เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารหนาปึึกบนโต๊ะกระจกนิรภัยดังสนั่น สะท้อนก้องห้องทำงานส่วนตัวที่เคยหรูหราอลังการ แต่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก กวินหอบหายใจถี่กระชั้น เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผากมน ริมฝีปากที่เคยเหยียดยิ้มเยาะเย้ยผู้คนมาตลอดชีวิต บัดนี้สั่นระริกราวกับคนไข้ระยะสุดท้าย สายตาที่เคยมองใครก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไล่กวาดมองตัวเลขสีแดงฉานในงบดุลการเงินที่กำลังดิ่งเหว—ศูนย์บาท... และกำลังจะติดลบมหาศาลในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
“คุณกวินคะ... ทางธนาคารโทรมาแจ้งครั้งสุดท้ายแล้วค่ะ ถ้าภายในบ่ายสามโมงนี้เรายังหาเงินสดสามร้อยล้านมาโปะไม่ได้ หุ้นทั้งหมดของบริษัทจะถูกอายัดและประกาศล้มละลายทันทีค่ะ” เลขานุการสาวเสียงสั่นเครือ รายงานด้วยความหวาดผวา เธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาเจ้านายหนุ่มที่กำลังสติแตก
กวินเกร็งมือจิกทึ้งเส้นผมตัวเองจนยุ่งเหยิง ความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีตระกูลผู้ดีเก่าถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี เขาลองโทรหาทุกคนที่เคยยกย่องสรรเสริญ ลบเลียแข้งลบเลียขาในวันที่เขารุ่งเรือง แต่ผลลัพธ์ที่ได้มีเพียงเสียงสัญญาณตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย หรือไม่ก็คำปฏิเสธอย่างไร้มารยาท ทุกคนต่างวิ่งหนีหนارไฟที่กำลังไหม้ตึกระฟ้าของเขา ประหนึ่งว่าเขาเป็นโรคติดต่อร้ายแรง
ในวินาทีที่ความสิ้นหวัดกัดกินขั้วหัวใจจนมืดบอด ภาพใบหน้าของใครคนหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว สมองของกวินหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง นึกถึงคนที่เขาเคยเหยียบย่ำ ถ่มน้ำลายใส่ และหัวเยาะเย้ยว่าเป็นแค่เศษสวะสังคม... รินทร์
เสียงหัวใจของกวินเต้นโครมครามด้วยความอับázแต่จำยอม เขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว ศักดิ์ศรีอะไรนั่นกินไม่ได้ในวันที่ท้องหิวและหนี้สินท่วมหัว เขารู้ดีว่ามีเพียงคนเดียวในเมืองนี้ที่จะดีดนิ้วช่วยชีวิตเขาได้ คนที่เขารังเกียจที่สุด แต่กลับกลายเป็นคนที่มั่งคั่งที่สุดในพริบตา
รถยนต์หรูราคาแพงพุ่งทะยานมาจอดเทียบท่าหน้าตึกระฟ้าใจกลางเมือง ตึกที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของตระกูลกวิน แต่ตอนนี้เปลี่ยนมือมาเป็นอาณาจักรส่วนตัวของรินทร์ กวินก้าวลงจากรถด้วยขาที่แทบจะก้าวไม่ออก สูสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความอับอายที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอก เขากัดฟันเดินฝ่าระบบรักษาความปลอดภัยสุดล้ำที่ต้อนรับเขาอย่างเย็นชา จนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่หน้าบานประตูไม้สักทองสลักลายวิจิตรของห้องทำงานประธาน
“เชิญค่ะ คุณรินทร์รออยู่ข้างในแล้ว” น้ำเสียงเรียบเฉยของฟ้าใส หญิงสาวคู่คิดที่ยืนสง่านิ่งอยู่หน้าประธานดังขึ้น เธอปรายตามองอดีตคุณชายผู้สูงศักดิ์ด้วยแววตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งความโกรธแค้น แต่มันกลับน่ากลัวเสียยิ่งกว่าการกรีดร้องด่าทอ เพราะมันคือสายตาที่มองกวินเป็นแค่ ‘ธาตุอากาศ’
กวินกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ มือที่สั่นเทาผลักบานประตูเข้าไป กลิ่นหอมจางๆ ของชาอู่หลงชั้นดีลอยแตะจมูก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือรินทร์กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังแท้ราคาแพง ใบหน้าคมคายเจือรอยยิ้มบางเบาที่แฝงไปด้วยความเยียบเย็นและอำนาจที่ล้นพ้น รินทร์ไม่ได้แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองแขกผู้มาเยือน เขากำลังหมุนปากกาหมึกซึมราคาแพงเล่นอย่างใจเย็น ราวกับกำลังรอคอยดูละครสัตว์ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
“ลมอะไรหอบคุณมาถึงนี่ล่ะ... อดีตคุณชายกวิน” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างเย้ยหยัน แต่ทรงพลังจนกวินรู้สึกเหมือนตัวเองตัวลีบเล็กลงเหลือแค่ธุลีดิน
กวินสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ตัดสินใจทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มีลงบนพื้น พลางทรุดเข่าลงกระแทกกับพื้นพรมราคาแพงอย่างไร้ฟอร์ม เสียงเข่ากระทบพื้นดังทึบ ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบขาดใจ
“รินทร์... ช่วยผมด้วยเถอะนะ” เสียงของกวินแหบพร่า สั่นเครือ และเต็มไปด้วยความเวทนา “ตอนนี้บริษัทของผมกำลังจะพังทอดตลาด พนักงานนับร้อยชีวิตกำลังจะตกงาน คุณ... คุณมีเงินตั้งมากมาย ช่วยซื้อกิจการของผม หรือไม่ก็ให้ผมกู้เงินสักสามร้อยล้านเถอะนะ ผมขอร้อง... อยากให้ผมทำอะไรผมยอมทั้งนั้น!”
