"ถ้วยชาใบนี้... สนมหลินดูจะโปรดปรานเป็นพิเศษนะ ถึงได้ถือค้างไว้จนน้ำชาเย็นชืดถึงเพียงนี้"
เสียงหวานใสที่แฝงไปด้วยไอเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งกลางฤดูหนาวดังขึ้นทำลายความเงียบสงัดภายในตำหนักหย่งเหอ มู่หลานชะงักมือที่กำลังประคองถ้วยชาลายครามราคาค่างวดมหาศาล นางค่อยๆ วางถ้วยลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมช้าๆ ท่วงท่ากิริยาเรียบเนียนดุจผิวน้ำที่ไร้กระเพื่อม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเจ้าของตำหนักที่นั่งอยู่บนตั่งทองคำเบื้องหน้า
กุ้ยเฟยหลินซู... สตรีผู้กุมอำนาจฝ่ายในไว้ในกำมือ ใบหน้าของนางงดงามไร้ที่ติราวกับรูปสลักจากหยกชั้นดี ทว่านัยน์ตาเรียวรีคู่นั้นกลับลึกมิดราวกับเหวที่ไร้ก้นบึ้ง
"หม่อมฉันเพียงแต่ชื่นชมในความประณีตของฝีมือช่างที่ทำถ้วยชาใบนี้เพคะ" มู่หลานตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบซ่อนความตื่นตระหนกจากเหตุการณ์แอบฟังเมื่อครู่ไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความนอบน้อม "ช่างน่าเสียดายที่สิ่งของสวยงามมักมีอายุขัยสั้นนัก หากผู้ถือครองไม่รู้จักระวังรักษา"
กุ้ยเฟยหลินซูคลี่ยิ้มกว้างขึ้น มุมปากยกขึ้นเพียงนิดแต่แววตาไม่ได้ยิ้มตาม นางค่อยๆ เอนกายพิงพนักเก้าอี้ มือเรียวระหงลูบไล้กำไลหยกเนื้อดีที่ข้อมืออย่างเชื่องช้า
"เจ้าเปรียบเปรยได้ลึกซึ้งสมกับเป็นบุตรีท่านราชครู" หลินซูวางถ้วยชาลงเสียงดัง 'กริ๊ก' แม้จะเป็นเพียงเสียงเล็กน้อย แต่ในบรรยากาศที่กดดันเช่นนี้ มันกลับดังก้องราวกับเสียงประกาศศึก "คนเราก็เช่นกัน หากรู้ว่าสิ่งใดไม่ควรแตะต้อง ก็ไม่ควรริอ่านยื่นมือเข้าไปก้าวก่าย มิเช่นนั้น... อย่าว่าแต่ถ้วยชาเลย แม้แต่ชีวิตที่หวงแหน ก็อาจจะแตกสลายได้โดยไม่รู้ตัว"
มู่หลานไม่หลบสายตา นางรู้ดีว่านี่คือการทดสอบ หากนางก้มหัวให้ในตอนนี้ เท่ากับยอมรับว่าตนเองคือเบี้ยที่หวาดกลัว แต่หากนางตอบโต้รุนแรงเกินไป นั่นคือการพาตัวไปตาย
"หม่อมฉันเติบโตมากับคำสอนที่ว่า 'ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ คือเกียรติของข้าราชบริพาร'" มู่หลานเอ่ยพลางยิ้มตอบ เป็นรอยยิ้มที่อ่อนหวานทว่าเย็นเยียบไม่แพ้กัน "หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ฝ่าบาททรงมีพระประสงค์ให้หม่อมฉันดูแล แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต หม่อมฉันก็มิอาจละเลยเพคะ"
กุ้ยเฟยหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างบอบบางที่ดูไร้พิษสง นางยันกายลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเท้าเข้ามาหามู่หลานช้าๆ กลิ่นหอมจากเครื่องหอมราคาแพงที่อบอวลไปทั่วตำหนักดูจะทำให้หายใจไม่ออกในวินาทีนั้น
"ดี... ดีมาก" หลินซูหยุดยืนตรงหน้ามู่หลาน ระยะห่างระหว่างทั้งสองเพียงหนึ่งช่วงแขน "ในเมื่อเจ้าใจเด็ดถึงเพียงนี้ ข้าก็คงไม่ต้องอ้อมค้อม ตราประทับที่เจ้าบังเอิญได้เห็น... เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันหมายถึงสิ่งใด?"
หัวใจของมู่หลานเต้นระรัวราวกับกลองศึก แต่นางยังคงบังคับให้ลมหายใจสม่ำเสมอ ภาพของตราประทับรูปหงส์ไร้หัวที่นางเห็นในบันทึกลับนั้นปรากฏขึ้นในห้วงคำนึง หากนางยอมรับตอนนี้ นางจะกลายเป็นเป้าหมายหลักทันที แต่หากปฏิเสธ...
