"ถ้าทีมเราชนะรวดสามนัดติดต่อกัน... นายต้องเป็นคนเลี้ยงหนังฉัน พร้อมป๊อปคอร์นถังใหญ่ชีสไซส์ XL"
เสียงท้าทายของยัยตัวแสบเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผม ชัดเสียยิ่งกว่าเสียงนกหวีดหมดเวลาการแข่งขันบนสนามเสียอีก ใครจะไปคิดล่ะครับว่า ผู้จัดการทีมมือใหม่ที่วันๆ เอาแต่บ่นเรื่องงบประมาณผ้าขนหนูและน้ำดื่ม จะสามารถพลิกสถานการณ์ พาพลพรรคยัดห่วงมหาวิทยาลัยเก็บชัยชนะสามนัดซ้อนเหนือคู่แข่งระดับท็อปได้อย่างหมดจด
และตอนนี้... บิลใบเสร็จแห่งความปากพล่อยของกัปตันทีมหนุ่มหน้าตายอย่างผม ก็มาวางกองอยู่ตรงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ
กลิ่นอายความชื้นของสนามบาสเกตบอลยามค่ำคืน หลังการฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงเจือจางลงด้วยความเงียบสงบ ไฟดวงใหญ่บนเพดานถูกปิดลงครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงแสงสว่างสีส้มสลัวที่สาดส่องลงมาตรงกลางสนาม กรณ์เดินผิวปากแซวผ่านผมไปพร้อมกับตบบ่าเบาๆ สองที ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยรอยยعمเจ้าเล่ห์ที่อยากจะเอาลูกบาสอัดหน้าสักที
"โชคดีนะเพื่อน หนังรอบดึกระวังจะซึ้งจนเผลอจับมือผู้จัดการทีมเขาล่ะ"
"เงียบปากไปเลยไอ้กรณ์" ผมส่งเสียงลอดไรฟัน พลางปรายตามองเพื่อนสนิทที่หัวเราะร่วนแล้วเดินหายลับออกไปทางประตูลานจอดรถ ทิ้งให้ผมยืนเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะยิ่งกว่าตอนโดนเพรสซิ่งเต็มสนาม
ตรงม้านั่งข้างสนาม... ลินินกำลังก้มหน้าก้มตาเช็คตารางการซ้อมในแท็บเล็ต แสงสีฟ้าจากหน้าจอส่องกระทบใบหน้าเนียนใส เส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่รวบไว้ลวกๆ หลุดลุ่ยลงมาคลอเคลียข้างแก้ม ยัยนั่นสวมเสื้อฮู้ดตัวโคร่งสีเทากับกางเกงวอร์มสบายๆ แต่รัศมีแห่งความเหนือกว่ากลับแผ่ซ่านออกมาจนคนตัวสูงอย่างผมรู้สึกเหมือนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบตั้งแต่ยังไม่เริ่มเกม
เธอนั่นแหละครับ ต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดในชีวิตผมช่วงนี้
"มองอะไรอยู่ได้คุณกัปตัน หรือว่าคิดจะเบี้ยวข้อตกลง?"
เสียงใสเอ่ยขึ้นโดยที่เจ้าตัวยังไม่เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ ปลายนิ้วเรียวยังคงเลื่อนหน้าจอไปมาอย่างคล่องแคล่ว แต่รอยยิ้มมุมปากที่ยกขึ้นนิดๆ นั่นฟ้องชัดเจนว่าเธอกำลังสนุกกับการได้เห็นผมตกอยู่ในที่นั่งลำบาก
ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ยอมก้าวเท้าเข้าไปใกล้เงาร่างนั้นทีละก้าว เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบพื้นยางดังสะท้อนก้องในความเงียบ ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าเธอในระยะที่ใกล้เสียจนกลิ่นแชมพูอ่อนๆ ลอยเข้าจมูก
"ฉันไม่ใช่คนประเภทพูดแล้วคืนคำ" ผมตอบเสียงเรียบ พยายามรักษามาار์คความหน้าตายและเยือกเย็นเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แม้ว่าอัตราการเต้นของหัวใจในอกข้างซ้ายจะกระหน่ำรัวเหมือนเสียงกลองเพลก็ตาม "ตั๋วหนังสองใบ ป๊อปคอร์นชีสไซส์ XL ตามสัญญา... อยากดูเรื่องไหน เลือกมาสิ"
ลินินเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นเป็นประกายวิบวับราวกับเด็กสาวที่เพิ่งได้ของเล่นชิ้นโปรด เธอกะพริบตาปริบๆ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขยายกว้างขึ้นจนเห็นลักยิ้มจางๆ ที่ข้างแก้ม
