“ปล่อยนาง!”
สุรเสียงก้องกังวานของหลินมู่หลานไม่ได้สั่นเครือแม้เพียงกระผีกริ้ว นางยืนตระหง่านอยู่กลางท้องพระโรง ชุดคลุมผ้าไหมสีเพลิงของนางพัดสะบัดตามแรงลมที่พุ่งผ่านประตูที่พังทลายเข้ามา ดวงตาหงส์คู่สวยจ้องเขม็งไปยังแม่ทัพในชุดเกราะสีดำทมิฬผู้นั้น มือของเขาที่บีบคอหญิงชราผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายมารดาของนางจนเขียวคล้ำนั้น เห็นชัดว่าเป็นคำสั่งที่ต้องการข่มขวัญกันให้แตกสลาย
“มู่หลาน... อย่า...” เสียงแหบพร่าของหญิงชราเล็ดลอดออกมาจากลำคอที่ถูกบีบ นางพยายามโบกมือห้ามด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิด
“เจ้าแม่ทัพหลวน ข้าบอกให้ปล่อยมือจากนาง!” หลินมู่หลานก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เสียงปลายรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนดังก้องกังวานราวกับเสียงกลองศึก “หรือว่าท่านลืมไปแล้วว่าที่นี่คือเขตพระราชฐานชั้นใน มิใช่สนามรบที่ท่านจะใช้กำลังโง่เขลามาตัดสินผู้ใดได้ตามอำเภอใจ”
แม่ทัพหลวนแสยะยิ้มที่มุมปาก แววตาไร้ซึ่งความเคารพต่อสตรีผู้กุมอำนาจหลังม่าน “ฮองเฮา... ท่านก็รู้ดีว่าสตรีผู้นี้มิใช่ใครที่ไหน แต่นางคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะเปิดโปง ‘รากเหง้า’ ที่เน่าเฟะของท่าน”
เขาเหวี่ยงร่างหญิงชรากระแทกกับพื้นหินจนเกิดเสียงดังสนั่น ก่อนจะควักม้วนกระดาษที่ปิดผนึกด้วยตราประทับสีชาดออกมาโยนแทบเท้าของนาง หลินมู่หลานก้มลงมอง สิ่งนั้นมิใช่จดหมายธรรมดา แต่มันคือตราประทับลับของตระกูลหลินที่สาบสูญไปพร้อมกับเหตุการณ์เพลิงไหม้เมื่อสิบปีก่อน
“เจ้าจะให้ข้าดูอะไรกันแน่” นางถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าในใจกลับเต้นรัวเหมือนกลองรบ
“จดหมายลับถึงศัตรูแผ่นดินอย่างไรเล่า” แม่ทัพหลวนหัวเราะร่า “ลายมือนี้... มิใช่ของมารดาของท่านหรอกหรือ ที่แอบส่งข่าวคราวการเคลื่อนไหวของกองทัพหลวงให้แก่แคว้นศัตรู เพื่อแลกกับความอยู่รอดของบุตรสาวเพียงคนเดียว!”
หลินมู่หลานนิ่งงัน หัวใจของนางราวกับถูกของมีคมกรีดแทง ความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับมารดาผู้แสนอ่อนโยนย้อนคืนมา แต่นางรู้ดีว่าศัตรูตรงหน้าจ้องจะใช้มารดาเป็นเครื่องมือทำลายล้างเกียรติยศของนาง กุ้ยเฟยหลินซูที่ซุ่มดูอยู่ในเงามืดหลังเสาต้นใหญ่เผยรอยยิ้มสมเพชออกมาอย่างปิดไม่มิด
“เจ้าแต่งเรื่องขึ้นมาเองทั้งสิ้น” หลินมู่หลานหยิบจดหมายขึ้นมา มือของนางสั่นเพียงเล็กน้อยก่อนจะบังคับให้มันหยุดนิ่ง “ตราประทับนี้ปลอมแปลงได้ง่ายดายนัก ท่านแม่ทัพ... ท่านคิดว่าฮ่องเต้จะเชื่อคำกล่าวอ้างของสุนัขรับใช้ที่เพิ่งหักหลังนายเก่าได้งั้นหรือ?”
