เล่ห์รักหงส์สังหาร: บัลลังก์เลือดสะเทือนรัก•ตอนที่ 26

ศึกชิงตราหยก

ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
“ข้าถามเจ้าอีกครั้ง... ใครเป็นคนส่งเอกสารลับฉบับนั้นให้เจ้าในห้องลับเมื่อคืนนี้กันล่ะ... น้องข้า?” เสียงของจ้าวเหวินหลงทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าทุกคำถามกลับกดทับลงบนความรู้สึกของหลินมู่หลานราวกับค้อนเหล็กที่รอจังหวะฟาดฟัน ในห้องทรงพระอักษรที่เงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ หลินมู่หลานไม่ได้หลบสายตาที่พยายามจะอ่านทะลุถึงก้นบึ้งหัวใจของเขานาง นางเพียงแต่คลี่ยิ้มบางเบา ซึ่งเป็นยิ้มที่นางใช้รับมือกับพายุทอร์นาโดมานับครั้งไม่ถ้วน “ฝ่าบาททรงมีเวลาว่างมากถึงขนาดมาสนทนาเรื่องนกต่อและกับดักกับหม่อมฉันเชียวหรือเพคะ?” มู่หลานวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้จันทน์เสียงดัง ‘กริ๊ก’ เบาๆ แต่มันดังก้องไปทั่วทั้งห้อง “หากเอกสารนั่นเป็นกับดัก เหตุใดฝ่าบาทถึงไม่ทรงถามหา ‘หัว’ ของคนที่ส่งมันมา แทนที่จะมาถามหาความจริงจากหม่อมฉันผู้ซึ่งเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนกระดานนี้เล่า” จ้าวเหวินหลงก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาและกลิ่นอายบุรุษจากตัวเขารุกรานพื้นที่ส่วนตัวของนางจนมู่หลานต้องถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่ตั้งใจ เขาเอื้อมมือขึ้นมาดึงปิ่นหยกบนมวยผมของนางออกเบาๆ จนเส้นผมสีดุจรัตติกาลสยายลงมาปรกใบหน้า “เพราะหมากตัวนี้... ดื้อรั้นเกินกว่าจะถูกสั่งให้ยอมตายอย่างไร้ค่าอย่างไรเล่า มู่หลาน ตราหยกแผ่นดินหายไปแล้ว ความวุ่นวายกำลังจะกลืนกินวังหลัง หากเจ้ายังปิดบังข้า ต่อให้ข้ามีใจให้เจ้ามากเพียงใด ก็ไม่อาจปกป้องเจ้าจากคมดาบที่กำลังมุ่งตรงมาได้” ตราหยกหายไป... คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้มู่หลานตกใจ แต่มันทำให้ความคิดในหัวของนางแล่นริ้วดุจสายฟ้าฟาด หากตราหยกไม่อยู่ในหอตำราหลวง นั่นหมายความว่าผู้ที่ฉกฉวยมันไปต้องกุมอำนาจในการสั่งการกองทัพและคลังหลวงไว้ในมือ และผู้ที่จะกล้าหาญถึงขั้นแตะต้องสมบัติชิ้นนี้ได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา นางเหลือบมองไปที่หน้าต่างไม้ฉลุที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย เห็นเงาของนางกำนัลคนหนึ่งที่คุ้นตาผ่านไปอย่างรวดเร็ว—นั่นคือนางกำนัลคนสนิทของกุ้ยเฟยหลินซู “ฝ่าบาททรงคิดว่าหม่อมฉันโง่เขลาถึงขั้นขโมยของที่ล่อแหลมที่สุดในใต้หล้ามาไว้กับตัวหรือเพคะ?” มู่หลานถามพลางขยับเข้าไปใกล้จ้าวเหวินหลงจนนางได้กลิ่นเลือดจางๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้กลิ่นหอมของเครื่องหอม “หากหม่อมฉันเป็นโจร หม่อมฉันคงเลือกขโมยหัวใจของพระองค์ไปตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่ตราหยกไร้ชีวิตพวกนี้หรอก” “เจ้า!” จ้าวเหวินหลงชะงัก สายตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงครู่หนึ่ง แต่มันกลับถูกแทนที่ด้วยความกังวล “อย่าเล่นลิ้นมู่หลาน ตราหยกไม่ได้หายไปเพียงลำพัง มันหายไปพร้อมกับความลับเรื่องการตายของมารดาเจ้า” มู่หลานรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางที่เคยเย็นชาบัดนี้สั่นไหวเล็กน้อย “พระองค์ทรงรู้เรื่องนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่?” “ตั้งแต่ตอนที่เจ้ายังไม่แม้แต่จะย่างกรายเข้าสู่วังหลวง” จ้าวเหวินหลงกระซิบเสียงต่ำ “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตระกูลหลิน และกุ้ยเฟยซูที่กำลังยิ้มรอให้เจ้าตกลงไปในบ่อเพลิง มู่หลาน จงฟังข้า วันนี้เจ้าต้องออกไปจากวัง...” ยังไม่ทันที่จ้าวเหวินหลงจะกล่าวจบ เสียงเอะอะโวยวายจากภายนอกก็ดังแทรกขึ้นมา พร้อมกับเสียงฝีเท้าของทหารรักษาพระองค์ที่วิ่งกรูเข้ามา เสียงประกาศก้องของขันทีข้างกายฮ่องเต้ดังลั่นจนน่าใจหาย “ฝ่าบาท! กุ้ยเฟยหลินซูนำคณะสนมและเหล่าขุนนางมาขอเข้าเฝ้าหน้าตำหนัก นางอ้างว่า... นางอ้างว่าพบหลักฐานว่าพระสนมหลินมู่หลานซุกซ่อนตราหยกไว้ในตำหนักส่วนตัวพ่ะย่ะค่ะ!” มู่หลานแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาสีเข้มของนางฉายแวววาวโรจน์ด้วยความโกรธที่ถูกเปลี่ยนเป็นความนิ่งเฉย “หมากที่ข้าเดินไว้เมื่อคืนนี้ ดูเหมือนจะถูกรุกฆาตเร็วกว่าที่คิดนะเพคะ ฝ่าบาท” จ้าวเหวินหลงคว้าข้อมือนางไว้แน่น บีบจนมู่หลานรู้สึกเจ็บ “ถ้าเจ้าออกไปตอนนี้ เจ้าจะไม่ได้กลับเข้ามาอีก เจ้าจะกลายเป็นแพะรับบาปที่ถูกประหารชีวิตโดยคำสั่งของข้าเอง เจ้าเข้าใจหรือไม่?” มู่หลานดึงมือออกอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด นางปักปิ่นหยกคืนบนผมด้วยท่วงท่าสง่างาม ก่อนจะหันไปทางประตูที่กำลังจะถูกเปิดออกด้วยแรงของผู้ที่รออยู่ด้านนอก “ถ้าข้าต้องตายด้วยน้ำมือพระองค์ ก็ดีกว่าตายด้วยเล่ห์กลของนังงูพิษนั่น” มู่หลานเดินตรงไปที่ประตู บานประตูไม้แกะสลักค่อยๆ ถูกผลักออก เผยให้เห็นกุ้ยเฟยหลินซูในชุดสีแดงเพลิงที่ดูราวกับเลือดสดๆ บนหิมะ นางไม่ได้มาคนเดียว แต่ข้างหลังคือนางกำนัลที่ถือกล่องไม้ใบหนึ่ง ซึ่งมู่หลานจำได้แม่นยำว่ามันคือกล่องเก็บตราหยกประจำแผ่นดิน! “สนมหลิน...” กุ้ยเฟยยิ้มอย่างอ่อนหวาน แต่ในดวงตานั้นไม่มีความเมตตาอยู่เลย “เจ้าไม่คิดจะอธิบายหน่อยหรือว่าทำไม ‘ตราแผ่นดิน’ ถึงไปอยู่ในห้องใต้ดินของตำหนักเจ้า... หรือว่าเจ้าคิดจะล้มล้างราชวงศ์ ตั้งตนเป็นฮองเฮาเสียเอง?” ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วโถงกว้าง เหล่าขุนนางที่ติดตามมาต่างกระซิบกระซาบกันด้วยความตื่นตระหนก มู่หลานยืนนิ่ง สูดลมหายใจลึก กวาดสายตามองคนทั้งหมดด้วยความสงบที่น่าสะพรึงกลัว ก่อนที่นางจะก้าวออกมาข้างหน้าเพียงก้าวเดียว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้ทุกคนได้ยิน “กุ้ยเฟยเพคะ กล่องใบนั้นข้ายังไม่ได้เป็นคนเปิด แต่พระองค์กลับกล้าสรุปว่าข้างในคือตราหยก... ช่างเป็นผู้ที่มีญาณทิพย์เหลือเกินนะเพคะ” มู่หลานยื่นมือไปคว้ากล่องจากมือนางกำนัลอย่างรวดเร็ว กุ้ยเฟยซูหน้าถอดสีเล็กน้อยก่อนจะพยายามยื้อไว้ มู่หลานไม่รอช้า นางใช้กำลังทั้งหมดกระชากกล่องจนเปิดออก ทว่า... สิ่งที่อยู่ข้างในไม่ใช่ตราหยกทองคำ แต่เป็นหัวมนุษย์ที่เน่าเฟะจนจำไม่ได้ว่าคือใคร! กลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งกระจายไปทั่วห้องจนทุกคนต้องถอยกรูดด้วยความสยดสยอง “นี่คือตราหยกที่พระองค์กล่าวถึงหรือเพคะ?” มู่หลานแสยะยิ้ม มองไปที่กุ้ยเฟยที่หน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม “หรือนี่คือ ‘หลักฐาน’ ที่พระองค์อุตส่าห์จัดฉากไว้เพื่อกำจัดข้า... กันแน่?” ขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกกับหัวที่อยู่ในกล่อง เสียงฝีเท้าที่สามดังขึ้นมาจากด้านหลังกลุ่มขุนนาง เป็นเสียงที่ไม่ควรจะปรากฏขึ้นในเวลานี้ เสียงของชายผู้ที่ควรจะตายไปในสนามรบเมื่อสามปีก่อน... บิดาของหลินมู่หลานที่ถูกประกาศว่าสิ้นชีพไปแล้วก้าวออกมาจากเงามืดของเสาต้นใหญ่ พร้อมกับเสียงดาบที่ชักออกจากฝักอย่างพร้อมเพรียง “ตราหยกอยู่ที่ข้า... และวันนี้ ใครที่แตะต้องบุตรสาวของข้า ผู้นั้นต้องตาย!” ขอบคุณที่ติดตามการเดินทางของหลินมู่หลานมาจนถึงบทนี้นะคะ บทหน้าความจริงที่ถูกฝังจะถูกขุดขึ้นมาพร้อมกับเลือดที่นองแผ่นดินค่ะ แล้วพบกันใหม่นะคะ
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักหงส์สังหาร: บัลลังก์เลือดสะเทือนรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%