“บอกแล้วไงวะธาม ว่าเสาคานตัวนี้ถ้าร่นเข้ามาอีกสิบเซนติเมตรตามที่นายสเก็ตช์มา หน้างานจริงมันจะกลายเป็นซากสถาปัตยกรรมไร้ระเบิดทันที! นายใช้สมองส่วนไหนคิดฮะ ถึงได้เอาความสวยงามมาแลกกับความปลอดภัยของคนหน้างานแบบนี้!”
เสียงแหลมใสแต่ทรงพลังของพิมพ์มาดาตะโกนแข่งกับเสียงเครื่องจักรกลหนักหน้าไซต์งานก่อสร้างตึกคณะสถาปัตย์ผสมวิศวะแห่งใหม่ ร่างเพรียวในชุดช็อปสีรมดำเปื้อนฝุ่นปูนขาว ยืนเท้าเอวจ้องเขม็งไปยังร่างสูงของสถาปนิกหนุ่มปีสามที่กำลังสวมหมวกนิรภัยสีขาวเด่นสง่า
ธามไทถอนหายใจยาวพรืด เขาถอดแว่นตากันแดดเหน็บไว้ที่คอเสื้อ ก่อนจะก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัวหญิงสาว รัศมีอความนุกดดันแผ่ออกจากตัวพ่อหนุ่มสถาปัตย์จนคนงานรอบข้างต้องรีบถอยกรูด “เธอหยุดโวยวายสักห้านาทีได้ไหมพรีม ยัยวิศวะปากแจ๋ว! ที่ฉันร่นแนวเสาเข้ามาเพราะมันต้องรับน้ำหนักโครงสร้างกระจกเทมเปอร์ฟรีฟอร์มด้านบน ถ้านายไม่ปรับตรงนี้ ตึกนี้ก็เป็นได้แค่กล่องคอนกรีตหน้าตาเชยระเบิดที่ไร้รสนิยมสิ้นดี!”
“นี่นายว่าฉันเชยเหรอ!” พรีมพุ่งเข้าประชิดจนปลายจมูกแทบจะชนกัน หากไม่มีหมวกนิรภัยกั้นกลางไว้ ทั้งคู่คงได้วางมวยกันกลางแดดเปรี้ยงเกือบสี่สิบองศานี่แน่ “จำคำประกาศิตของอาจารย์ใหญ่ไม่ได้หรือไงคะ ว่าถ้าสัปดาห์นี้พวกเรายังตกลงกันไม่ได้ ฉันกับนายเตรียมตัวโดนเฉดหัวออกจากกองมรดกโปรเจกต์นี้ไปทำสวนเกษตรหลังมอแทนได้เลย!”
คำขู่เรื่องกองมรดกทำเอาธามชะงักไปนิด ดวงตาคมกริบใต้ร่มเงาหมวกนิรภัยกวาดมองใบหน้าเนียนใสที่ตอนนี้เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและคราบฝุ่น ชelฟความดื้อรั้นในแววตาคู่สวยนั้นมันช่าง... น่าหมั่นไส้และน่าดึงดูดใจในเวลาเดียวกันอย่างประหลาด
ให้ตายสิ ยัยนี่ต่อให้หัวยุ่งหน้ามอมแค่ไหน ทำไมเขากลับรู้สึกว่าเสน่ห์มันพุ่งพล่านยิ่งกว่านางแบบบนปกนิตยสารเสียอีก
“มองหน้าฉันแบบนี้ มีปัญหาอะไรจะเถียงอีกไหมคะคุณสถาปนิก” พรีมกระแทกเสียงถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป แถมยังจ้องเธอด้วยสายตาแปลกๆ ที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างไรชอบกล
“เปล่า แค่กำลังคิดว่าปากเก่งๆ แบบนี้ ถ้าเอาไปใช้พรีเซนต์งานหน้าคณะ คงสะใจพิลึก” ธามยิ้มมุมปาก กวนประสาทกลับตามสไตล์คนมั่นหน้า “โอเค ยอมก็ได้ ยอมถอยให้ครึ่งหนึ่ง... แต่ไม่ใช่เพราะกลัวเธอนะพรีม ฉันแค่วสงสารคนงานที่ต้องมารับฟังเสียงแว้ดๆ ของเธอต่างหาก”
“นี่นาย!”
ก่อนที่สงครามน้ำลายรอบใหม่จะระเบิดขึ้น แรงสั่นสะเทือนมหาศาลจากรถเครนขนาดใหญ่ด้านหลังก็ดังสนั่นหวั่นไหว เสียงโลหะเสียดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะขาดออกจากกัน ท่อนเหล็กเส้นมหึมาหลายสิบเส้นที่ผูกมัดไว้ด้วยลวดสลิงหนาเกิดอาการแกว่งไกวอย่างไร้การควบคุมกลางอากาศ เนื่องจากแรงลมกระโชกแรงกะทันหัน
“ระวัง!”
ธามตาสว่างวาบ สัญชาตญาณดิบสั่งการเร็วกว่าความคิด ร่างสูงพุ่งเข้าใส่ร่างบางของพิมพ์มาดาเต็มแรง จนทั้งคู่ล้มกลิ้งคลุกฝุ่นไปกองอยู่กับพื้นคอนกรีตดิบๆ ด้านข้างเสาเข็มต้นใหญ่ ทับซ้อนกันท่ามกลางฝุ่นตลบอบอวล
*โครม!*
เสียงท่อนเหล็กน้ำหนักหลายตันร่วงหล่นกระแทกพื้นห่างจากจุดที่พวกเขานอนอยู่ไม่ถึงสองเมตร แรงกระแทกส่งผลให้เศษปูนและฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่วทิศทาง ความเงียบงันชั่วขณะปกคลุมไปทั่วบริเวณ ก่อนที่เสียงคนงานจะตะโกนถามด้วยความตกใจ
“เฮ้ย! คุณธาม! คุณพรีม! เป็นอะไรกันหรือเปล่าครับ!”
