมิดนี้เคียงข้างกันมาโดยตลอดนะครับ
เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง•ตอนที่ 28
แผนสกัดทัพ
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!