"หากองค์รัชทายาททรงประชวรด้วยโรคแปลกประหลาดอีกครา แคว้นต้าเหลียงคงต้องฝากฝังอนาคตไว้กับสุสานหลวงกระมังพ่ะย่ะค่ะ"
ซุ่มเสียงทุ้มต่ำทว่าเจือด้วยรอยยิ้มหยันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัดของตำหนักบูรพา กลิ่นอายของกำยานราคาแพงที่พยายามกลบกลิ่นคาวสนิมเหล็กและยาต้มหม้อใหญ่ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องโถงกว้างขวางดูอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย แสงตะเกียงน้ำมันพรรณรายวับแวมสาดส่องเงาทอดยาวของบุรุษสองคนที่ยืนเผชิญหน้ากันดั่งเสือสองตัวในถ้ำเดียวกัน
หลี่จื่อเหยา หรืออ๋องเจ็ด ประทับนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์สลักลายหงส์ห่มเมฆ พระพักตร์เรียบเฉยดั่งแผ่นศิลาไร้รอยร้าว ทว่าดวงเนตรคมกริบดั่งเหยี่ยวราตรีกลับกวาดมองหยดเลือดสีดำคล้ำที่หยãดลงบนพรมเปอร์เซียปักดิ้นทองทีละหยด... ทีละหยด อย่างใจเย็น
เบื้องหน้าของพระองค์คือองค์รัชทายาทหลี่จื่อเซวียน พระเชษฐาต่างพระมารดา ผู้กำลังกุมพระอุระไอโขลกออกมาเป็นเลือดสดๆ สลับกับลิ่มเลือดสีดำ ทรงทรุดพระกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยความอ่อนแรง พระพักตร์ซีดเซียวไร้สีเลือด ปราศจากความสง่างามแห่งผู้สืบราชสันตติวงศ์โดยสิ้นเชิง
"เจ้า... เจ้าสาม... เจ้ากล้าลงมือในตำหนักของพี่รองเชียวหรือ..." องค์รัชทายาทเค้นเสียงลอดไรฟัน พระเนตรแดงก่ำด้วยความแค้นเคืองและหวาดกลัวระคนกัน
อ๋องสาม หลี่จื่อฉี ก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้ รอยยิ้มที่มุมพระโอษฐ์ช่างงดงามราวกับปีศาจจำแลง เขาสวมอาภรณ์ปักลายมหาราชสีครามเข้ม แพรพรรณเนื้อดีไหววูบตามจังหวะก้าวเดิน มือเรียวยาวดั่งหยกยกถ้วยชาเคลือบกระเบื้องลายครามขึ้นเป่าควันกรุ่นๆ เบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าบาดลึก
"เสด็จพี่ตรัสสิ่งใดกันพ่ะย่ะค่ะ? หม่อมฉันเพียงแค่แวะมาเยี่ยมเยียนด้วยความห่วงใยในฐานะอนุชา ส่วนพระอาการประชวรของพระองค์... หมอหลวงต่างก็ลงความเห็นตรงกันมิใช่หรือว่าทรงตรอมใจและตรากตรำกับราชกิจมากเกินไป ไฉนจึงปรักปรำหม่อมฉันผู้ซื่อสัตย์เล่า"
จินเฟยหลัน ซึ่งยืนสงบเสงี่ยมอยู่เบื้องหลังเงาของอ๋องเจ็ด ดวงตาดอกท้อคู่สวยกลับหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความเยียบเย็น นางใช้วิชาเนตรทิพย์กวาดมองผ่านม่านอากาศอันว่างเปล่า เห็นกลุ่มไอสีดำทมิฬดั่งควันพิษพวยพุ่งวนเวียนอยู่รอบพระวรกายขององค์รัชทายาท ไออาถรรพ์นี้มิใช่พิษทั่วไปในราชสำนัก แต่มันคือ "พิษวิญญาณโลหิต" ที่ใช้ควบคุมจิตใจและกัดกินอายุขัยทีละน้อย พิษชนิดนี้หาได้ยากยิ่งในแดนมนุษย์ มักถูกใช้ในหมู่หมอผีชั้นสูงฝ่ายมารแห่งแคว้นทางเหนือ
มือเรียวภายใต้แขนเสื้อกว้างของจินเฟยหลันขยับเล็กน้อย นางหยิบผงยันต์อัคคีทิพย์ขึ้นมาซ่อนไว้ในฝ่ามือ พร้อมที่จะสะบัดออกหากสถานการณ์ตรงหน้าพลิกผันกลายเป็นการนองเลือดที่ควบคุมไม่ได้
หลี่จื่อเหยา (อ๋องเจ็ด) ยังคงนิ่งเงียบ พระองค์มิได้เอ่ยวาจาใดๆ ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ตำหนักบูรพา ปล่อยให้สองพี่น้องเชือดเฉือนกันด้วยคารมและคมดาบแห่งอำนาจ ทว่าความเงียบของอ๋องเจ็ดกลับสร้างความกดดันให้แก่อ๋องสามมากที่สุด เพราะไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ในมือของพยัคฆ์หลับใหลผู้นี้กุมหมากตาสุดท้ายอันใดไว้
"น้องเจ็ด..." องค์รัชทายาทหันไปหาหลี่จื่อเหยาด้วยความหมดหนทาง พระเนตรสั่นระริก "เจ้า... เจ้าจะยืนดูพี่ใหญ่ถูกคนชั่วเหยียบย่ำเช่นนี้รึ? แคว้นต้าเหลียง... บัลลังก์มังกร หากตกไปอยู่ในมือของคนอกตัญญูเช่นมัน แผ่นดินคงถึงคราวล่มจม!"
