วิศวะคนนี้ขอเป็นเด็กดื้อของคุณติวเตอร์•ตอนที่ 5

สายตาที่เปลี่ยนไป

ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
"ถ้าสมองของนายคิดเลขได้รวดเร็วเท่ากับความไวในการเถียงฉันนะ ป่านนี้ป่านนี้คงสอบติดเกียรตินดับเบิลยูไปนานแล้วล่ะ, ตะวัน" เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดจางๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องสมุดคณะวิศวกรรมศาสตร์ โต๊ะมุมอับสายตาตัวเดิมถูกยึดครองโดยสองชีวิตที่เคมีตีกันยุ่งเหยิงราวกับสนามรบขนาดย่อม วินนั่งกอดอกพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบคิ้วเข้มจ้องมองร่างบางที่นั่งหน้ามุ้ยอยู่ฝั่งตรงข้าม ชีทสรุปวิชาแคลคูลัสกระจัดกระจายเต็มโต๊ะราวกับผ่านสนามเพลาะ ตะวันเงยหน้าขึ้นจากกองกระดาษ ดวงตากลมโตฉายแววเอาเรื่องทันที ปากจิ้มลิ้มเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะสวนกลับทันควันโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด "ถ้าสมองของพี่ประมวลผลความหมายของคำว่า 'ติวเตอร์' ได้ดีกว่าการนั่งจับผิดผมนะ ป่านนี้ชีทเล่มนี้คงจบไปตั้งแต่สามบ่ายแล้วครับ... ไม่ใช่มานั่งหน้ายักษ์ใส่ผมอยู่แบบนี้" วินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมวาววับขึ้นมาวูบหนึ่ง เขายอมรับเงียบๆ ในใจว่าเด็กนี่มันร้ายกาจ สมองไวเป็นกรดแถมฝีปากยังคมกริบชนิดที่หาตัวจับยาก ตลอดสามวันที่ผ่านมานับตั้งแต่ข้อตกลงติวหนังสือเริ่มขึ้น วินค้นพบความจริงข้อหนึ่ง—ตะวันไม่ใช่เด็กบริหารหัวอ่อนที่ยอมให้เขาข่มขู่เหมือนรุ่นน้องคนอื่นๆ ในคณะ แต่เป็นแมวป่าตัวจิ๋วที่พร้อมจะกางกรงเล็บข่วนเขาได้ทุกเมื่อหากเขาเผลอ บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่มีความตึงเครียดแบบแปลกประหลาดเจืออยู่ ความใกล้ชิดที่เพิ่มขึ้นทีละนิดในพื้นที่จำกัดทำให้ประสาทสัมผัสของวินเริ่มทำงานอย่างผิดปกติ ชายหนุ่มขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง สายตาที่เคยใช้มองชีทตรงหน้ากลับเผลอเลื่อนต่ำลงโดยอัตโนมัติ... ไปหยุดอยู่ที่แพขนตางอนหนาที่ทอดเงาลงบนพวงแก้มใส ริมฝีปากบางที่กำลังขยับขมบเถียงเขาฉอดๆ และปลายนิ้วเรียวที่กำลังหมุนปากกาหมุนวนไปมาอย่างใช้ความคิด วินนิ่งค้างไปชั่วขณะ เขากำลัง "จับผิด" ตะวัน... แต่ไม่ใช่เรื่องการคำนวณแคลคูลัส เขากำลังสังเกตว่าวันนี้ตะวันไม่ได้ติดกิ๊บรูปดาวสีเหลืองแบบสองวันที่ผ่านมา แต่เปลี่ยนมาใช้ยางรัดผมสีดำเรียบๆ แทน และนั่นทำให้ปอยผมรกเรื้อข้างขมับคลอเคลียกับผิวแก้มเนียนใสอย่างน่าหมั่นไส้... เอާะ ไม่ใช่สิ น่ารำคาญต่างหาก เขากำลังรู้สึกหงุดหงิดที่สมาธิของตัวเองเริ่มหลุดลอยไปกับรายละเอียดไร้สาระพวกนี้ "มองอะไรครับ? หน้าผมมีสูตรแคลคูลัสติดอยู่หรือไง" เสียงใสๆ เอ่ยทักขึ้นพร้อมกับดวงตากลมโตที่กะพริบปริบๆ จ้องตรงมายังเขา วินสะดุ้งเล็กน้อยแต่ยังคงตีสีหน้านิ่งเรียบกลบเกลื่อนความพิรุธ "เปล่า... แค่กำลังคิดว่าสมองเธอนี่มันมีความจุเท่าไหร่กันแน่ ถึงได้เถียงเก่งกว่าทำโจทย์" วินตอบเสียงห้วน แสร้งหยิบปากกาขึ้นมาหมุนบ้างเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ "ปากเสีย..." ตะวันพึมพำเบาๆ แต่ก็ยอมก้มหน้าลงไปมองสมุดโจทย์ต่อ วินแอบถอนหายใจโล่งอกที่รอดตัวไปได้หวุดหวิด แต่ทว่า... สายตาเจ้ากรรมของเขากลับไม่ยอมเชื่อฟังสมองสั่งการ มันยังคงลอบมองโครงหน้าด้านข้างของคนตรงข้าม