เล่ห์รักหงส์สังหาร: บัลลังก์เลือดสะเทือนรัก•ตอนที่ 30

เลือดนองวังหลวง

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
"เจ้าคิดว่าหมากตานี้... จะช่วยพลิกกระดานให้สกุลหลินได้จริงๆ หรือ, พระชายา?" น้ำเสียงนั้นทุ้มนุ่ม ทว่ากลับเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ฤดู กลิ่นอายความกดดันระดับที่ทำให้ทหารองครักษ์ผู้กล้าหาญยังต้องหลบสายตาแผ่ซ่านไปทั่วท้องพระโรงชั้นใน หลินมู่หลานสะท้านเฮือก เลือดในกายราวกับหยุดไหลไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น—ก่อนที่นางจะบังคับให้มันกลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็นตามเดิม ไม่ใช่เสียงของแม่ทัพหลวนซาน... แต่มันเป็นเสียงของคนที่ควรจะอยู่ในตำหนักเย็น และเป็นคนที่มู่หลานไม่มีวันคาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวอยู่ตรงนี้! ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมยาวปักลายมังกรห้าเล็บสีดำสนิทก้าวพ้นเงาสลัวของเสาหยกขาวทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ฝ่าพระบาทกระทบพื้นหินอ่อนเกิดเสียงก้องกังวานน่าสะพรึงกลัว พระพักตร์หล่อเหลาคมคายแต่ไร้รอยยิ้ม ดวงเนตรคมปลาบดั่งเหยี่ยวทอดมองลงมาจากเบื้องสูง จ้าวเหวินหลง... ฮ่องเต้ผู้ควรจะประทับอยู่ ณ ตำหนักไท่เหอเพื่อรับมือกับกองกำลังกบฏ ทว่าเวลานี้กลับมาประทับอยู่ ณ ที่แห่งนี้ พร้อมด้วยกองกำลังลับสวมชุดดำสนิทนับร้อยชีวิตที่กรูเข้ามาปิดล้อมทุกเส้นทางทางหนีทีไล่ไว้จนหมดสิ้น ความเงียบงันเข้าปกคลุมราวกับความตาย กลิ่นคาวเลือดจากซากศพของมือสังหารที่เพิ่งถูกปลิดชีพยังคงคละคลุ้งในอากาศ มู่หลานกำกระบี่ในมือแน่นจนข้อพระหัตถ์ขาวซีด สมองของนางหมุนวนอย่างรวดเร็วดั่งพายุหมุน หากจ้าวเหวินหลงอยู่ที่นี่ แล้วใครกันเล่าที่บัญชาการรบด้านนอก? หรือว่า... แผนการทั้งหมดถูกล่วงรู้ตั้งแต่ต้นแล้ว? "ฝ่าบาท..." มู่หลานย่อกายลงทำความเคารพอย่างช้าๆ ท่วงท่างดงามไร้ที่ติ แม้ในสถานการณ์ที่บีบคั้นถึงเพียงนี้ สติปัญญาและความเยือกเย็นของนางไม่เคยสั่นคลอน "หม่อมฉันเพียงมาทำความสะอาด... ขยะที่หลุดรอดเข้ามาในเขตพระฐานเท่านั้นเพคะ" จ้าวเหวินหลงไม่ตอบในทันที พระองค์เสด็จดำเนินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของนาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองสั้นเพียงลมหายใจ กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงอำนาจผสมผสานกับกลิ่นอายจางๆ ของสนิมเหล็กและชาชั้นดีลอยเข้าแตะนาสิก พระหัตถ์หนายื่นออกไปช้าๆ ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนปลายคางมนของมู่หลาน บังคับให้นางเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรโดยตรง "ขยะอย่างนั้นหรือ?" จ้าวเหวินหลงแย้มพระ오스(ยิ้ม) เยียบเย็นจนน่ากลัว "แล้วขยะที่เจ้าว่า... คือพวกของกุ้ยเฟยหลินซู หรือเป็นคนของตระกูลหลินของเจ้ากันแน่, มู่หลาน?" คำถามนั้นทิ่มแทงตรงเข้าสู่กลางใจ มู่หลานรู้สึกราวกับถูกเปลื้องผ้าทิ้งกลางลานประหาร