“หากท่านคิดว่าการสังหารสนมเอกเพียงคนเดียวจะทำให้บัลลังก์ของฝ่าบาทสั่นคลอนได้ ท่านก็ดูแคลนสติปัญญาของ ‘จ้าวเหวินหลง’ เกินไปแล้ว ท่านแม่ทัพ”
เสียงราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึกของหลินมู่หลานดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิดในห้องลับใต้ดิน กลิ่นอายของกำยานราคาแพงที่จุดไว้ดูจะขัดกับบรรยากาศอับชื้นและกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ ที่ลอยมาตามลม
แม่ทัพหลวนซานหรี่ดวงตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาและประสบการณ์ เขาวางจอกสุราลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งเสียงดัง ‘ปัง’ จนของเหลวสีอำพันกระฉอกออกมาเล็กน้อย “มู่หลาน เจ้ายังเด็กนัก คำว่า ‘บัลลังก์’ ไม่ได้ถูกโค่นลงด้วยคมดาบเพียงอย่างเดียว แต่มันถูกถอนรากด้วยความศรัทธาที่พังทลาย”
“ท่านหมายถึงจดหมายลับที่ท่านส่งถึงหัวเมืองทางเหนือหรือคะ?” มู่หลานขยับยิ้มที่มุมปาก ทว่าดวงตากลับว่างเปล่าจนน่าขนลุก “ท่านกุ้ยเฟยหลินซูไม่ได้เป็นเพียงแค่หมากในมือท่าน แต่เป็นชนวนที่จะจุดไฟให้กองทัพทางเหนือเคลื่อนพลเข้ามา ‘ปกป้อง’ ฮ่องเต้จากสนมเอกที่ใส่ร้ายป้ายสีคนในราชวงศ์... แผนการช่างแยบยล ยืมมือศัตรูมาตัดกำลังศัตรู หากสำเร็จท่านก็เพียงแค่รอเก็บกวาดซากปรักหักพัง”
“เจ้าฉลาดมากเกินไปเสียจนข้าเริ่มลังเลที่จะเก็บเจ้าไว้” แม่ทัพหลวนซานขยับตัวเข้าใกล้จนมู่หลานสัมผัสได้ถึงไอสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
มู่หลานไม่ขยับหนี นางเพียงจ้องมองเขาด้วยแววตาท้าทาย “ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับข้า สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการที่มารดาของข้าต้องตายโดยไม่มีใครจำชื่อนางได้ แต่ถ้าท่านต้องการจะสังหารข้าตอนนี้ ท่านจงคิดให้ดี เพราะข้าได้ส่งบันทึกความเคลื่อนไหวของท่านทั้งหมดไปให้ถึงมือ ‘กงกงคนสนิทของฝ่าบาท’ เรียบร้อยแล้ว”
แม่ทัพชะงัก สายตาที่เคยเด็ดขาดกลับวูบไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเค้นหัวเราะในลำคอ “เจ้าขู่ข้า?”
“ข้าไม่ได้ขู่ แต่ข้ากำลังเปิดเผยความจริงที่ท่านพยายามปิดซ่อน”
...
ในค่ำคืนเดียวกันนั้น ณ ตำหนักเย็นที่เงียบสงัด กุ้ยเฟยหลินซูไม่ได้ดูเหมือนนางสนมที่ตกอับ ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยไฟแห่งความพยาบาท นางกำลังบรรจงแต่งแต้มชาดสีแดงสดบนริมฝีปาก หน้ากระจกทองเหลืองสะท้อนให้เห็นใบหน้าที่ยังคงงดงาม ทว่าแฝงไปด้วยรอยร้าวของความวิปริต
“ฝ่าบาท... พระองค์ทรงเชื่อใจคนผู้นั้นเกินไป” นางพึมพำกับเงาของตัวเอง ก่อนจะหยิบปิ่นปักผมรูปหงส์ที่หักครึ่งขึ้นมา “ข้าจะทำให้พระองค์รู้ว่า หงส์ที่ถูกเด็ดปีก ไม่ได้หมายความว่าจะบินขึ้นไปควักหัวใจพระองค์ไม่ได้”
นางส่งสัญญาณมือเพียงครั้งเดียว เงาดำลึกลับก็ปรากฏตัวขึ้นข้างหลัง “ทุกอย่างพร้อมแล้วใช่ไหม?”
“พ่ะย่ะค่ะ พระชายา... การล้อมวังจะเริ่มขึ้นเมื่อเสียงระฆังยามสามดังขึ้น ฝ่ายในจะถูกปิดตาย ไม่มีใครเข้า ไม่มีใครออก”
กุ้ยเฟยหลินซูหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่แหลมสูงจนน่าสะพรึงกลัว “ดี... คืนนี้เลือดจะนองเต็มพื้นวังหลวง และคนที่จะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ไม่ใช่จ้าวเหวินหลง แต่จะเป็นผู้ที่ถือครองตราพยัคฆ์ตัวจริง”
...
