กลิ่นหอมกรุ่นของชีสย่างและแป้งพิซซ่าเตาถ่านอบอวลไปทั่วห้องรับแขกขนาดกะทัดรัดของคอนโดมิเนียมย่านยูเนียนมอลล์ แต่บรรยากาศภายในห้องกลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก ตะวันนั่งกอดอกไขว่ห้างอยู่บนโซฟาผ้าสีเทา สายตาคมกริบมองร่างสูงโปร่งของรุ่นพี่คณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าโต๊ะญี่ปุ่นเตี้ยๆ มือหนาทั้งสองข้างถือกล่องพิซซ่าแบรนด์โปรดของคนตัวเล็กไว้มั่น ราวกับเด็กน้อยทำความผิดแล้วถือของกำนัลมาง้อแม่
"วางไว้ตรงนั้นแหละครับ แล้วก็เชิญกลับออกไปได้เลย ประตูไม่ได้ล็อก"
เสียงหวานเอ่ยขึ้นเรียบๆ แต่เฉียบคมจนวินสะดุ้งเล็กน้อย ชายหนุ่มผู้ไม่เคยต้องง้อใครในชีวิต ไม่เคยต้องมานั่งยืนตัวลีบให้ใครไล่ ส่งยิ้มแห้งๆ ที่ฝืนที่สุดในโลกมาให้ ก่อนจะค่อยๆ วางกล่องพิซซ่าลงอย่างทะนุถนอม
"พี่ไม่ได้ตั้งใจจะให้รินเข้ามาพูดจาแบบนั้นในร้านกาแฟนะตะวัน... วันนั้นคุณแม่ขอให้พี่ไปเป็นเพื่อนเลือกของขวัญให้คุณย่า แล้วบังเอิญเจอ
รินที่นั่นพอดี" วินอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ทุ่มนุ่มและจริงจังกว่าทุกครั้ง แววตาคมกริบทอประกายความกังวลอย่างปิดไม่มิด "ส่วนเรื่องที่เธอพูด... มันไม่มีอะไรเลย เราไม่ได้เป็นอะไรกันนอกจากผู้ใหญ่ทางบ้านจัดฉากไว้ให้"
ตะวันแค่นسหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตากลมโตตวัดมองคนตัวสูงด้วยแววตารู้ทัน "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผมล่ะครับพี่วิน? พี่จะไปเดินช็อปปิ้งกับคู่หมั้นที่เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบدف จะไปกินข้าวหรือไปฮันนีมูนที่ไหน มันก็สิทธิ์ของพี่นี่ครับ ผมเป็นแค่ 'เด็กติว' ที่รับจ้างสอนหนังสือเอาเงินเดือน ไม่ได้มีสถานะอะไรที่จะต้องมานั่งรับรู้เรื่องส่วนตัวพวกนี้"
คำพูดที่เจือความประชดประชันนั้นแทงใจดำวินเข้าอย่างจัง ชายหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้โซฟาอีกนิด ทิ้งตัวคุกเข่าลงข้างหนึ่งกับพื้นห้องเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกันกับคนตัวเล็ก มือหนายื่นออกไปหมายจะจับมือเรียว แต่กลับถูกตะวันชักมือหนีได้อย่างรวดเร็ว
"อย่ามาแตะต้องตัวผมครับ" ตะวันขยับถอยหลังจนชิดมุมโซฟา "ถ้าพี่จะมาง้อด้วยการซื้อของกินราคาแพงแล้วพูดจาหว่านล้อมแบบนี้ บอกเลยว่าเสียเวลาเปล่า ผมไม่ใช่รินที่จะได้หลงเชื่อคำพูดพวกนั้น"
วินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยอมรับเลยว่าเด็กนี่ดื้อรั้นและพยศเสียยิ่งกว่าม้าป่าพยศ แต่แปลก... ยิ่งตะวันดื้อใส่ ยิ่งทำท่าทางผลักไส หัวใจดวงที่ด้านชาและเต็มไปด้วยความอึดอัดจากครอบครัวของเขากลับรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างประหลาด
"พี่ไม่ได้มองเราเป็นแค่เด็กติว..." วินเอ่ยเสียงแผ่วเบา แต่หนักแน่นพอที่จะทำให้คนฟังชะงัก ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตากลมโต "ตั้งแต่วันแรกที่นายเข้ามาในชีวิตพี่... นายคือคนที่ทำให้พี่รู้ว่าการตื่นมาแล้วอยากเจอใครสักคนมันเป็นยังไง"
ตะวันชะงักไปชั่ววินาที หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะไปกับประโยคสารภาพที่หลุดออกมาจากปากของหนุ่มวิศวะผู้หยิ่งผยองคนนี้ ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะตีสีหน้านิ่งเฉย บัดนี้กลับฉายแววความจริงจังและความเวทนาจนน่าใจหาย ร่างสูงไม่เคยพูดจาหวานเลี่ยนแบบนี้กับใครมาก่อน และนั่นแหละที่ทำให้มันทรงพลังจนคนฟังตั้งรับไม่ทัน
"พี่..." ตะวันอ้าปากจะเถียง แต่กลับหาคำพูดมาโต้แย้งไม่ได้เมื่อปลายนิ้วอุ่นของวินเอื้อมขึ้นมาแตะเบาๆ ที่พวงแก้มเนียนอย่างถือวิสาสะ
"พี่รู้ว่าพี่ปากหร้า พี่รู้ว่าพี่มันงี่เง่าและจัดการชีวิตตัวเองไม่ได้... แต่เรื่องของนายกับพี่ มันคือเรื่องของเราสองคนนะตะวัน" วินขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนผิวแก้ม กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นแป้งพิซซ่าร้อนๆ ทำให้บรรยากาศรอบตัวเริ่มมีความอบอวลอันตรายคืบคลานเข้ามา "ให้โอกาสหมาโบ้ตัวนี้ได้พิสูจน์ตัวเองอีกสักครั้งนะ... นะครับ?"
