“ตราประทับนี้... เจ้าได้มาจากที่ใดกันแน่”
น้ำเสียงของจ้าวเหวินหลงแหบพร่า ดวงเนตรคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องเขม็งไปยังชิ้นหยกสีขาวนวลที่สั่นไหวอยู่ในมือขุนนางชรา ความเงียบงันภายในตำหนักบรรทมราวกับถูกแช่แข็งด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น หลินมู่หลานที่ยืนอยู่เบื้องหลังเขาในระยะเพียงหนึ่งช่วงแขน สังเกตเห็นนิ้วมือของบุรุษผู้กุมชะตาแผ่นดินเกร็งแน่นจนขึ้นข้อขาว
“ฝ่าบาท… กระหม่อมมิอาจเปิดเผยแหล่งที่มาได้ในตอนนี้” ขุนนางผู้นั้นก้มหน้าต่ำ ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว “แต่ขอให้พระองค์ทรงตระหนักไว้ว่า มิใช่เพียงกุ้ยเฟยที่ถือไพ่ใบนี้อยู่... หากพระองค์ยังทรงลังเล บัลลังก์ใต้ฝ่าเท้าอาจมิใช่ของพระองค์อีกต่อไป”
มู่หลานเม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่านี่คือจังหวะที่ต้องลงมือ นางก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างระหงในชุดสีหยกอ่อนดูสงบนิ่งท่ามกลางพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำ นางขยับกายไปใกล้พระหัตถ์ของฮ่องเต้ที่สั่นระริก ก่อนจะประคองมันไว้ด้วยความนุ่มนวล ทว่าหนักแน่น
“ฝ่าบาทเพคะ” นางกระซิบเสียงเรียบ “กรงขังที่แน่นหนาที่สุด มิใช่กรงขังที่ทำจากเหล็กกล้า แต่คือความระแวงที่ฝังรากลึกในใจ ความจงรักภักดีที่เปลี่ยนไปมิใช่เพราะคนเหล่านั้นแปรพักตร์ แต่เป็นเพราะเขากำลังมองหาที่พึ่งที่ดูมั่นคงกว่าในยามที่พายุจะมาถึง... และหากพระองค์ทรงต้องการเป็นผู้นำพายุ แทนที่จะรอให้มันกลืนกิน ก็ถึงเวลาที่ต้อง ‘คัดเลือก’ ดอกไม้ในสวนเสียใหม่แล้วเพคะ”
จ้าวเหวินหลงหันมามองนาง แววตาของเขามีความสับสนปนชื่นชม ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นตามสัญชาตญาณของราชา “มู่หลาน... เจ้ากำลังจะบอกให้ข้าลงมือกับพวกนางกระนั้นหรือ?”
“มิใช่การลงมือเพคะ แต่คือการยื่นมือออกไป” มู่หลานยิ้มบางๆ สายตาของนางปะทะกับแววตาของขุนนางผู้นั้นอย่างรู้กัน “ในเมื่อกุ้ยเฟยใช้อำนาจและเงินตราซื้อใจคนเหล่านั้นได้... เหตุใดพระองค์จะไม่ใช้สิ่งที่หอมหวานยิ่งกว่า นั่นคือ ‘หนทางรอด’ เล่าเพคะ”
ในเย็นวันนั้น ภายในศาลาชมจันทร์ที่มืดสลัว บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานอ่อนๆ เหล่าสนมสามนางที่เคยเป็นดั่งแขนขาของกุ้ยเฟยหลินซูนั่งประจันหน้ากับหลินมู่หลาน ความประหม่าฉายชัดบนใบหน้าของพวกนาง เสียงน้ำชาที่รินลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบดังสะท้อนกังวานท่ามกลางความเงียบ
“พวกท่านคงทราบดีว่าลมทิศไหนกำลังจะเปลี่ยน” มู่หลานเอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง นางจิบชาอย่างใจเย็น “กุ้ยเฟยมีทองคำล้นตำหนักก็จริง แต่ทองคำเหล่านั้นมีกลิ่นเลือดของคนตายที่นางกำจัดไป... ท่านคิดหรือว่า หากวันหนึ่งนางก้าวไปถึงจุดสูงสุด คนที่รู้ความลับของนางเช่นพวกท่าน จะยังมีโอกาสได้เดินออกไปจากวังหลังแห่งนี้อย่างสง่างาม?”