ดวงตาคู่สวยจ้องมองลึกเข้าไปในดวงเนตรของพระองค์อย่างไร้ความหวาดกลัว นางไม่หลบตา แม้จะรู้ว่าความอวดดีนี้อาจแลกมาด้วยชีวิต "ฝ่าบาททรงปรีชาญาณ ย่อมรู้ดีว่าหม่อมฉันเลือกยืนอยู่ ณ จุดใด และเพื่อผู้ใด" มู่หลานเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ามั่นคง "หากหม่อมฉันต้องการหักหลังพระองค์ ป่านนี้จดหมายลับฉบับนั้นคงไปถึงมือของทางเหนือแล้ว... หาใช่ถูกเผาทำลายคามือเช่นนี้ไม่" พึ่บ! กระดาษแผ่นสุดท้ายที่เปื้อนคราบเลือดถูกโยนลงแทบพระบาทของจ้าวเหวินหลง มันคือหลักฐานการสมรู้ร่วมคิดระหว่างกุ้ยเฟยหลินซูและขุนนางกบฏชายแดน ที่มู่หลานเพิ่งแย่งชิงมาได้หมาดๆ ก่อนที่ความโกลาหลจะเกิดขึ้น จ้าวเหวินหลงก้มพระพักตร์ลงทอดพระเนตรแผ่นกระดาษนั้นเพียงชั่วครู่ ก่อนจะแค่นพระสรวลในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและร่องรอยของความเจ็บปวดลึกซึ้ง "เจ้าฉลาดเสมอ มู่หลาน... ฉลาดจนบางครั้งข้าอยากจะควักหัวใจเจ้าออกมาดูเสียจริงๆ ว่ามันทำด้วยอะไร" จ้าวเหวินหลงตรัสด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อยด้วยความกริ้ว "เจ้าคิดจะกำจัดหลินซูด้วยมือของตนเอง คิดจะล้างแค้นให้มารดาของเจ้าด้วยการเดินเกมบนกระดานเลือดนี้ โดยไม่เคยคิดเลยสินะว่า... หากเจ้าพลาดท่าขึ้นมา ข้าจะต้องทนมองเจ้าตายไปต่อหน้าต่อตาอีกครั้งหรืออย่างไร!" ประโยคนั้นทำให้มู่หลานชะงักงัน หัวใจที่เคยด้านชากลับกระตุกวูบ ความรู้สึกบางอย่างพุ่งชนเข้าที่หน้าอกจนจุกแน่น นางไม่เคยคิดว่าภายใต้หน้ากากของฮ่องเต้ผู้เย็นชาและไร้หัวใจผู้นี้ จะยังมีสายตาที่มองทะลุปรุโปร่งถึงบาดแผลในอดีตของนางได้ดีขนาดนี้ "หม่อมฉันไม่มีทางเลือก..." มู่หลานกระซิบเสียงแผ่ว ความเยือกเย็นเมื่อครู่ร้าวรานลงเล็กน้อย "ความแค้นของท่านแม่... เลือดที่หลั่งรินในตำหนักเย็นเมื่อสิบปีก่อน หากไม่ให้หม่อมฉันลงมือทวงคืนด้วยตนเอง แล้วจะให้รอความเมตตาจากสวรรค์หรือเพคะ?" "สวรรค์ไม่มีตา แต่ข้ามี!" จ้าวเหวินหลงตวาดกร้าว พระหัตถ์คว้าต้นพระกรของมู่หลานไว้แน่นจนเกิดรอยแดง แรงอารมณ์ที่ถูกกดทับมานานระเบิดออกมาในคราเดียว พระองค์ดึงร่างบางเข้าหาพระ1องค์จนแนบชิด ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียน "เจ้าคิดว่าที่ข้าปล่อยให้หลินซูเริงระบำอยู่จนถึงทุกวันนี้เพราะเหตุใด? เจ้าคิดว่ากองกำลังกบฏที่พวกมันซ่อนไว้ ข้าไม่รู้เรื่องเลยอย่างนั้นหรือ? มู่หลาน... เจ้าประเมินฮ่องเต้ผู้นี้ต่ำเกินไปแล้ว" จ้าวเหวินหลงตรัสชิดริมพระโอษฐ์ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดุดันและหวงแหน "ข้ากำลังจะกวาดล้างพวกมันทั้งหมดในคราเดียว... แต่เจ้า! เจ้ากลับใจร้อนสอดมือเข้ามาทำลายแผนการของข้าเกือบพินาศ!" มู่หลานเบิกตากว้างขึ้นทันที สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว—ที่แท้... แผนการกบฏครั้งนี้ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็น *หลุมพราง* ที่จ้าวเหวินหลงขุดรอไว้ล่อให้ปลาตัวใหญ่อย่างกุ้ยเฟยและขุนนางชั่วโผล่หางออกมาต่างหาก! และนาง... กลับกลายเป็นตัวป่วนที่เกือบจะทำให้ปลาตื่นหนีไปเสียก่อน "ถ้าเช่นนั้น..." มู่หลานพยายามตั้งสติ เสียงของนางกลับมาเรียบสนิทอีกครั้ง แม้หัวใจจะเต้นระรัว "หม่อมฉันก็คือ 'เหยื่อล่อ' ที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ฝ่าบาททรงมีมิใช่หรือเพคะ?" จ้าวเหวินหลงทอดพระเนตรสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งโกรธ ทั้งรัก ทั้งระอาใจ พระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้นเกลี่ยแก้มนวลแผ่วเบา สัมผัสที่เปลี่ยนจากความดุดันเป็นความอ่อนโยนกะทันหันทำให้มู่หลานเผลอกลั้นหายใจ "เจ้ากล้าหาญเกินไปแล้ว มู่หลาน... และความกล้าหาญนี้ จะทำให้เจ้าต้องชดใช้" จ้าวเหวินหลงโน้มพระพักตร์ลงกระซิบข้างพระ कर्ण (ใบหู) ของนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยประกาศิตที่ไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน "นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ห้ามก้าวออกนอกตำหนักของข้าแม้แต่ก้าวเดียว การชำระล้างวังหลวงครั้งนี้ ข้าจะเป็นผู้จัดการเอง... ส่วนเจ้า จงอยู่ดูจุดจบของพวกมันด้วยกันกับข้า ณ ที่ตรงนี้" มู่หลานเม้มริมฝีปากแน่น นางกำลังจะอ้าปากแย้ง ทว่าจู่ๆ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตูท้องพระโรง พร้อมกับเสียงรายงานของขันทีคนสนิทที่ดังแทรกเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก "กราบทูลฝ่าบาท! กองกำลังของกุ้ยเฟยหลินซูบุกมาถึงหน้าประตูตำหนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ! พวกมันอ้างว่า... อ้างว่าฮ่องเต้สวรรคตแล้ว และนำราชโองการปลอมมาเพื่อยึดอำนาจเด็ดขาด!" บรรยากาศในท้องพระโรงพลันเย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผุดขึ้นที่มุมพระโอษฐ์ของจ้าวเหวินหลง ในขณะที่มู่หลานกลับเหลือบไปเห็นเงาดำสายหนึ่งพุ่งวาบผ่านหน้าต่างกระจกสี—เงาของมือสังหารฝีมือฉกาจที่ไม่ได้มาจากกองกบฏทั่วไป แต่เป็นนักฆ่าเงาจากตำหนักลับของกุ้ยเฟยที่ถือลูกดอกอาบยาพิษเล็งตรงมาที่พระพักตร์ของฮ่องเต้! "ฝ่าบาท ระวัง!" มู่หลานไม่ทันคิดให้ [คลิฟฟางเกอร์โฮุก]: นางพุ่งเข้ากระชากพระองค์หลบวิถีลูกดอกอย่างไม่คิดชีวิต ทว่าเสียง *ฉึบ!* กลับดังขึ้นพร้อมกับความเจ็บปวดแปลบที่หัวไหล่ขวา ร่างบางเซถอยหลังล้มลงในอ้อมพระกรของจ้าวเหวินหลงที่คว้าตัวนางไว้ได้ทัน ดวงเนตรคมของฮ่องเต้เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรกเมื่อทอดพระเนตรเห็นเลือดสีดำสนิทที่ค่อยๆ ซึมเปื้อนอาภรณ์สีเข้มของสตรีในอ้อมกอด ขณะที่ประตูท้องพระโรงถูกพังกระแทกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของกุ้ยเฟยหลินซูที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มแห่งชัยชนะบนใบหน้าอันงดงาม! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้อย่างเสมอมานะคะ!
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักหงส์สังหาร: บัลลังก์เลือดสะเทือนรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%