"หมอบลง!"
สิ้นเสียงตวาดก้อง มู่หลานไม่ปล่อยให้สัญชาตญาณความระแวดระวังที่ฝึกฝนมาเนิ่นนานเสียเปล่า นางกระโจนเข้าใส่จ้าวเหวินหลงด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ผลักร่างสูงสง่าของฮ่องเต้หนุ่มให้ถลาไปด้านข้างเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่ลูกศรอาบยาพิษสีเขียวคล้ำจะพุ่งแหวกอากาศปักลงบนเสาไม้แกะสลักตรงจุดที่เขาเพิ่งยืนอยู่ เสียงปลายเหล็กกระทบเนื้อไม้ดังสนั่นหวั่นไหว ดังก้องสะท้อนอยู่ในความเงียบงันที่ถูกฉีกกระชาก
จ้าวเหวินหลงมิใช่คนโง่เขลา แม้จะตกใจกับการจู่โจมกะทันหัน แต่เขากลับพลิกตัวกลางอากาศก่อนจะคว้ากระบี่สั้นที่ซ่อนไว้ข้างกายออกมาด้วยความเร็วราวสายฟ้าแลบ สายตาของเขามิได้มองไปยังเหล่ามือสังหารที่กรูกันเข้ามาจากเงามืด หากแต่จับจ้องไปที่กุ้ยเฟยหลินซู ผู้ซึ่งยังคงประทับนั่งนิ่ง ใบหน้าสวยสง่านั้นเพียงแค่เลิกคิ้วเล็กน้อย ราวกับกำลังชมการแสดงงิ้วที่น่าเบื่อหน่ายมากกว่าการฆ่าฟันกลางวังหลวง
"ฝ่าบาท เสด็จ!" มู่หลานตะโกน กัดฟันแน่นเมื่อต้องปัดป้องคมดาบจากนักฆ่าสองคนที่พุ่งเข้าใส่ นางคว้าปิ่นทองในมวยผมออกมา ปลายแหลมคมของมันสะท้อนแสงจันทร์วับวาว นี่มิใช่เวลาที่จะมาถนอมตัวตนสตรีผู้สูงศักดิ์ แต่นางคือหลินมู่หลาน ผู้ที่ยอมตายเพื่อรักษารากเหง้าของตนเอง
"เจ้าคิดว่าข้าจะทิ้งเจ้าไว้ที่นี่หรือ?" จ้าวเหวินหลงตวัดกระบี่ฟันเข้าที่ต้นคอของมือสังหารคนหนึ่งจนเลือดสาดกระเซ็น ก่อนจะคว้าเอวบางของมู่หลานเข้าหาตัว วงแขนแข็งแกร่งรวบกระชับแน่นจนนางรู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวของเขา ทว่ามันมิใช่จังหวะแห่งความตื่นตระหนก หากแต่เป็นความเดือดดาลที่ปะทุอยู่ภายใต้ความเยือกเย็น "หลินซู... เจ้าช่างกล้าหาญนักที่คิดจะฝังข้าไว้ในสวนของเจ้าเอง"
"ฝ่าบาทกล่าวเกินไปแล้วเพคะ" เสียงหวานของกุ้ยเฟยหลินซูดังขึ้นอย่างแผ่วเบา นางยังคงโบกพัดด้ามจิ้วอย่างเชื่องช้า "หม่อมฉันเพียงแค่ต้องการทดสอบว่า มังกรที่ซ่อนคมเล็บไว้ในใจสตรีผู้นี้ จะยังคงมีความสามารถในการปกป้องสิ่งที่ตนรักได้หรือไม่"
มู่หลานแค่นยิ้มเยาะ เลือดที่กระเด็นเปื้อนใบหน้านางมิได้ทำให้นางสะทกสะท้าน "กุ้ยเฟย ท่านคงลืมไปว่ามังกรที่ท่านว่า... ไม่ได้มีไว้ให้ท่านมาลูบคมเล่น"
จ้าวเหวินหลงไม่รอช้า เขาพาตัวมู่หลานถอยร่นไปยังเส้นทางลับหลังเขาหิน ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมสู่เขตพระราชฐานชั้นในที่ไม่มีใครล่วงรู้ นอกจากองค์ฮ่องเต้และองครักษ์เงาที่เขาไว้ใจที่สุด ทันทีที่ประตูกลปิดลง ความเงียบงันก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของทั้งสองคนที่ยืนห่างกันเพียงคืบในความมืดมิด
"เจ้าบาดเจ็บหรือไม่?" น้ำเสียงของจ้าวเหวินหลงแปรเปลี่ยนจากความดุดันเป็นความอ่อนโยนที่แฝงความกังวลอย่างปิดไม่มิด มือหนาเอื้อมมาสัมผัสแก้มของนาง แผ่วเบาราวกับกลัวว่านางจะเป็นเพียงภาพลวงตา
มู่หลานหอบหายใจพลางส่ายหน้า แม้หัวใจจะเต้นแรงด้วยความหวาดเสียวจากเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่นางก็พยายามบังคับให้ตนเองดูนิ่งเฉยที่สุด "หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ... แต่ฝ่าบาท การที่พระองค์เสด็จประพาสลับมาที่ตำหนักกุ้ยเฟยโดยไม่มีองครักษ์คุ้มกันเช่นนี้ มันเสี่ยงเกินไปแล้ว"
"หากไม่เสี่ยง... ข้าก็คงไม่มีวันได้เห็นว่าสตรีที่ข้าเฝ้าถนอมมาตลอด มีเขี้ยวเล็บซ่อนอยู่คมกริบเพียงใด" เขาขยับเข้าใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะใบหน้านาง "หลินมู่หลาน เจ้าไม่ควรเอาตัวมาขวางลูกศรพวกนั้น เจ้าไม่รู้หรือว่าหากเจ้าเป็นอะไรไป บัลลังก์ที่ข้ายึดถืออยู่นี้จะมีค่าอันใด"
มู่หลานชะงัก สายตาที่ปกติจะแข็งกร้าวและเย็นชาของนางไหววูบลงชั่วขณะ นางเงยหน้าสบตากับคนตรงหน้า แววตาของเขาในยามนี้ไม่มีเศษเสี้ยวของฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ มีเพียงบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังเปิดเปลือยความรู้สึกที่ซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งอำนาจ "ฝ่าบาท... หม่อมฉันเป็นเพียงเบี้ยในกระดานของพระองค์ การรักษาเบี้ยเอาไว้ไม่ใช่หน้าที่หลักของราชาหรอกหรือเพคะ?"