รินทร์หยุดหมุนปากกาในมือ เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินเข้ามาใกล้ชายหนุ่มที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง รินทร์ก้มมองกวินด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสมเพชเวทนา มือเรียวยื่นไปแตะคางของกวินให้เงยขึ้นบังคับสบตากัน
“จำวันที่คุณผลักผมลงจากตึกแล้วบอกว่าผมเป็นแค่หมาข้างถนนได้ไหม กวิน?” รินทร์เอ่ยถามเสียงกระซิบแผ่วเบา แต่กลับคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนเนื้อสด “คุณบอกว่าคนอย่างผม ต่อให้ทำงานทั้งชาติก็ไม่มีปัญญาแม้แต่จะซื้อเศษกระดูกจากโต๊ะอาหารของคุณ”
กวินน้ำตาไหลพรากด้วยความคับแค้นใจผสมความกลัว เขาละล่ำละลักละลาน “ผมผิดไปแล้ว... ผมมันตาบอดเอง รินทร์ เมตตาผมเถอะนะ ถือว่าเห็นแก่ที่เราเคยรู้จักกัน...”
“ความเมตตาเหรอ?” รินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ “น่าเสียดายจัง... ที่พจนานุกรมของผม ไม่มีคำนี้ไว้ใช้กับสุนัขที่เคยแว้งกัดผมหรอกนะ”
ฟ้าใสที่ยืนมองอยู่มุมห้องก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับวางเอกสารแผ่นหนึ่งลงตรงหน้ากวินที่กำลังคุกเข่า รินทร์ย่อตัวลงมา กระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกที่ทำให้กวินรู้สึกเหมือนตกลงไปในขุมนรกน้ำแข็ง
“ถ้าอยากให้ผมช่วยพยุงบริษัทใกล้ตายของคุณ... เซ็นสละสิทธิ์หุ้นทั้งหมด 100% ให้ผมซะ แล้วออกไปจากตึกนี้ในฐานะ ‘ลูกจ้างรายวัน’ ที่ผมเป็นคนจ้าง หรือไม่... ก็ปล่อยให้มันล้มละลาย แล้วไปนอนในคุกข้อหาฉ้อโกงประชาชนซะ เลือกเอา!”
กวินตัวชาดิ่ง มือที่สั่นเทารับปากกาจากมือของฟ้าใส หัวใจเต้นรำรัวอย่างบ้าคลั่ง เขารู้ดีว่าการเซ็นเอกสารฉบับนี้เท่ากับการเอาชีวิตจิตวิญญาณของตัวเองไปแขวนไว้บนเส้นด้ายแห่งความอัปยศชั่วชีวิต แต่ทว่า... ทันใดนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนข้อความจากสมาร์ตโฟนในกระเป๋าเสื้อสูทของกวินก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับหน้าจอที่สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของห้องทำงาน
เบอร์แปลกที่ไม่คุ้นเคยปรากฏขึ้น พร้อมกับข้อความสั้นๆ เพียงบรรทัดเดียวที่ทำให้สีหน้าของกวินเปลี่ยนจากความสิ้นหวัง กลายเป็นความตกตะลึงจนตาค้าง ราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆ—
[ด้วยรักจากใจ... ต้นไม้ริมระเบียงค่ะ]
ขอหย่าแล้วไง? ในเมื่อผมรวยกว่าคุณร้อยเท่า•ตอนที่ 32
เมื่อกวินกลายเป็นโบ้
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอหย่าแล้วไง? ในเมื่อผมรวยกว่าคุณร้อยเท่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!