“หากท่านก้าวพ้นขอบประตูนี้ไปเพียงก้าวเดียว สำนักเหมันต์นิรันดร์จะถือว่าท่านคือศัตรูที่ต้องกำจัดให้สิ้นซาก หลี่มู่เหวิน... ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าจะยอมแลกสัจธรรมของท่านกับซากศพของศิษย์ข้า?”
เสียงหวานเย็นชาดุจน้ำค้างแข็งจากยอดเขาสูงเสียดฟ้าดังขึ้น ท่ามกลางเสียงกระบี่ที่สั่นระริกอยู่ในฝักของบุรุษหนุ่มชุดดำนัยน์ตาคมกริบดั่งกระบี่ที่ผ่านการเจียระไนด้วยเลือด
หลี่มู่เหวินมิได้หันไปมองเจ้าของเสียง เขายืนตระหง่านอยู่บนลานหินอ่อนที่บัดนี้แตกร้าวเป็นทางยาว เลือดสีแดงฉานจากเหล่าศิษย์สำนักเหมันต์ที่บังอาจขวางทางเขาพรมลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลนจนกลายเป็นสีชาดน่าสะพรึงกลัว เบื้องหน้าของเขาคือมหาค่ายกล ‘พันเหมันต์ทลายวิญญาณ’ ที่กำลังหมุนวนด้วยไอเย็นเยือกแข็งจนอากาศบิดเบี้ยว
“เซียนหานเยว่... ท่านก็รู้ดีว่ากฎเกณฑ์ของสำนักท่านเป็นเพียงโซ่ตรวนที่ผูกมัดหัวใจที่ควรจะเสรี” หลี่มู่เหวินกล่าวเรียบเฉย แววตาของเขาไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ ทว่าลึกลงไปในนัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นกลับมีความรวดร้าวที่ซ่อนเร้น “ข้าไม่ได้มาเพื่อสังหารใคร แต่หากวิถีกระบี่ของข้าต้องอาบเลือดเพื่อเปิดทางสู่ความจริง... ข้าก็ไม่ลังเลที่จะเป็นผู้รังสรรค์มัน”
“โอหัง!” หานเยว่สะบัดชายผ้าคลุมสีขาวดุจหิมะ กลิ่นอายพลังเซียนระดับบรรพกาลทะลักทลายออกมาจากร่างนาง หิมะที่เคยโปรยปรายอย่างเชื่องช้าพลันเปลี่ยนเป็นคมกระบี่น้ำแข็งนับหมื่นเล่มพุ่งตรงเข้าหาหลี่มู่เหวิน
*เคร้ง!*
เสียงเหล็กกระทบกันดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขา หลี่มู่เหวินเพียงขยับข้อมือ กระบี่ในฝักก็ปรากฏออกมาเพียงครึ่งเล่ม ประกายสีครามเจิดจ้าตัดผ่านม่านหิมะที่ถาโถมเข้ามาจนขาดสะบั้น พลังปราณกระบี่อันคมกริบสยบทุกความเย็นเยือกให้สลายกลายเป็นละอองไอ เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างหนักแน่น ทุกลมหายใจของเขาประสานเข้ากับจังหวะของวิถีกระบี่อย่างเป็นหนึ่งเดียว
“เหตุใดท่านจึงดื้อรั้นเช่นนี้?” หานเยว่ก้าวลงมาจากแท่นบัลลังก์หยก ดวงตาคู่สวยที่เคยเย็นชาบัดนี้สั่นไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าว นางคว้ากระบี่ประจำกายที่ทำจากผลึกน้ำแข็งหมื่นปีขึ้นมาตั้งรับ กระบี่ของนางคือสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ ส่วนกระบี่ของเขาคือสัญลักษณ์แห่งการล้างผลาญและเกิดใหม่
“เพราะหากข้าไม่ทำเช่นนี้ วัฏสงสารที่ท่านเฝ้าปกป้องก็จะกลายเป็นเพียงกรงขังที่รอวันผุพัง” หลี่มู่เหวินตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียว แรงปะทะของพลังปราณมหาศาลผลักดันให้ศิษย์สำนักเหมันต์ที่ล้อมอยู่ถอยกรูดไปคนละทิศละทาง
