กลิ่นอายจางๆ ของกระดาษเก่าและหมึกซึมราคาแพงยังคงลอยอบอวลอยู่ในห้องทำงานคับแคบ ทว่ายามนี้ เสียงคลิกเบาๆ ของแป้นพิมพ์เวทมนตร์จากระบบวิเคราะห์อัจฉริยะกลับเงียบลงแล้ว หลังจากที่ผม—กันตพัฒน์ หรือที่ใครหลายคนในกองปราบเรียกว่า 'นักสืบแว่นขยาย'—เพิ่งสะสางกองเอกสารคดีฆาตกรรมอำพรางในเขตสามเสร็จสิ้นลงไปหมาดๆ
หน้าต่างสถานะโปร่งแสงสีฟ้าครามลอยเคว้งอยู่ตรงหน้า แสดงผลค่าประสบการณ์ที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนความสำเร็จระดับ A ที่ดังติ๊งเบาๆ ในโสตประสาท
[ ตรวจพบการไขปริศนาเสร็จสิ้น: ปริศนาฆาตกรรมกล่องดนตรีมรณะ ]
[ รางวัล: แต้มทักษะเนตรตรรกะ +500, สิทธิ์ปลดล็อกคลังสมุนไพรระดับกลางของอาจารย์ลินิน ]
[ สถานะปัจจุบันของร่างกาย: ความเหนื่อยล้าสะสม 42% (แนะนำให้พักผ่อนเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการประมวลผล) ]
ผมถอดแว่นสายตากรอบเงินออกอย่างไร้เรี่ยวแรง ใช้ปลายนิ้วมือนวดคลึงหว่างคิ้วเบาๆ เพื่อขับไล่ความตึงเครียดที่เกาะกุมอยู่ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา การไขคดีแต่ละครั้งไม่เคยง่ายเลย ยิ่งต้องอาศัยตรรกะที่เฉียบคมและระบบวิเคราะห์ที่แม่นยำเท่าไหร่ พลังงานชีวิตและสมาธิก็ยิ่งถูกสูบฉีดออกไปมากเท่านั้น
"ถ้ายังฝืนใช้เนตรตรรกะต่ออีกสิบนาที ผมเกรงว่าคุณจะต้องเปลี่ยนสถานะจาก 'นักสืบอัจฉริยะ' ไปเป็น 'ศพหนุ่มผู้ขยันขันแข็งที่สุดในโรงพยาบาล' แทนนะครับ, คุณกันตพัฒน์"
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นเหนือหัว พร้อมกับสัมผัสอุ่นๆ ของผ้าขนหนูชุบน้ำหมาดที่บรรจงซับลงบนขมับของผมอย่างเบามือ ผมไม่ต้องลืมตาก็รู้ว่าเป็นใคร—สารวัตรคิมหันต์ ผู้ชายที่มักจะปรากฏตัวในยามที่ผมเกือบจะล้มพับลงไปกับกองเอกสารเสมอ
ผมลืมตาขึ้น ปรับโฟกัสภาพตรงหน้าให้ชัดเจน ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นถึงข้อศอกกำลังยืนโน้มตัวลงมาใกล้ ระยะห่างระหว่างเราในตอนนี้ใกล้ชิดเสียจนผมได้กลิ่นหอมสะอาดๆ ของสบู่สมุนไพรที่อาจารย์ลินินเป็นคนปรุงให้เขาโดยเฉพาะ
"ผมยังไหวครับสารวัตร... อีกนิดเดียวบันทึกคดีนี้ก็จะสมบูรณ์แล้ว" ผมฝืนยิ้มบางๆ
"ไหวอะไรกัน หน้าซีดเป็นกระดาษขนาดนี้แล้ว" คิมหันต์ถอนหายใจเบาๆ แววตาคมกริบทอดมองผมด้วยความรู้สึกที่อ่านยาก มันไม่ใช่แค่ความห่วงใยในฐานะผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงาน แต่มันมีความลึกซึ้งบางอย่างซ่อนอยู่—ความคลั่งรักแบบเงียบเชียบที่เจ้าตัวพยายามปกปิด แต่ไม่เคยรอดพ้นจากระบบวิเคราะห์ของผมไปได้เลย (แม้ว่าบางครั้งผมแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องก็ตามที)
เขาวางกล่องอาหารพลาสติกใสสองกล่องลงบนโต๊ะทำงานที่รกเรื้อไปด้วยแฟ้มคดี กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวอบกระเทียมและซุปไก่ตุ๋นยาจีนโชยแตะจมูกทันทีที่ฝากล่องถูกเปิดออก ท้องของผมส่งเสียงร้องประท้วงขึ้นมาทันทีอย่างน่าอายจนผมต้องหลบสายตา
"อาจารย์ลินินฝากนี่มาให้ บอกว่าถ้าคุณยังดื้อไม่ยอมกินข้าว เธอจะเอา 'ยาล้างความทรงจำรสชาติเหมือนโคลนผสมดีเกลือ' มากรอกปากคุณแทนการทำกายภาพบำบัด" คิมหันต์พูดด้วยน้ำพักน้ำแรงที่เจือความขบขันเล็กน้อย ขณะเลื่อนกล่องข้าวมาตรงหน้าผม พร้อมกับส่งช้อนสเตนเลสที่เช็ดจนสะอาดเอี่ยมมาให้
ผมถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อก... อาจารย์ลินินผู้ลึกลับและทรงอำนาจคนนั้น มักจะมีวิธีลงโทษเด็กดื้อที่คาดเดาไม่ได้เสมอ และผมก็เคยลิ้มรสยาประหลาดของเธอมาแล้วครั้งหนึ่ง สมุนไพรวิเศษพวกนั้นต่อให้ฉลาดเป็นกรดแค่ไหนก็ไม่อยากลองเป็นครั้งที่สองหรอกครับ
