กระบี่เดียวดายสยบเซียน สองเราข้ามวัฏสงสาร•ตอนที่ 1

รอยร้าวแห่งศิลาโบราณ

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
เสียงโลหะเสียดสีกันด้วยแรงกดมหาศาลดัง “แกรก” ราวกับเสียงกะโหลกศีรษะของทวยเทพที่กำลังปริแตก ภายในห้องโถงลับแห่งยอดเขาหมื่นกระบี่ อากาศรอบกายมิได้สงบเยือกเย็นดังเช่นธรรมชาติ หากแต่บิดเบี้ยวเป็นคลื่นระลอก คล้ายมิติเบื้องหน้ากำลังถูกฉีกกระชากด้วยคมมีดไร้รูปร่าง หลี่มู่เหวินยืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักหิน ปลายเท้าของเขากดทับอยู่บนศิลาโบราณจารึกอักขระมารที่ควรจะหลับใหลไปชั่วนิรันดร์ ทว่ายามนี้ รอยร้าวสีเลือดสายหนึ่งกำลังเลื้อยผ่านร่องหินราวกับอสรพิษมีชีวิต มันส่งเสียงขู่คำรามต่ำๆ ในลำคอ คล้ายพยายามตอกย้ำเตือนความทรงจำอันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังแห่งยุคบรรพกาล “เจ็ดร้อยปี... นานพอที่จะทำให้มนุษย์หลงลืมความหวาดกลัว แต่ยังน้อยเกินไปที่จะทำให้สัญชาตญาณของข้าด้านชา” น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอื้อnออกมาจากริมฝีปากของบุรุษชุดคลุมสีครามเข้ม ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่ไร้ฝักจับจ้องรอยร้าวบนพื้นศิลาไม่กะพริบ ปราณกระบี่อันบริสุทธิ์และเยียบเย็นแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาโดยไร้การควบคุม จนฝุ่นผงรอบกายถูกบดขยี้จนกลายเป็นจุล ในวิถีกระบี่ของผู้ฝึกตน ขอบเขตพลังมิได้วัดกันที่ปริมาณปราณในตันtian (ตันเถียน) หากแต่วัดกันที่ ‘เจตจำนง’ เจตจำนงกระบี่ของหลี่มู่เหวินในยามนี้แหลมคมจนแม้แต่ความว่างเปล่าก็ยังถูกกรีดเป็นรอยแผล รอยร้าวบนศิลาโบราณมิได้เป็นเพียงความเสียหายทางกายภาพ แต่มันคือสัญญาณชีพจรที่กลับมาเต้นระรำอีกครั้งของ ‘มัน’... ศัตรูผู้เคยเหยียบยยี่โลกเซียนจนโลหิตนองแผ่นดิน ทันใดนั้นเอง มิติเบื้องหลังเขาก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ละอองหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาอย่างเงียบเชียบ ดับกลิ่นอายคาวเลือดและไอสังหารในห้องโถงลงในพริบตา ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเมฆาเหมันต์ก้าวเดินออกมาจากความว่างเปล่า ทุกย่างก้าวที่นางเหยียบลงพื้น น้ำค้างแข็งได้ก่อตัวเป็นดอกบัวเหมันต์เบ่งบานและร่วงโรยในลมหายใจเดียว เซียนหานเยว่ เจ้าสำนักเหมันต์นิรันดร์ นางมาปรากฏกายอยู่เบื้องหลังหลี่มู่เหวินโดยไร้สุ้มเสียง ใบหน้างดงามล่มเมืองราวนางสวรรค์แกะสลักจากหยกขาวบริสุทธิ์ไร้ตำหนิ คิ้วเรียวโก่งดั่งคันศร ดวงตาดุจดั่งผืนน้ำในทะเลสาบน้ำแข็งที่ลึกล้ำและเย็นชา ทว่ายามนี้นัยน์ตาคู่นั้นกลับฉายแววความกังวลลึกซึ้งยามเมื่อกวาดสายตามองรอยร้าวสีเลือดบนพื้น “ท่านรู้สึกถึงมันแล้วเช่นกันใช่หรือไม่... มู่เหวิน” น้ำเสียงของนางไพเราะดุจเสียงพิณสวรรค์ ทว่าเจือความเยือกเย็นที่ทำให้ผู้คนหนสันหลังวาบ นางก้าวเข้ามาใกล้ แขนเสื้อกว้างพลิ้วไหวตามแรงลมปราณ “ค่ายกลผนึกมารเก้าสวรรค์ที่บรรพบุรุษร่วมกันสร้างไว้เมื่อเจ็ดศตวรรษก่อน กำลังเสื่อมสลายลงด้วยอัตราที่เร็วกว่าที่เราคาดการณ์ไว้สามปี” หลี่มู่เหวินไม่หันกลับไปมอง นางคือสตรีเพียงผู้เดียวในใต้หล้าที่สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาได้ สตรีผู้ซึ่งหัวใจถูกแช่แข็งด้วยกฎเกณฑ์อันโหดร้ายของสำนักเหมันต์นิรันดร์ แต่นางกลับยอมละทิ้งทุกสิ่งเพื่อก้าวข้ามวัฏสงสารมาเคียงข้างเขา ทว่าในยามวิกฤตเช่นนี้ ความใกล้ชิดมิอาจบรรเทาภาระอันหนักอึ้งที่พวกเขากำลังแบกรับไว้ได้ “มันมิได้เสื่อมสลายตามธรรมชาติ หานเยว่” หลี่มู่เหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี “มีคนจงใจใช้ ‘โลหิตเซียน’ หล่อเลี้ยงรอยร้าวนี้จากภายใน... มีหนอนบ่อนไส้อยู่ในแดนสวรรค์” คำกล่าวนี้ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจกลางห้องโถง เซียนหานเยว่ชะงักไปเล็กน้อย เปลือกตาปิดลงช้าๆ เพื่อซ่อนประกายความตกใจในแววตา นางเข้าใจความหมายของเขาดี โลหิตเซียนมิใช่สิ่งที่หาได้ทั่วไป ผู้ที่จะครอบครองและใช้มันทำลายค่ายกลบรรพกาลได้ ต้องเป็นยอดฝีมือระดับสูงในแดนสวรรค์ หรือไม่ก็... ผู้อาวุโสระดับสูงของนิกายใหญ่ที่ทรยศต่ออุดมการณ์ “ศัตรูเก่าของท่าน... ‘ราชาอสูรโลหิตโลกันตร์’ ฟื้นคืนชีพแล้วกระนั้นหรือ?” เซียนหานเยว่เอ่ยถาม เบือนสายตาจากรอยร้าวมาจ้องมองแผ่นหลังกว้างที่ตั้งตรงดั่งกระบี่เหล็กกล้าของบุรุษเบื้องหน้า “ยังไม่ใช่ตัวมัน” หลี่มู่เหวินส่ายหน้าช้าๆ แววตาคมกริบกวาดมองผ่านช่องหน้าต่างหินออกไปยังท้องนภาเบื้องนอก ที่ซึ่งเมฆหมอกสีดำทะมันทอดยาวปกคลุมเทือกเขาไกลโพ้น “นี่เป็นเพียง ‘เงา’ ของมัน แต่เงาย่อมสะท้อนตัวจริง... หากเราไม่รีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เมื่อร่างจริงของมันทะลวงผนึกออกมาได้ ทวีปเซียนแห่งนี้จะกลายเป็นทะเลเพลิงและซากศพอย่างแน่นอน” ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของคนทั้งสองและเสียง “จี๊ด... จี๊ด...” ของรอยร้าวบนศิลาที่ขยายตัวกว้างขึ้นทีละน้อย ราวกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากขุมนรก เซียนหานเยว่ก้าวเข้าไปประชิดร่างของหลี่มู่เหวินอีกก้าวหนึ่ง กลิ่นอายหอมเย็นบริสุทธิ์ดั่งดอกเหมันต์ลอยละล่องเข้าจมูก นางยื่นมือเรียวขาวดั่งหยกไปสัมผัสข้อศอกที่กำด้ามกระบี่แน่นของเขา สัมผัสแผ่วเบานั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยที่นางไม่เคยหยิบยื่นให้ผู้ใดในโลกหล้า “ไม่ว่าท่านจะเลือกเดินไปบนเส้นทางใด... ต่อให้ต้องเป็นศัตรูกับทวยเทพทั้งเก้าชั้นฟ้า