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด พื้นดินสั่นสะเทือน เลือดของจอมยุทธ์หลั่งรินราวกับหยาดฝนท่ามกลางพายุหิมะ หลี่มู่เหวินพลิ้วกายดุจเงาปีศาจ เขารับการโจมตีจากเซียนหานเยว่ที่รวดเร็วและแม่นยำดุจเข็มเย็บผ้า พลังเซียนของนางแฝงไว้ด้วยอำนาจการแช่แข็งที่พร้อมจะหยุดเวลาของทุกสรรพสิ่ง ทว่าบุรุษตรงหน้านางกลับทะลวงผ่านมันมาได้ด้วยวิถีกระบี่ที่ดุดันและไร้ขีดจำกัด
“ท่านเปลี่ยนไปมาก...” หานเยว่พึมพำขณะที่กระบี่ของทั้งคู่ค้างอยู่ที่กึ่งกลางลานประลอง ลมหายใจของนางเริ่มติดขัดจากพลังที่สูญเสียไป “มู่เหวิน ท่านไม่ใช่บุรุษที่ข้าเคยรู้จักที่ยอดเขาสุริยันอีกต่อไปแล้ว”
“คนเราย่อมต้องเปลี่ยนตามวิถีแห่งเต๋า... ท่านเองก็เช่นกัน หานเยว่” หลี่มู่เหวินกดกระบี่ลงเล็กน้อย สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงเพียงชั่วพริบตา แต่มันกลับเป็นความอ่อนโยนที่ชวนให้ใจหาย “วันนี้ ข้ามาที่นี่มิใช่ในฐานะศัตรู แต่ข้ามาเพื่อทำลายความเชื่อที่บิดเบี้ยวของสำนักท่าน... ก่อนที่เงาของ 'จ้าวแห่งความมืดมิด' จะกลืนกินหัวใจที่งดงามของท่านไปจนหมดสิ้น”
ทันใดนั้น ท้องฟ้าเหนือสำนักเหมันต์นิรันดร์พลันเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท สายฟ้าสีเลือดฟาดลงมากลางลานประลอง กลิ่นอายปีศาจที่เลวร้ายจนน่าสะอิดสะเอียนแผ่ซ่านออกมาจากรอยแยกของมิติที่เปิดออกเบื้องหลังบัลลังก์เซียน
เซียนหานเยว่เบิกตากว้าง นางสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในพลังปราณของตนเอง เสียงกระซิบที่คุ้นเคยเริ่มหลอกหลอนโสตประสาท นางหันไปมองข้างหลังด้วยความหวาดกลัวก่อนจะพบเงาร่างมหึมาที่กำลังก่อตัวขึ้นจากความแค้นของเหล่านักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ใต้สำนัก
“เจ้าหลอกข้า...” หานเยว่ทรุดลงกับพื้น กระบี่ในมือร่วงหล่น แววตาของนางค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน
หลี่มู่เหวินรีบพุ่งตัวเข้าไปคว้าตัวนางเอาไว้แน่น กระบี่ในฝักของเขาเริ่มแผ่รังสีแห่งการคุ้มครอง เขาไม่สนแล้วว่าสำนักเหมันต์จะพินาศอย่างไร สิ่งเดียวที่เขาแคร์ในเวลานี้คือวิญญาณของสตรีในอ้อมแขนที่กำลังถูกฉุดกระชากลงสู่ห้วงเหว
เขามองขึ้นไปยังรอยแยกมิติที่กำลังจะระเบิดออก ก่อนจะกระซิบข้างหูของนาง “หลับตาลงเสีย... ต่อให้สวรรค์ต้องดับสูญ ข้าก็จะลากเจ้ากลับมาสู่แสงสว่างด้วยกระบี่เล่มนี้เพียงลำพัง”
ทว่า ในวินาทีที่เขากำลังจะชักกระบี่ออกเพื่อปิดผนึกรอยแยกนั้นเอง ดาบสีดำทมิฬขนาดมหึมาเล่มหนึ่งก็พุ่งทะลุลงมาจากเมฆา ปักลงตรงหน้าของเขาอย่างแรงจนพื้นหินถล่มลงเป็นหลุมลึก พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ฟังดูคุ้นหูอย่างประหลาดดังขึ้นจากความมืดมิด
“หลี่มู่เหวิน... เจ้ามาช้าไปก้าวเดียวจริงๆ”
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
มังกรครามท่องภพ
กระบี่เดียวดายสยบเซียน สองเราข้ามวัฏสงสาร•ตอนที่ 2
หิมะโปรยในวันล่มสลาย
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายสยบเซียน สองเราข้ามวัฏสงสาร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!