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด จ้าวเหวินหลงยืนนิ่งอยู่บนระเบียงพระที่นั่งสูงชัน สายตาของเขามองออกไปในความมืดของเมืองหลวงที่ดูเงียบสงบผิดปกติ ลมหนาวพัดผ่านจนฉลองพระองค์พริ้วไหว ทว่าใจของเขากลับนิ่งดุจหินผา
“ฝ่าบาท กระหม่อมได้รับข่าวมาจากองค์หญิงมู่หลานแล้วพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์เงาปรากฏตัวขึ้นคุกเข่าอยู่เบื้องหลัง “พวกเขากำลังขยับตัวตามที่พระองค์คาดไว้”
“ให้พวกเขาขยับไป” สุรเสียงของฮ่องเต้หนุ่มนุ่มนวลทว่าเย็นเยียบ “ข้าต้องการเห็นว่า ใครบ้างที่จะเผยหางออกมาในคืนนี้... และมู่หลานเล่า? นางปลอดภัยหรือไม่”
“พระนางยังอยู่ในวงล้อมของแม่ทัพหลวนซานพ่ะย่ะค่ะ นางกำลังเล่นเกมที่เดิมพันด้วยชีวิต”
จ้าวเหวินหลงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความอบอุ่นในดวงตาที่เขามีให้กับมู่หลานมลายหายไป เหลือเพียงความมืดดำของจักรพรรดิผู้ไม่ยอมสยบให้ใคร “ถ้าหากนางเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายเส้นผม... จงเผาทำลายกองทัพทางเหนือให้ราบเป็นหน้ากลอง อย่าให้เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน”
...
ยามสามมาถึงพร้อมกับเสียงระฆังที่ดังก้องกังวานไปทั่วเมืองหลวง ทันทีที่เสียงสุดท้ายจางหายไป ความวุ่นวายก็บังเกิดขึ้น แสงไฟจากคบเพลิงลุกโชนขึ้นรอบกำแพงวัง เสียงโห่ร้องของทหารนับพันดังขึ้นเหมือนพายุคลั่งที่โถมเข้าใส่ประตูเมือง
หลินมู่หลานที่ถูกกักตัวอยู่ในเรือนพักของแม่ทัพหลวนซานยืนขึ้นอย่างสงบ นางเดินไปเปิดหน้าต่างออกมองท้องฟ้าที่ถูกย้อมด้วยสีแดงของแสงคบเพลิง ในมือของนางกำตราประจำตัวที่ฮ่องเต้มอบให้ไว้แน่น
ทว่า ในขณะที่นางกำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องนั้นเอง ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาด้วยแรงมหาศาล ร่างสูงโปรดปรานของแม่ทัพหลวนซานปรากฏขึ้น ทว่าสภาพของเขาดูแปลกไป ชุดเกราะมีรอยเลือดกระเซ็น และดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด
“มู่หลาน! เจ้าทำอะไรลงไป!” เขาตะคอกเสียงหลง
มู่หลานหันกลับมามองเขาด้วยรอยยิ้มเย็นชา “ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยท่านแม่ทัพ ข้าแค่ส่งข่าวให้ฝ่าบาททราบว่า ท่านกำลังจะ ‘ทรยศ’ แต่สิ่งที่ท่านลืมไปอย่างหนึ่งคือ... คนที่ฝ่าบาททรงส่งมาไม่ได้มีแค่ทหาร แต่ยังมี ‘คนของมารดาข้า’ ที่รอแก้แค้นให้ท่านอยู่”
ประตูห้องถูกผลักออกกว้างขึ้นอีกครั้ง เผยให้เห็นชายชุดดำที่ก้าวเข้ามาพร้อมดาบที่ชุ่มไปด้วยเลือด เงาของเขาทอดยาวลงมาทับร่างของมู่หลานและแม่ทัพหลวนซาน
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงกระซิบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลังมู่หลาน “เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าพ้นจากเงื้อมมือข้าไปได้ง่ายๆ งั้นหรือ... มู่หลาน?”
นั่นไม่ใช่เสียงของแม่ทัพหลวนซาน... แต่มันเป็นเสียงของคนที่ควรจะอยู่ในตำหนักเย็น และเป็นคนที่มู่หลานไม่มีวันคาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวอยู่ตรงนี้!
ไป๋เหลียนฮวาหวังว่าเนื้อหาตอนนี้จะทำให้ท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านตื่นเต้นจนวางไม่ลงนะคะ ขอบคุณที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับมู่หลานนะคะ!
เล่ห์รักหงส์สังหาร: บัลลังก์เลือดสะเทือนรัก•ตอนที่ 29
แผนยึดบัลลังก์
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักหงส์สังหาร: บัลลังก์เลือดสะเทือนรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!