เล่ห์รักหงส์สังหาร: บัลลังก์เลือดสะเทือนรัก•ตอนที่ 20

เพลิงพิโรธ

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
“ฝ่าบาท... พระองค์ทรงมาทำอะไรในเงามืดเช่นนี้เพคะ” น้ำเสียงของหลินมู่หลานราบเรียบ ทว่าสั่นไหวเพียงเสี้ยวนาทีที่นางพยายามประคองสติให้มั่นคงท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับ นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบของบุรุษตรงหน้า มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเย็นวาบที่แล่นผ่านสันหลังเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความระแวดระวังขั้นสูงสุด จ้าวเหวินหลงไม่ตอบในทันที เขาก้าวออกมาจากเงามืดของต้นสนใหญ่ แสงจันทร์ยามดึกสะท้อนบนใบหน้าหล่อเหลาที่ฉายแววราวกำลังชั่งใจบางอย่าง “หากเจ้าเดินออกมาให้พ้นเขตตำหนักในยามวิกาลเพื่อแอบฟังความลับของผู้อื่น เจ้าก็ควรจะเตรียมคำแก้ตัวที่ฟังขึ้นกว่านี้มาสักหน่อยนะ มู่หลาน” “หม่อมฉันไม่ได้แอบฟัง หม่อมฉันเพียงแต่มาเดินรับลม... ในที่ที่ลมสงบที่สุด” นางยอกย้อน สายตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย “แล้วพระองค์เล่าเพคะ? หรือการเสด็จยามวิกาลของโอรสสวรรค์คือการมาซุ่มดูว่าสนมคนไหนจะทำตัวผิดระเบียบ?” จ้าวเหวินหลงแค่นหัวเราะในลำคอทว่าดวงตายังคงว่างเปล่า เขาขยับเข้ามาใกล้จนมู่หลานได้กลิ่นจางๆ ของไม้กฤษณาและกลิ่นอายคาวเลือดที่ลอยมากับลมหนาว “ข้าแค่มาดู... ว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดของข้า ยังรู้จักซ่อนคมได้ดีพอหรือไม่ก่อนที่พายุจะมาถึง” ทว่าก่อนที่มู่หลานจะได้โต้ตอบ พลันเกิดเสียงผิดปกติจากทิศทางของตำหนักของนาง—เสียงแตกของไม้แห้งและประกายไฟสีส้มที่โชติช่วงขึ้นกลางความมืดมิดในชั่วพริบตา กลิ่นควันไฟฉุนกึกพุ่งเข้าปะทะจมูกของคนทั้งสองจนมู่หลานเบิกตากว้าง “ตำหนักข้า!” นางไม่รอฟังคำอนุญาต หมุนตัววิ่งฝ่าความมืดตรงไปยังตำหนักของตนทันที ความตื่นตระหนกทำให้หัวใจเต้นรัวดั่งกลองศึก ยิ่งใกล้ถึงตัวตำหนัก แสงไฟสีแดงฉานก็ยิ่งสว่างวาบขึ้นราวกับปีศาจที่กำลังเริงระบำ กลืนกินหน้าต่างบานไม้และผ้าม่านไหมลงไปอย่างหิวกระหาย เมื่อไปถึง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือความโกลาหล ข้ารับใช้หลายคนกำลังวิ่งพล่านถือถังน้ำสาดใส่เปลวเพลิงที่ลุกลามอย่างรวดเร็วผิดปกติ กุ้ยเฟยหลินซูยืนโดดเด่นอยู่หน้าตำหนักข้างๆ นางสวมชุดคลุมสีม่วงเข้ม ใบหน้างามสะพรั่งนั้นดูตกใจจนเกินจริง แววตาของนางที่มองมาทางมู่หลานมีประกายแห่งความสมเพชปนอยู่ลึกๆ “มู่หลาน! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” กุ้ยเฟยหลินซูตะโกน เสียงนั้นแหลมสูงและสั่นเครือ “ข้าเห็นควันไฟจึงรีบมาดู โชคดีที่เจ้าไม่ได้อยู่ในนั้น!” มู่หลานหยุดยืนนิ่ง ฝ่ามือที่แตะขอบประตูหินเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง นางมองผ่านเปลวเพลิงเข้าไปเห็นมุมห้องที่นางมักใช้ซ่อนบันทึกและร่องรอยการสืบคดีการตายของมารดาถูกไฟเผาผลาญจนแทบไม่เหลือชิ้นดี นี่ไม่ใช่เหตุบังเอิญ... กลิ่นของน้ำมันสนที่อบอวลปนกับควันไฟมันชัดเจนเกินไป “ขอบพระทัยกุ้ยเฟยที่ห่วงใยเพคะ” มู่หลานตอบกลับ เสียงของนางนิ่งสงบจนน่าขนลุก นางหันไปสบตากับจ้าวเหวินหลงที่เพิ่งก้าวตามมาถึง สายตาของเขาไม่ได้มองไปที่ไฟ แต่กลับกวาดมองผู้คนที่ยืนล้อมรอบด้วยความระแวดระวัง “ใครเป็นเวรยามเฝ้าหน้าตำหนักในคืนนี้?” ฮ่องเต้เอ่ยเสียงเย็นเยียบ กดดันจนทุกคนรอบข้างสั่นสะท้าน “ทูลฝ่าบาท... พวกเขาสลบไปเพคะ ดูเหมือนจะถูกวางยาในน้ำชาที่นำไปส่งให้ช่วงหัวค่ำ” สนมชั้นผู้น้อยคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ มู่หลานก้าวเข้าไปใกล้กุ้ยเฟยหลินซู รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนมุมปากนาง ทั้งที่ดวงตายังคงกรุ่นด้วยเพลิงโทสะ “กุ้ยเฟยเพคะ พระองค์ช่างมีสัมผัสที่ไวเหลือเกิน ในขณะที่คนทั้งวังหลับใหล พระองค์กลับเห็นควันไฟจากตำหนักไกลๆ ได้รวดเร็วนัก นับว่าเป็นบุญของหม่อมฉันจริงๆ ที่มีเพื่อนบ้านที่ใส่ใจเช่นพระองค์” กุ้ยเฟยหลินซูชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะฝืนยิ้ม “พี่น้องในวังหลังย่อมต้องดูแลกัน มู่หลานเจ้าอย่าได้ระแวงไปเลย” “หม่อมฉันไม่ได้ระแวงเพคะ... หม่อมฉันเพียงแค่สงสัยว่า หากไฟไหม้ตำหนักข้าได้ง่ายดายเช่นนี้ ตำหนักของผู้อื่น... จะปลอดภัยกว่ากันมากน้อยเพียงใด” มู่หลานเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะหันไปสบตาฮ่องเต้ ทว่าในจังหวะนั้นเอง เปลวไฟที่กำลังจะดับลงกลับปะทุขึ้นมาอีกครั้งด้วยแรงระเบิดจากกล่องไม้แกะสลักที่มู่หลานเก็บไว้ใต้เตียง กล่องที่บรรจุหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จะกระชากหน้ากากของผู้อยู่เบื้องหลังการตายของมารดานางให้เปิดออก เสียงระเบิดดังสนั่นจนร่างของทุกคนสะดุ้ง มู่หลานรีบพุ่งตัวจะเข้าไปในเปลวไฟ แต่ถูกจ้าวเหวินหลงคว้าแขนไว้แน่นแรงบีบนั้นหนักหน่วงและเด็ดขาด “เจ้าจะตายรึไง!” จ้าวเหวินหลงตวาด สายตาเขามืดมิดดั่งขุมนรก “ปล่อยหม่อมฉัน! หลักฐานนั่น...” นางตะโกนแข่งกับเสียงไฟที่คำราม ทันใดนั้นเอง เงามืดที่ยืนปะปนอยู่กับกลุ่มข้ารับใช้ด้านหลังก็ขยับกายอย่างรวดเร็ว เขาคนนั้นก้าวออกมาพร้อมกับถือบางอย่างที่เพิ่งหยิบออกมาจากเศษซากของกองไฟ—มันเป็นห่อผ้าที่มีคราบเลือดแห้งกรัง ซึ่งเป็นหลักฐานที่มู่หลานพยายามปกปิดมาตลอด แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... ชายผู้นั้นกลับถอดผ้าคลุมหน้าออกเผยให้เห็นใบหน้าของผู้ที่ทุกคนในที่นี้จำได้ดีว่าเป็น "องครักษ์เงา" ของฝ่าบาทเอง! มู่หลานตัวแข็งทื่อ สายตาของนางเลื่อนจากหลักฐานในมือองครักษ์มาที่จ้าวเหวินหลงด้วยความรู้สึกที่พังทลาย "ฝ่าบาท..." นางเค้นเสียงออกมาได้เพียงแค่นั้น ก่อนที่เสียงของจ้าวเหวินหลงจะกระซิบข้างหูด้วยความเย็นชาที่ทำให้นางแทบหยุดหายใจ "เจ้าคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้... เป็นฝีมือของใครกันแน่ มู่หลาน?" ไป๋เหลียนฮวาหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับเหตุการณ์ในตอนนี้นะคะ ขอบพระคุณที่ติดตามและเป็นกำลังใจให้กันเสมอมาค่ะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักหงส์สังหาร: บัลลังก์เลือดสะเทือนรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%