อ๋องสามหัวเราะร่วนในลำคอ เสียงหัวเราะก้องกังวานชวนขนพองสยองเกล้า "บัลลังก์งั้นหรือ? เสด็จพี่ทรงตรัสคำนี้ง่ายดายเสียจริง ทั้งที่พระองค์นั่งครองตำแหน่งมาห้าปีเต็ม บ้านเมืองมีแต่ภัยพิบัติ ราษฎรอดอยากยากแค้น ฟ้าดินย่อมลงทัณฑ์ผู้ไร้ความสามารถเป็นธรรมดา"
"เจ้าสาม! สามห่าว!"
"พอได้แล้ว"
สุ้มเสียงทุ้มต่ำดั่งหินผาถล่มดังขึ้นเพียงคำเดียว ทว่ากลับทำให้บรรยากาศภายในตำหนักหยุดชะงักลงทันที หลี่จื่อเหยาค่อยๆ เงยพระพักตร์ขึ้น ดวงเนตรสีนิลคู่นั้นเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี พระองค์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง อาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรเงินขู่คำรามสะท้อนแสงตะเกียงวับแวม รัศมีแห่งผู้กุมกองทัพประจิมแผ่ขยายออกจนอ๋องสามต้องถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"พี่ใหญ่ประชวรหนัก พี่สามมาเยี่ยมเยียนด้วยความพี่น้อง แต่วิธีการเยี่ยมเยียนของท่าน... ดูจะรวดเร็วเกินกว่าที่หมอหลวงจะทันรักษาเสียกระมัง" หลี่จื่อเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทุกคำเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนเนื้อ
อ๋องสามหุบยิ้ม ดวงตาคมกราบมองอ๋องเจ็ดด้วยความระแวง "น้องเจ็ด... เจ้าหมายความว่าอย่างไร? หรือเจ้าคิดจะสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องของตำหนักบูรหาด้วย?"
"หม่อมฉันมิเคยสนใจบัลลังก์ที่ชุ่มไปด้วยเลือดของใคร" หลี่จื่อเหยาก้าวเข้าไปใกล้อ๋องสามทีละก้าว กลิ่นอายสงครามและกลิ่นอายความตายแผ่ออกจากพระวรกายจนจินเฟยหลันที่ยืนอยู่ด้านหลังยังรู้สึกหนบหนับที่แผ่นหลัง "แต่สิ่งใดที่ขวางทางความสงบของแคว้น... และสิ่งใดที่บังอาจล้ำเส้นเข้ามาในอาณาเขตของเปิ่นหวาง... ผู้นั้นย่อมต้องชดใช้ด้วยราคาที่สาสม"
ทันใดนั้นเอง บรรยากาศรอบตำหนักบูรพาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเหน็บหนาว แสงตะเกียงทุกดวงในห้องโถงกะพริบไหวรุนแรงพร้อมกันสามครั้ง ราวกับมีลมพายุหมุนวนอยู่ภายในห้องที่ปิดทึบ เงาดำนับร้อยสายเริ่มเลื้อยออกมาจากมุมมืดของฝาผนัง เสียงกระซิบกระซาบโหยหวนของภูตผีวิญญาณเร่ร่อนดังระงมขึ้นในโสตประสาทของจินเฟยหลัน นางขมวดคิ้วมุ่น สัมผัสได้ทันทีว่าพลังอาถรรพ์รอบตัวกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ
*มีคนใช้มนต์ดำสะกดวิญญาณในวังหลวง!*
จินเฟยหลันกวาดสายตาคมกริบมองไปยังเงาดำที่พุ่งตรงมายังร่างขององค์รัชทายาท นางไม่รอช้า ซัดผงยันต์ในมือออกไปทันที!