"แน่ใจนะว่าจะไม่เบื่อ? หนังที่ฉันเลือกมันไม่ได้โรแมนติกหวานแหววแบบที่พวกนักกีฬาคลั่งความรุนแรงชอบดูหรอกนะ" เธอย้อนถาม น้ำเสียงเจือความท้าทายอย่างปิดไม่มิด
"ฉันไม่ใช่เด็กๆ ลินิน นำทางไปสิ" ผมตอบกลับสั้นๆ พลางควกุญแจรถในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต
สิบห้านาทีต่อมา รถเก๋งคันหรูของผมก็เคลื่อนตัวเข้ามาจอดในลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางเมือง บรรยากาศยามค่ำคืนค่อนข้างเงียบสงบเนื่องจากเป็นวันธรรมดา ผู้คนบางตาทำให้เราเดินเคียงคู่กันไปได้อย่างไม่ต้องเร่งรีบ ระหว่างทางเดินไปยังโรงภาพยนตร์ชั้นบน ความเงียบระหว่างเราไม่ได้น่าอึดอัดอย่างที่เคยเป็นในอดีต แต่มันกลับเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดบางอย่างที่ผมอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้
และแล้ว... ความเป็นสุภาพบุรุษที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กก็ทำงานอัตโนมัติ
เมื่อเราเดินผ่านโซนขายของกินเล่นหน้าโรงหนัง ผมหันไปมองป๊อปคอร์นถังใหญ่ที่เธอเคยเอ่ยปากทวง "รออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวฉันไปซื้อให้"
ลินินกะพริบตาปริบๆ ทำท่าจะอ้าปากเถียง แต่ผมยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน "ผู้ชายที่ดีเขาไม่ปล่อยให้ผู้หญิงยืนต่อแถวรอซื้อของกินคนเดียวหรอกน่า... ยืนรอดีๆ อย่าซุ่มซ่ามไปชนใครเข้าล่ะ"
พูดจบผมก็ผละตัวเดินไปเข้าแถวซื้อป๊อปคอร์นและน้ำดื่มทันทียามที่หางตาเหลือบไปเห็นรอยยิ้มบางๆ ที่ระบายอยู่บนใบหน้าของเธอ หัวใจเจ้ากรรมก็พลانกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้... ให้ตายสิ ผมกำลังแพ้รอยยิ้มของผู้จัดการทีมตัวเองจริงๆ หรือนี่?
ไม่นานนัก ผมก็กลับมาพร้อมกับถังป๊อปคอร์นชีสกลิ่นหอมกรุ่นในมือซ้าย และแก้วน้ำอัดลมในมือขวา ลินินรับถังป๊อปคอร์นไปถือไว้ด้วยสองมือ ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับเมื่อสูดกลิ่นหอมเข้าไปเต็มปอด
"อื้มมม กลิ่นชีสเตะจมูกใช้ได้เลยนี่คุณกัปตัน สอบผ่านในฐานะสารถีย์และคนซื้อของกิน" เธอยิ้มหวานจนตาหยี
"เลิกกวนประสาทฉันสักที แล้วเดินเข้าโรงได้แล้ว หนังจะเริ่มฉายอยู่แล้ว" ผมเอ็ดเบาๆ พลางผายมือให้เธอเดินนำเข้าไปด้านใน
ภายในโรงภาพยนตร์มืดสนิท มีเพียงแสงสว่างจากจอภาพขนาดใหญ่ที่กำลังฉายตัวอย่างภาพยนตร์อยู่ เราเลือกที่นั่งโซนกลางๆ ค่อนไปทางด้านหลัง ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็นจอภาพได้ชัดเจนที่สุด ป๊อปคอร์นถังใหญ่ถูกวางไว้ตรงที่วางแขนตรงกลางระหว่างเราสองคน
ทว่า... ความเงียบสงบภายในโรงหนังกลับทำให้สัมผัสการมีตัวตนของคนข้างกายชัดเจนขึ้นเป็นทวีคูณ
ทุกครั้งที่ผมเอื้อมมือลงไปหยิบป๊อปคอร์นในถัง ปลายนิ้วของผมมักจะบังเอิญไปสัมผัสโดนหลังมือเรียวของเธออยู่เสมอ และทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น ลินินจะชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองผมในความมืด แสงสีสะท้อนจากจอภาพยนตร์สาดส่องลงบนใบด้านข้างของเธอ เผยให้เห็นขนตางอนยาวที่ทาบทับลงบนเปลือกตาและริมฝีปากอิ่มที่เม้มเข้าหากันน้อยๆ