“นางมิได้โกหกหรอก หลินมู่หลาน”
สุรเสียงที่ทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านหลัง จ้าวเหวินหลงก้าวออกมาจากเงามืดของเสาใหญ่ ใบหน้าของเขาเรียบเฉยจนไม่อาจเดาใจได้ แต่แววตานั้นกลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย เขาปรายตามองหญิงชราที่นอนจมกองเลือดบนพื้น ก่อนจะหันมาสบตากับนางด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
“ฝ่าบาท...” หลินมู่หลานเอ่ยเรียกแผ่วเบา
“เจ้าพยายามปิดบังข้ามานานเหลือเกิน เรื่องที่ตระกูลหลินมีส่วนพัวพันกับการทรยศ” จ้าวเหวินหลงเดินผ่านหน้านางไปช้าๆ กลิ่นอายของความกดดันแผ่ซ่านไปทั่วท้องพระโรง “จดหมายฉบับนี้มีรอยตราประทับที่สลักขึ้นด้วยหยกเลือดมังกร ซึ่งมีเพียงตระกูลของเจ้าเท่านั้นที่ครอบครอง”
“หม่อมฉันไม่ทราบเรื่องนี้!” นางสวนกลับทันควัน สายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของบุรุษที่นางเคยไว้ใจ “ฝ่าบาททรงทราบดีว่าตระกูลหลินถูกกำจัดไปจนหมดสิ้น หากจะมีผู้ใดครอบครองหยกนี้อยู่... ก็คงจะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการตายของพวกเขา!”
นางหันขวับไปมองกุ้ยเฟยหลินซูที่เพิ่งก้าวออกมาจากเงาของเสา นางผู้นั้นกำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างเสแสร้ง ราวกับตนเองเป็นผู้ถูกกระทำเสียเต็มประดา
“มู่หลาน... เจ้าช่างใจดำนัก แม้แต่ตอนนี้เจ้ายังจะโยนความผิดให้พี่สาวอย่างข้าหรือ” หลินซูเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าเพียงต้องการปกป้องราชบัลลังก์ ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะกล้าทำลายล้างแผ่นดินเพื่ออำนาจมืดของครอบครัว”
“เงียบปาก!” หลินมู่หลานตวาด แววตาดุดันราวกับพยัคฆ์ร้าย “ข้าจะตรวจสอบจดหมายฉบับนี้ด้วยตัวเอง หากมันเป็นของจริง ข้าจะยอมรับโทษทัณฑ์ด้วยชีวิต แต่หากมันเป็นของปลอมที่เจ้าเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา... ข้าจะทำให้เจ้าได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานยิ่งกว่าที่มารดาข้าได้รับเป็นร้อยเท่า!”
นางก้าวเข้าไปหากุ้ยเฟยหลินซูอย่างไม่เกรงกลัว ทว่าทันใดนั้น จ้าวเหวินหลงกลับคว้าข้อมือของนางไว้แน่น แรงบีบนั้นมากพอจะทำให้กระดูกของนางร้าวระบม เขากระซิบข้างหูนางด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนคนอื่นมิอาจได้ยิน
“หยุดเสียมู่หลาน... เจ้ากำลังเดินเข้าสู่กับดักของนาง”
หลินมู่หลานชะงัก สายตาสบกันครู่หนึ่ง นางเห็นความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากฮ่องเต้ผู้ไร้หัวใจ แต่ในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยตอบ เสียงของกงกงคนสนิทก็ดังขึ้นจากหน้าประตูท้องพระโรงด้วยความตื่นตระหนก
“ฝ่าบาท! แม่ทัพใหญ่แดนเหนือส่งม้าเร็วมาด่วน! ค่ายทหารตระกูลหลินที่เหลืออยู่... ได้ทำการก่อกบฏและประกาศตัวเข้ายึดหัวเมืองทางทิศตะวันตกแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ทุกคนในห้องหยุดนิ่งราวกับถูกสาป หลินมู่หลานหน้าถอดสี นี่คือสิ่งที่นางกลัวที่สุด แผนการที่ใครบางคนต้องการบีบให้นางกลายเป็นกบฏโดยที่นางไม่เคยรู้เรื่องรู้ราวด้วยซ้ำ
ทว่าก่อนที่เหตุการณ์จะวุ่นวายไปมากกว่านี้ หญิงชราที่นอนอยู่บนพื้นกลับหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น นางยันตัวขึ้นอย่างยากลำบาก แล้วหยิบเข็มพิษที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อปักลงบนพระหัตถ์ของจ้าวเหวินหลงที่กำลังจับมือหลินมู่หลานอยู่!
ฮ่องเต้กระอักเลือดออกมาคำโตท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในห้อง หลินมู่หลานเบิกตากว้าง เมื่อหันกลับไปมองหญิงชราผู้นั้น นางกลับเผยรอยยิ้มที่อำมหิตผิดกับใบหน้าของมารดาของนางอย่างสิ้นเชิง
“ข้ามิใช่คนของตระกูลหลิน... และจดหมายนี้ มิใช่จดหมายทรยศ... แต่เป็นคำสั่งตายที่ลงนามโดยฮ่องเต้องค์ก่อนที่เจ้าพยายามจะปกป้องอย่างไรเล่า มู่หลาน!”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับ "ไป๋เหลียนฮวา" ในบทที่เข้มข้นที่สุดนี้ แล้วพบกันในตอนหน้าค่ะ!
เล่ห์รักหงส์สังหาร: บัลลังก์เลือดสะเทือนรัก•ตอนที่ 32
จดหมายลับถึงศัตรู
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักหงส์สังหาร: บัลลังก์เลือดสะเทือนรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!