"ฝากขอบคุณอาจารย์ด้วยนะครับ... ว่าแต่ สารวัตรทานมาหรือยังครับ?" ผมเงยหน้าขึ้นถาม ขณะตักข้าวอบกระเทียมคำโตเข้าปาก รสชาติกลมกล่อมและความร้อนอุ่นๆ ที่แผ่ซ่านไปทั่วท้องช่วยขับไล่ความเหน็บหนาวจากการใช้พลังสมองมาทั้งวันได้เป็นอย่างดี
"ผมรอทานเป็นเพื่อนคุณนี่แหละครับ" คิมหันต์ดึงเก้าอี้อีกตัวมานั่งลงข้างๆ ระยะห่างที่ใกล้ชิดทำให้ไหล่ของเราแนบชิดกันโดยไม่ต้องตั้งใจ เขานั่งมองผมเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก สายตาคู่นั้นไม่ได้ละไปจากใบหน้าของผมเลยแม้แต่น้อย
บรรยากาศในห้องทำงานยามค่ำคืนเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงช้อนกระทบกับกล่องพลาสติกเบาๆ ความเหนื่อยล้าจากการไล่ล่าคนร้ายและการถอดรหัสปริศนาอันซับซ้อนค่อยๆ มลายหายไป ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในทรวงอก หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย—ไม่ใช่เพราะความกลัวจากคดีฆาตกรรม แต่เป็นเพราะสัมผัสทางสายตาและไอร้อนจากตัวตนของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ต่างหาก
"อร่อยไหม?" คิมหันต์เอ่ยถามเสียงนุ่ม เมื่อเห็นผมชะงักไปนิด
"อร่อยครับ..." ผมตอบตามตรง พลางเหลือบมองเขา "ขอบคุณนะ... ที่คอยดูแลผมตลอด"
คิมหันต์นิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาคมคายคู่นั้นไหววับสะท้อนแสงไฟนีออนบนเพดาน ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จนผมรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่ปะทะเข้ากับแก้ม
"รู้ตัวไหมครับ... ว่าเวลาที่คุณไม่ได้ถือแว่นขยาย ไม่ได้วิเคราะห์คดี และทำหน้ามึนๆ แบบนี้น่ะ..." คิมหันต์กระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากหยักยกยิ้มเจ้าเล่ห์ "มันอันตรายต่อหัวใจของคนมองมากกว่าคดีฆาตกรรมซะอีกนะ"
ผมชะงักค้าง ช้อนในมือเกือบหลุดร่วง ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ระบบวิเคราะห์อัจฉริยะในหัวรันผลลัพธ์ด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงแจ้งเตือนเตือนภัยสีแดงแจ๋เตือนว่าอัตราการเต้นของหัวใจเกินขีดจำกัดปกติ แต่ทว่า... ยังไม่ทันที่ผมจะได้เรียบเรียงคำพูดเพื่อโต้แย้งความเจ้าเล่ห์ของสารวัตรหนุ่ม
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างเร่งรีบ ทำลายบรรยากาศสีชมพูจางๆ ให้แตกกระเจิงในพริบตา
ก่อนที่พวกเราจะอนุญาต ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกโดยฝ่ามือของใครบางคน ร่างของเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนเวทมนตร์ปีสามยืนหอบหายใจโยน ใบหน้าซีดเผือดราวกับเพิ่งไปเห็นผีมาหมาดๆ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
"วะ... วิกฤตแล้วครับคุณกันต์! สารวัตร!" เด็กหนุ่มละล่ำละลักพูดพลางชี้มือไปทางห้องเก็บสมุนไพรใต้ดินของอาจารย์ลินิน "ทะ... ทางเข้าคลังสมบัติต้องห้ามระดับ S ถูกเปิดออกแล้วครับ! และ... และไม่มีใครอยู่ในนั้น นอกจากเงาสัตว์อสูรบรรพกาลที่กำลังคำรามเรียกชื่อคุณอยู่ครับ!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาและลุ้นระทึกไปกับพวกเราเสมอนะครับ!
สืบจากแว่น ก็เจอแฟนคลั่งรัก•ตอนที่ 19
ช่วงเวลาพักผ่อนอันน้อยนิด
ผลงานโดย นักสืบแว่นขยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักสืบแว่นขยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สืบจากแว่น ก็เจอแฟนคลั่งรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!