"หม่อมฉันเพียงแต่มองเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งบนโต๊ะทรงงานของฝ่าบาทเท่านั้น มิได้สังเกตเห็นตราประทับใดๆ ทั้งสิ้นเพคะ" มู่หลานโกหกคำโตด้วยสีหน้าตายด้าน
กุ้ยเฟยจ้องมองมู่หลานราวกับจะทะลวงเข้าไปในจิตวิญญาณ ความเงียบยืดเยื้อจนมู่หลานรู้สึกถึงเหงื่อเย็นที่ซึมออกมาตามไรผม จนกระทั่งกุ้ยเฟยหัวเราะออกมาเบาๆ
"คนฉลาดมักจะรู้วิธีเอาตัวรอด แต่คนฉลาดเกินไปมักจะตายก่อนวัยอันควร" หลินซูขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างหูมู่หลาน "ดื่มชาเสียเถิด มู่หลาน... น้ำชาถ้วยนี้ข้าปรุงเองกับมือ เป็นรสชาติที่หากเจ้าได้ลิ้มลองแล้ว จะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต"
มู่หลานมองถ้วยชาที่กุ้ยเฟยผลักมาตรงหน้า ไอระเหยสีขาวจางๆ ลอยขึ้นมา กลิ่นหอมจางๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้กลิ่นดอกมะลิคือกลิ่นของ 'หญ้าหยาดน้ำค้าง' ยาพิษไร้สีไร้กลิ่นที่ฆ่าคนให้ตายดุจหลับใหล
นางยื่นมือออกไปประคองถ้วยชา จังหวะที่นิ้วมือสัมผัสกับขอบถ้วยที่เย็นจัด กุ้ยเฟยกลับคว้าข้อมือนางไว้แน่น บีบจนเล็บจิกลงบนผิวเนื้อ
"เจ้ากล้าดื่มหรือไม่?" กุ้ยเฟยถาม เสียงกระซิบนั้นสั่นไหวด้วยความปรารถนาที่จะเห็นความตายของศัตรู
มู่หลานสูดหายใจเข้าลึกๆ สายตาของนางไม่ได้มองถ้วยชา แต่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของกุ้ยเฟย นางแสยะยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะออกแรงสะบัดข้อมือออกแล้วเทน้ำชาลงบนพื้นพรมขนสัตว์เบื้องหน้า
'ฉ่า...'
เสียงน้ำชาที่หยดลงบนพรมเริ่มเปลี่ยนสีจากสีสดใสกลายเป็นรอยไหม้สีดำสนิท กุ้ยเฟยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขณะที่มู่หลานวางถ้วยเปล่าลงบนโต๊ะด้วยเสียงที่หนักแน่น
"หม่อมฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อดื่มชาพิษของกุ้ยเฟยเพคะ" มู่หลานยืดตัวตรง แววตาสั่นระริกด้วยความเคียดแค้นที่ไม่อาจซ่อนได้อีกต่อไป "แต่หม่อมฉันมาเพื่อบอกท่านว่า ตราประทับนั่น... มันถูกส่งถึงมือของฝ่าบาทแล้ว และผู้ที่นำไปส่งให้ ก็ไม่ใช่หม่อมฉัน"
กุ้ยเฟยชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือดทันที ก่อนที่ประตูตำหนักจะถูกผลักออกอย่างแรง พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ของมหาดเล็กหลวงที่ตามด้วยร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้เป็นเจ้าของแผ่นดิน
"ใครบังอาจทำสิ่งใดในตำหนักของกุ้ยเฟย!" จ้าวเหวินหลงก้าวเข้ามา สายตาคมดุจเหยี่ยวตวัดมองไปที่รอยไหม้บนพรมก่อนจะตวัดกลับมาที่มู่หลานด้วยความเย็นชาที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
มู่หลานทรุดตัวลงคุกเข่า ทว่าในจังหวะนั้นเอง นางกลับเห็นประกายความสะใจที่ซ่อนอยู่ในแววตาของกุ้ยเฟยที่แอบมองมาทางนาง... และเห็นทหารองครักษ์นับสิบคนที่กรูกันเข้ามาล้อมตัวนางไว้จนมิด
ไป๋เหลียนหวาหวังว่านักอ่านทุกท่านจะยังคงร่วมลุ้นไปกับก้าวเดินที่แสนอันตรายของมู่หลานในตอนต่อไปนะคะ ขอบคุณที่ติดตามค่ะ
เล่ห์รักหงส์สังหาร: บัลลังก์เลือดสะเทือนรัก•ตอนที่ 3
รอยยิ้มอาบยาพิษ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักหงส์สังหาร: บัลลังก์เลือดสะเทือนรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!