"เจ้าไม่ใช่เบี้ย" จ้าวเหวินหลงกระซิบ น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความอัดอั้น "เจ้าคือทุกอย่างที่ทำให้ข้ายังคงเป็นมนุษย์... มิใช่เพียงรูปปั้นบนบัลลังก์เลือดที่ใครต่อใครต่างจ้องจะโค่นล้ม"
ความใกล้ชิดในพื้นที่แคบๆ และความเงียบที่กดทับ ทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป กลิ่นกำยานอ่อนๆ ที่ติดตัวเขามาผสมกับกลิ่นเลือดจางๆ สร้างความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ มู่หลานสัมผัสได้ถึงความร้อนจากมือของเขาที่ยังคงประคองใบหน้านางอยู่ ราวกับเขากำลังจดจำรายละเอียดบนใบหน้านี้ให้ขึ้นใจ ในยามที่ความตายเพิ่งผ่านพ้นไป ความปรารถนาที่มีต่อกันก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้น
"หากวันหนึ่งพระองค์ต้องเลือกระหว่างอำนาจกับหม่อมฉัน..." มู่หลานถามขึ้นมาเบาๆ เหมือนเป็นการหยั่งเชิง หรืออาจจะเป็นการยอมรับความจริงบางอย่างที่นางเฝ้าหลบเลี่ยงมาตลอด
จ้าวเหวินหลงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาเป็นยิ้มที่เศร้าสร้อยที่สุดเท่าที่นางเคยเห็นมา "ข้าเลือกเจ้ามาตั้งแต่วันแรกที่พบเจ้าในโถงว่าราชการแล้ว... เพียงแต่ข้าเลือกที่จะแสดงออกในวิถีของราชา และนั่นคือความผิดพลาดที่ข้าเสียใจที่สุด"
ทว่า ก่อนที่มู่หลานจะได้กล่าวสิ่งใดตอบกลับ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มใหญ่ก็ดังแทรกเข้ามาในความมืดจากอีกฟากหนึ่งของทางเดินลับ ประตูกลที่ปิดสนิทเริ่มมีการขยับเขยื้อน ราวกับมีใครบางคนกำลังพยายามพังเข้ามาจากภายนอก
มู่หลานรีบผละออกจากอกของจ้าวเหวินหลง สายตาของนางกลับมาแน่วแน่อีกครั้ง "พวกเขาตามมาแล้วเพคะ"
จ้าวเหวินหลงหยิบหน้ากากเหล็กขึ้นมาสวมทับใบหน้า ออร่าของฮ่องเต้ผู้เด็ดขาดกลับคืนมาในพริบตา เขากระชับกระบี่ในมือแน่นพลางมองมู่หลานด้วยสายตาที่มั่นคง "ไม่ว่าวันนี้จะเป็นอย่างไร จำไว้ว่าข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เจ้าต้องเผชิญหน้ากับศัตรูเพียงลำพังอีก"
ทว่าในวินาทีที่ประตูกลถูกกระแทกจนเปิดออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของทั้งคู่กลับมิใช่เหล่ามือสังหารของกุ้ยเฟยหลินซู แต่เป็นร่างของชายชราในชุดขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ผู้ที่ควรจะอยู่ในการกักบริเวณที่บ้านพักมานานหลายเดือน—เสนาบดีหลิน บิดาผู้เย็นชาของมู่หลานเอง!
เขายืนอยู่ท่ามกลางองครักษ์ชุดดำนับสิบ สายตาที่มองมายังฮ่องเต้และบุตรสาวมิได้มีความจงรักภักดีหรือความรักของพ่ออยู่เลยแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นช้าๆ เป็นสัญญาณให้องครักษ์ล้อมกรอบคนทั้งสองไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นที่แฝงไปด้วยความอำมหิต "ฝ่าบาท... การเสด็จประพาสลับครั้งนี้ ช่างเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้รัชสมัยของพระองค์จบลงอย่างสวยงามที่สุดในที่แห่งนี้จริงๆ พะย่ะค่ะ"
มู่หลานถึงกับผงะ มือที่ถือปิ่นทองสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ นางไม่เคยคาดคิดเลยว่า กบฏที่แท้จริงจะไม่ได้เริ่มจากกุ้ยเฟยหลินซู แต่มาจากชายที่นางเรียกเขาว่าบิดามาตลอดชีวิต
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันแสนอันตรายนี้ไปกับไป๋เหลียนฮวานะคะ!
เล่ห์รักหงส์สังหาร: บัลลังก์เลือดสะเทือนรัก•ตอนที่ 24
การเสด็จประพาสลับ
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักหงส์สังหาร: บัลลังก์เลือดสะเทือนรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!