สรรพนามแทนตัวเองที่เปลี่ยนไป พร้อมกับน้ำเสียงออดอเซ็นที่ขัดกับลุคหนุ่มวิศวะมาดขรึมโดยสิ้นเชิง ทำให้ตะวันรู้สึกเหมือนเลือดในกายสูบฉีดขึ้นมาที่ใบหน้าจนร้อนผ่าว แก้มใสขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ สมองที่เคยประมวลผลความเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว กลับรวนเรจนคิดคำด่าไม่ออก
ไอ้บ้านี่... ใช้ลูกอ้อนนี้มาได้ยังไงวะ!
ตะวันเม้มริมฝีปากแน่น พยายามดึงสติแล้วปัดมือหนาออกเบาๆ แม้ว่าหัวใจจะเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอกอยู่แล้วก็ตาม "อะ... ใครให้พี่มาเรียกผมแบบนั้นเล่า! แล้วก็ถอยไปไกลๆ เลยนะ เกะกะชะมัด!"
วินระบายยิ้มกว้างออกมาทันที เมื่อเห็นว่ากำแพงน้ำแข็งที่ตะวันสร้างขึ้นเริ่มละลายลงทีละน้อย ชายหนุ่มขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอย่างอารมณ์ดี "งั้นพี่ถือว่าเราหายกันนะ... เดี๋ยวพี่แกะพิซซ่าให้กิน หิวล่ะสิ กลิ่นหอมขนาดนี้"
"ใครบอกว่าผมจะกินด้วย..." ตะวันทำท่าฮึดฮัดกลบเกลื่อนความเขินอาย แต่ท้องเจ้ากรรมกลับส่งเสียงร้องประท้วงขึ้นมาเบาๆ ท่ามกลางความเงียบ ทำเอาคนตัวเล็กต้องรีบยกมือขึ้นกอดอกแล้วหันหน้าหนีไปทางอื่นด้วยความจำยอม
วินหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เดินไปหยิบจานในครัวมาจัดเตรียมพิซซ่าให้คนปากแข็งอย่างเอาอกเอาใจ บรรยากาศมาคุเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นละมุนละไมที่ไม่ได้สัมผัสมานาน จนกระทั่งเสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้นทำลายความเงียบ
*กริ่ง... ติ๊ด!*
ทั้งสองคนชะงักไปพร้อมกัน ตะวันขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ เพราะปกตินอกจากวินแล้ว ก็ไม่มีใครมาหาเขาที่ห้องนี้ในยามวิกาลแบบนี้อีก
วินวางจานพิซซ่าลงบนโต๊ะ ใบหน้าหล่อเหลากลับมาตึงเครียดขึ้นมาทันทีเมื่อสังเกตเห็นเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่โชว์เกือบสามทุ่มครึ่งแล้ว
ร่างสูงเดินไปที่ประตูเพื่อมองผ่านตาแมว ก่อนที่นัยน์ตาคมจะเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจระคนแปลกใจ เมื่อพบว่าบุคคลที่ยืนอยู่หน้าห้องในยามวิกาลนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน...
แต่เป็น 'ริน' ที่อยู่ในสภาพเปียกปอนจากฝนตกปรอยๆ ด้านนอก ดวงตาแดงก่ำราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนักมาหมาดๆ!
พบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
วิศวะคนนี้ขอเป็นเด็กดื้อของคุณติวเตอร์•ตอนที่ 16
หมาโบ้เริ่มทำงาน
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะคนนี้ขอเป็นเด็กดื้อของคุณติวเตอร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!