*เปรี้ยง!*
ประกายไฟสีทองสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ ขับไล่เงาดำให้สลายกลายเป็นควันสีเทา พร้อมกับร่างขององค์รัชทายาทที่กระตุกเกร็งอย่างรุนแรง พระโอษฐ์อ้ากว้างพ่นลิ่มเลือดสีดำสนิทออกมาอีกกองใหญ่ ก่อนที่พระเนตรทั้งสองข้างจะเบิกกว้างค้างเติ่ง และหมดสติล้มพับลงไปกับพื้นพรม!
"พี่ใหญ่!" อ๋องสามอุทานด้วยความตกใจ หันขวับมามองจินเฟยหลันและอ๋องเจ็ดด้วยความโกรธเกรี้ยว "พวกเจ้ากล้าลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาทต่อหน้าหมอหลวงและองครักษ์งั้นรึ! ทหาร! ด้านนอกมีใครอยู่บ้าง! จับตัวคนทรยศเหล่านี้ไว้!"
สิ้นเสียงคำรามของอ๋องสาม ประตูบานใหญ่แกะสลักลวดลายวิจิตรของตำหนักบูรพาก็ถูกถีบเปิดผางออกเสียงดังสนั่นหวั่นไหว!
ทหารองครักษ์เสื้อแพรนับร้อยนายในชุดเกราะเหล็กเงาวับ พร้อมศาสตราวุธครบมือ กรูกันเข้ามาปิดล้อมห้องโถงไว้จนแน่นหนา ประกายคมดาบสะท้อนแสงจันทร์ยามค่ำคืนระยิบระยับน่ากลัว ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของจินเฟยหลันกระตุกวูบ มิใช่จำนวนของทหารนับร้อยเหล่านั้น...
แต่เป็นบุรุษผู้ก้าวเดินตามเข้ามาคนสุดท้าย
ร่างสูงโปร่งในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาด้วยด้ายเงิน ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกสลักแย้มสรวลน้อยๆ อย่างอ่อนโยน ทว่าแววตาทั้งคู่กลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ สิ้นเชิง ในมือเรียวยาวของเขากุมป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำสลักลายพยัคฆ์ห้าเล็บ—สัญลักษณ์สูงสุดแห่งองค์จักรพรรดิ
"ฝ่าบาท..." อ๋องสามทรุดกายคุกเข่าลงทันที พร้อมกับรอยยิ้มแห่งชัยชนะที่ฉาบอยู่บนใบหน้า
หลี่จื่อเหยายังคงยืนตระหง่านนิ่งสนิท พระองค์มิได้คุกเข่าลงตามกฎมณเฑียรบาล ดวงเนตรสีนิลตวัดขึ้นมองผู้มาใหม่ด้วยความเยือกเย็นดั่งเดิม ขณะที่จินเฟยหลันหัวใจเต้นระรัวเป็นกลองศึก เมื่อตระหนักได้ว่าหมากตานี้... มีคนเดินล่วงหน้าไปก่อนพวกนางถึงสามก้าว
องค์จักรพรรดิผู้ทรงพระประชวรหนักจนไม่ได้ว่าราชการมาแรมเดือน บัดนี้กลับเสด็จมาปรากฏพระองค์ ณ ตำหนักบูรพาในยามวิกาลด้วยพระองค์เอง พร้อมกับพระราชโองการลับที่ถูกชูขึ้นสูงในมือของขันทีคนสนิท!
"อ๋องเจ็ด... และจินเฟยหลัน" สุ้มเสียงแหบพร่าทว่าทรงอำนาจดั่งประกาศิตสวรรค์ดังขึ้นก้องกังวาน "พวกเจ้ามีความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาท... โทษสถานเดียวคือประหารเจ็ดชั่วโคตร!"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกัน ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้ครับ
เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง•ตอนที่ 15
รอยร้าวในราชวงศ์
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนสยองซ่อนรัก: สุสานดอกไม้กลางวังหลวง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!