หรือแบกรับบาปกรรมแห่งการสังหารล้างผลาญ หานเยว่ผู้นี้ก็จะก้าวเดินเคียงข้างท่าน ข้ามผ่านวัฏสงสารนี้ไปพร้อมกับท่าน” คำพูดของนางเรียบง่าย แต่มั่นคงดั่งขุนเขา ไร้ซึ่งความลังเลใดๆ แววตาที่มองมาที่เขามีเพียงความลึกซึ้งที่พร้อมจะแผดเผาทุกความหนาวเหน็บในยุทธภพ หลี่มู่เหวินหันกลับมาสบตากับนาง ดวงตาที่เคยเย็นชาดั่งกระบี่ไร้ใจพลันอ่อนแสงลงวบหนึ่ง มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยากยิ่ง มือหนายกขึ้นกุมมือเรียวเย็นเฉียบของนางไว้แน่น ไออุ่นจากฝ่ามือของเขาส่งผ่านไปถึงหัวใจของนาง “ข้าพึ่งพาวิถีกระบี่มาตลอดชีวิต... ไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่ต้องพึ่งพาหัวใจของสตรีเช่นเจ้า หานเยว่เอ๋ย เจ้าช่างโง่เขลานักที่เอาชีวิตมาผูกไว้กับคนจรจัดเช่นข้า” “ข้ามิได้โง่เขลา...” เซียนหานเยว่สบตาเขาอย่างแน่วแน่ ริมฝีปากบางเฉียบคลี่ยิ้มบางเบา งดงามจนราวกับหิมะแรกฤดูที่ทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุน “...ข้าเพียงแต่ฉลาดพอที่จะรู้ว่า ในโลกหล้าอันกว้างใหญ่นี้ มีเพียงกระบี่ในมือท่านเท่านั้น ที่สามารถปกป้องสิ่งที่ข้าปรารถนาได้” *เปรี้ยง!* ยังไม่ทันที่หลี่มู่เหวินจะได้เอื้อนเอวาใดตอบ เสียงคำรามกึกก้องราวนรกแตกก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นจากเบื้องล่างของภูเขาหมื่นกระบี่! พื้นศิลาโบราณใต้เท้าของทั้งสองระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แรงระเบิดของปราณมารสีโลหิตพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นลำแสงมหึมา แหวกเมฆหมอกบนนภาจนเกิดเป็นรอยแยกสีดำสนิท ลมพายุเกรี้ยวกราดพัดกระหน่ำจนตำหนักสั่นสะเทือน โซ่ตรวนทองคำโบราณที่ใช้ล่ามผนึกปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะขาดสะบั้นลงทีละเส้นด้วยเสียงอันน่าเวทนา ในวินาทีนั้นเอง ท่ามกลางเศษหินและละอองปราณมารที่กำลังฟุ้งกระจาย เงาร่างสีดำทมิฬร่างหนึ่งก็ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกของมิติ มันสวมเกราะกระดูกสีดำสนิท ดวงตาทั้งคู่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีเลือด และที่สำคัญที่สุด... ในมือของมันถือป้ายคำสั่งโบราณที่สลักตรายันต์ของ ‘สำนักกระบี่สวรรค์’ นิกายอันดับหนึ่งแห่งฝ่ายธรรมะ! หลี่มู่เหวินหรี่ตาลงคมกริบ ปราณกระบี่ในร่างระเบิดออกจนเสื้อผ้าปลิวสะบัด รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก “ดูท่า... หนอนบ่อนไส้ที่ข้าตามหา จะมิใช่ผู้อื่นไกล... แต่เป็นถึง ‘เจ้าสำนักกระบี่สวรรค์’ ผู้ผดุงคุณธรรมจอมปลอมผู้นั้นเองสินะ!” ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายสยบเซียน สองเราข้ามวัฏสงสาร นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%