สนมเอกตระกูลจางชะงักมือนิ่ง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
มู่หลานวางถ้วยชาลง เสียงกระทบโต๊ะเบาๆ แต่มันดังก้องในใจของผู้ฟัง “ข้ามีวิธีที่จะทำให้พวกท่าน ‘หายตัวไป’ จากแผนการของนางอย่างสะอาดหมดจด พร้อมกับหลักฐานที่พวกท่านถือครองไว้... แต่นั่นต้องแลกกับการที่พวกท่านต้องส่งต่อข่าวกรองทุกอย่างที่รู้มาให้กับข้าโดยตรง”
“เจ้าจะช่วยพวกเราจริงหรือ?” สนมอีกนางถามด้วยเสียงสั่นเครือ “นางโหดเหี้ยมกว่าที่เจ้าคิดนะมู่หลาน... หากนางรู้ว่าพวกเราแปรพักตร์...”
“นางจะไม่มีวันรู้” มู่หลานลุกขึ้นยืน ร่างของนางบดบังแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา “เพราะนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป พวกท่านมิใช่เบี้ยของนางอีกต่อไป แต่เป็นหมากในกระดานของข้า... และข้าสัญญาว่า ตราบใดที่ข้ายังหายใจอยู่ ชื่อของพวกท่านจะไม่มีวันปรากฏในบันทึกความผิดของสกุลหลิน”
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มิใช่ความเงียบที่น่าอึดอัด แต่เป็นความเงียบของ ‘ข้อตกลง’ ที่ถูกปิดผนึกด้วยคำสาบานที่มองไม่เห็น สนมทั้งสามมองหน้ากัน ก่อนที่พวกนางจะก้มศีรษะลงพร้อมกันเป็นการแสดงความจงรักภักดีใหม่
ทว่า ในขณะที่มู่หลานกำลังจะก้าวเดินออกไปจากศาลา เงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่หลังม่านบังตามานานก็ก้าวออกมา... ผิวขาวจัดดุจหิมะและรอยยิ้มที่เคลือบยาพิษนั้นทำให้หัวใจของทุกคนหยุดเต้น
“ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจจริงๆ” กุ้ยเฟยหลินซูเอ่ยขึ้น เสียงของนางกังวานและเยือกเย็น นางก้าวเข้ามาในแสงจันทร์ มือเรียวงามถือจดหมายฉบับหนึ่งไว้แน่น “หลินมู่หลาน... เจ้าคิดว่าการรวบรวมเศษขยะเหล่านี้จะช่วยให้เจ้าคว่ำข้าได้งั้นหรือ?”
นางกวาดสายตามองเหล่าสนมที่ตัวสั่นงันงก ก่อนจะหันมาหยุดที่มู่หลาน “เจ้าลืมไปหรือไม่... ว่าตราประทับลับที่เจ้าตามหาอยู่นั้น มิได้อยู่กับข้าเพียงคนเดียว... แต่ในเวลานี้ มันกำลังวางอยู่บนโต๊ะทรงพระอักษรของฝ่าบาท พร้อมกับฎีกาถอดถอนเจ้าโทษฐาน ‘ซ่องสุมกำลังทรยศชาติ’!”
มู่หลานชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาของนางวูบไหวเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมานิ่งสนิทดุจทะเลสาบยามไร้ลม
“กุ้ยเฟย... พระองค์ทรงมั่นใจเกินไปหรือเปล่าเพคะ?” มู่หลานยิ้มตอบ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หลินซูรู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด “พระองค์ลืมไปว่า ก่อนที่ข้าจะมาที่นี่ ข้าได้ทิ้งของขวัญชิ้นหนึ่งไว้ในห้องเครื่องต้นของพระองค์... ของขวัญที่ทำให้ฮ่องเต้ทรงตัดสินพระทัย ‘เสด็จ’ มาที่ศาลาแห่งนี้ด้วยพระองค์เองในอีกไม่กี่อึดใจ”
เสียงฝีเท้าหนักแน่นของรองเท้าบูทข้าราชสำนักดังก้องมาจากทางเดินหลัก ตามด้วยเสียงขานนามที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนขาดห้วง “ฝ่าบาทเสด็จ!”
หลินซูหน้าซีดเผือด นางหันขวับไปมองทางเดินที่มืดมิด เห็นเงาร่างสูงใหญ่ของจ้าวเหวินหลงที่เดินเข้ามาพร้อมกับขุนนางคนเดิมในตอนแรก... และในพระหัตถ์ของฮ่องเต้มิใช่ฎีกาถอดถอนมู่หลาน แต่มันคือป้ายอาญาที่สลักชื่อของ ‘กุ้ยเฟย’ ไว้อย่างเด่นชัด!
ไป๋เหลียนหวาหวังว่านักอ่านทุกท่านจะยังคงติดตามการชิงไหวชิงพริบในวังหลังอันดุเดือดนี้ต่อไปนะคะ ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับมู่หลานในตอนนี้นะคะ
เล่ห์รักหงส์สังหาร: บัลลังก์เลือดสะเทือนรัก•ตอนที่ 22
ความจงรักภักดีที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เล่ห์รักหงส์สังหาร: บัลลังก์เลือดสะเทือนรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!