ภายใต้ความชุลมุนนั้น หัวใจของธามเต้นรัวระส่ำไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความตกใจจากอุบัติเหตุเมื่อครู่ แต่เป็นเพราะอัมพฤกษ์ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนเกินความจำเป็น ร่างนุ่มนิ่มของวิศวกรสาวอยู่ใต้ร่างของเขาพอดิบพอดี แขนแกร่งทั้งสองข้างยันพื้นไว้เพื่อไม่ให้ทับเธอนั่นแหละ แต่ปลายจมูกของพวกเขากลับเฉียดกันไปมาจนลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวแก้มกันและกัน
พรีมเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนเห็นเหล็กหล่นเสียอีก ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่วันนี้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นจากอ้อมแขนแข็งแกร่งที่ปกป้องเธอไว้ ดวงตากลมโตสบประสานกับนัยน์ตาสีเข้มของคนด้านบนที่ฉายแววความห่วงใยเจือความดุอยู่ลึกๆ
“...นี่นาย” เสียงพรีมแผ่วเบาลงอย่างผิดหูผิดตา ความปากเก่งหายไปไหนหมดไม่รู้ เมื่อปลายนิ้วเรียวของธามเผลอยื่นออกไปปัดเศษฝุ่นที่ข้างแก้มให้อย่างลืมตัว
“ถ้าเธอเป็นอะไรไปขึ้นมาจริงๆ...” ธามกระซิบเสียงต่ำพร่า ริมฝีปากหยักเม้มเข้าหากันเล็กน้อยราวกับกำลังข่มอารมณ์บางอย่าง “แล้วใครจะมาคอยเถียงกับฉันทุกวันล่ะยัยตัวแสบ”
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกกดปุ่มหยุดเวลา เสียงเครื่องจักรและเสียงคนงานรอบข้างพลันเงียบหายไปในความรับรู้ เคมีบางอย่างพุ่งทะยานสูงเสียดฟ้าจนน่าใจหาย ธามค่อยๆ โน้มใบหน้าลงต่ำเรื่อยๆ สายตาคมกริบจดจ้องเรียวปากนิ่มที่เผยอขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ระยะห่างระหว่างกันลดลงเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น พรีมหลับตาลงอัตโนมัติ หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามราวกับจะหลุดออกมานอกอก
*กริ๊ง...*
เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของธามดังขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูฉับพลันราวกับมีคนสาดน้ำเย็นใส่หน้า
ธามสะดุ้งเล็กน้อย ผละตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเนียนๆ พลางกระแอมไอแก้เก้อ ส่วนพรีมรีบเด้งตัวลุกขึ้นตาม ใบหน้าร้อนผ่าวราcomมีคนเอาเตาไฟมาจดจ่อ หญิงสาวรีบก้มหน้าจัดเสื้อผ้าและหมวกนิรภัยกลบเกลื่อนความเขินอายที่พุ่งทะลักจนควบคุมไม่อยู่
“เอ่อ... ขอบคุณนะที่ช่วยไว้” พรีมเอ่ยเสียงเบาหวิว ชนิดที่แทบจะกลืนหายไปกับสายลม
“อือ... รู้ตัวก็ดี คราวหลังก็หัดระวังตัวซะบ้าง ไม่ใช่ดีแต่ปากเก่งไปวันๆ” ธามทำเป็นเฉไฉหันไปมองทางอื่นเพื่อซ่อนรอยยิ้มมุมปากที่หุบไม่ลง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสายด้วยน้ำเสียงห้วนๆ “มีอะไร... เออ กำลังจะคุยงานอยู่...”
ทว่า ท่ามกลางความโล่งใจที่รอดตายมาได้นั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับน้ำเสียงคุ้นเคยที่เอ่ยทักทายขึ้นด้วยรอยยิ้มกริ่ม
“โอ้โห... ภาพบาดตาบาดใจขนาดนี้ ฉันมาขัดจังหวะอะไรพวกเธอหรือเปล่าเนี่ย คุณสถาปนิกกับคุณวิศวกร”
ธามและพรีมชะงักกึก หันขวับไปมองพร้อมกัน และร่างที่ยืนกอดอกพิงเสาอยู่ตรงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน... กรณ์ เพื่อนสนิทหนุ่มสายชงตัวพ่อของธาม ที่กำลังส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้ พร้อมกับสมาร์ทโฟนในมือที่ชูขึ้นสูง หน้าจอของมันกำลังเปิดกล้องค้างไว้ และมุมภาพนั้น... ชัดเจนเสียยิ่งกว่าเอชดีว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นบ้าง!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาติดกับดักความฟินในไซต์งานก่อสร้างนี้นะคะ!
สถาปัตย์ตัวร้ายกับยัยโยธาปากแจ๋ว•ตอนที่ 3
หน้างานเดือดกับหมวกกันน็อกหนึ่งใบ
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปัตย์ตัวร้ายกับยัยโยธาปากแจ๋ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!