บรรยากาศรอบตัวเริ่มอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างน่าประหลาด ทั้งที่แอร์ในโรงหนังค่อนข้างเย็นจัด หัวใจของผมเต้นแรงเสียจนกลัวว่าคนข้างๆ จะได้ยินเสียงมัน
ความอดทนของผมขาดผึ่งลงในวินาทีที่ภาพยนตร์ดำเนินมาถึงฉากดราม่าเคล้าน้ำตา เสียงดนตรีประกอบบรรเลงแผ่วเบา ขณะที่ตัวละครเอกในจอภาพกำลังสารภาพความในใจต่อกันอย่างซาบซึ้ง
ผมหันไปมองเสี้ยวหน้าของลินินที่กำลังจ้องมองจอภาพตาไม่กระพริบ และจังหวะนั้นเอง... มือขวาของเธอที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบป๊อปคอร์น ก็ควานไปโดนมือของผมที่วางอยู่บนที่วางแขนพอดิบพอดี
ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอส่งผ่านเข้ามาในความเย็นเฉียบของห้องแอร์ ลินินสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันขวับมามองผม ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นในความมืด
ทว่า... ไม่มีใครยอมชักมือกลับ
ผมขยับตัวเข้าหาเธอเล็กน้อย กลิ่นกายหอมสะอาดลอยวนอยู่ปลายจมูก ดวงตาคมกริบจ้องลึกลงไปในนัยน์ตาคู่สวยที่สะท้อนภาพใบหน้าของผมอยู่ภายในนั้น ความเงียบงันระหว่างเราเต็มไปด้วยแรงกดดันทางอารมณ์ที่รุนแรงยิ่งกว่าการแข่งบาสเกตบอลรอบชิงชนะเลิศ
"ลินิน..." ผมเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่ทุุ่มต่ำกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว
คนถูกเรียกเม้มริมฝีปากแน่น ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอผมจนรู้สึกวูบวาบ เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ทว่าริมฝีปากกลับขยับเอื้อuเอ่ยคำพูดที่เกือบจะกระชากสติผมให้หลุดลอย
"นาย... เรียกชื่อฉันทำไม..."
เสียงของเธอแผ่วเบาราวกับกระซิบ แต่มันกลับดังชัดเจนก้องอยู่ในหัวใจของผม บรรยากาศรอบตัวบีบคั้นจนแทบไม่เหลือช่องว่าง ระยะห่างระหว่างใบหน้าของเราลดลงเหลือเพียงแค่คืบเดียว ปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่รำไร
ทว่า... ในวินาทีที่ผมกำลังจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้กว่านั้นเพื่อทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ...
*ครืดดดด!*
เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของผมก็สั่นสะเทือนขึ้นอย่างกะทันหัน ทำลายบรรยากาศสีชมพูละมุนจนย่อยยับในพริบตา!
ลินินสะดุ้งสุดตัว รีบชักมือกลับราวกับโดนไฟลวกแล้วหันขวับกลับไปมองจอหนังทันที ขณะที่ผมกัดกรามกรอดด้วยความหงุดหงิดขั้นสุด มือขวาควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าด้วยความรำคาญใจก่อนจะดึงมันออกมาเพื่อกดตัดสาย
แต่ทว่า... ทันทีที่หน้าจอเรืองแสงขึ้น ดวงตาของผมก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอสายเรียกเข้า ไม่ใช่ใครที่ไหน...
แต่มันคือเบอร์โทรศัพท์ของ "แม่" ที่โทรข้ามประเทศมาดึกดื่นในเวลาแบบนี้!
---
(โปรดติดตามตอนต่อไป ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับความซึนของกัปตันธามและยัยลินินด้วยนะครับ!)
เซียนบาสหน้าตายกับยัยผู้จัดการทีมตัวแสบ•ตอนที่ 8
เดิมพันตั๋วหนังนัดล้างตา
ผลงานโดย สแลมดังก์สื่อรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สแลมดังก์สื่อรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนบาสหน้าตายกับยัยผู้จัดการทีมตัวแสบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!