ไล่จากสันจมูกรั้น ไล่ลงมาถึงริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันอย่างใช้สมาธิ วินเพิ่งสังเกต... ว่าเวลาที่ตะวันตั้งใจทำอะไรมากๆ เจ้าตัวจะมีนิสัยชอบกัดริมฝีปากล่างเบาๆ โดยไม่รู้ตัว ภาพนั้นสะท้อนเข้าสู่โหมดประมวลผลในหัวของวินอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกร้อนผ่าวแปลกๆ แล่นพล่านขึ้นมาที่ต้นคอจนชายหนุ่มต้องรีบเบือนหน้าหนีไปมองนอกหน้าต่างแทน เขากำลังเป็นบ้าอะไรวะเนี่ย? นั่นคือคำถามที่วินถามตัวเองซ้ำๆ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เด็กนี่เป็นแค่นักศึกษาปีหนึ่งที่เขาต้องติวด้วยเพราะข้อแลกเปลี่ยนบางอย่าง ไม่ใช่เป้าหมายที่เขาจะต้องมานั่งพิศวงงงงวยกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ "นี่! พักก่อนเถื้อะ ผมตาลายหมดแล้วนะ" ตะวันโวยวายขึ้นเบาๆ พร้อมกับทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้บ้าง เจ้าตัวยืดแขนบิดขี้เกียจจนเสื้อนักศึกษาตัวโคร่งร่นขึ้นเผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดช่วงเอววับๆ แลมๆ วินเผลอสูดหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด สายตาคมเข้มดิ่งลึกราวกับเสือจ้องตะครุบเหยื่อโดยสัญชาตญาณ "เหนื่อยง่ายชะมัด ยัยตัวแสบ" วินเอ่ยเสียงพร่าโดยไม่รู้ตัว มือหนายื่นออกไปหยิบกระติกน้ำสีฟ้าพาสเทลของตะวันที่วางอยู่ข้างกองชีทมาเปิดฝIรินน้ำดื่มใส่แก้วยื่นให้ "อ่ะ ดื่มซะ จะได้มีแรงมาเถียงต่อ" ตะวันชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตมองหน้าพระเอกหนุ่มรุ่นพี่อย่างนึกฉงน ปกติวินมักจะใช้วาจาเชือดเฉือนหรือออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา แต่วันนี้... แววตาคู่นั้นกลับมีความอ่อนโยนแปลกประหลาดซ่อนอยู่ภายใต้ความดุดัน "ขอบคุณครับ..." ตะวันรับแก้วน้ำมาถือไว้ เสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงนิดหน่อยโดยไม่รู้ตัว บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกลดอุณหภูมิลงเหลือเพียงความเงียบงันที่มีแค่เสียงหัวใจเต้นจังหวะประหลาด วินขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดโดยสัญชาตญาณ ระยะห่างระหว่างกันในตอนนี้เหลือเพียงแค่ไม่กี่คืบ จนวินได้กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายกลิ่นแป้งเด็กจางๆ ลอยมาจากตัวของคนตรงข้าม มันเป็นกลิ่นที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาดท่ามกลางความเครียดเรื่องโปรเจกต์วิศวะและปัญหาครอบครัวที่รุมเร้า "ตะวัน..." วินเรียกชื่อนั้นเบาๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำหลุดรอดจากลำคออย่างเผลอไผล "หือ?" ตะวันเงยหน้าขึ้นสบตา ทันทีที่ดวงตาสองคู่ประสานกัน โลกทั้งใบก็ราวกับหยุดหมุน วินโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้โดยไม่ทันได้ยั้งคิด ปลายนิ้วเรียวของเขาเผลอยื่นออกไปหมายจะปัดปอยผมที่ตกลงมาบดบังดวงตาคู่นั้นออกให้อย่างแผ่วเบา หัวใจของตะวันเต้นกระหน่ำรัวราวกองชุดในผับ ความใกล้ชิดที่มากเกินขอบเขตทำให้ลมหายใจอุ่นๆ ของทั้งคู่ปะปนกันจนแยกไม่ออก ร่างบางตัวแข็งทื่อ สมองประมวลผลไม่ทันกับจู่โจมทางอารมณ์ที่รวดเร็วและรุนแรงนี้ แต่วินเองก็ไม่ได้สติไปมากกว่ากัน ปลาย นิ้วของเขาแตะโดนผิวแก้มเนียนนุ่ม สัมผัสนั้นยิ่งย้ำเตือนว่าเด็กคนนี้มีอิทธิพลต่อความนิ่งสงบในใจเขามากแค่ไหน วินไล้ปลายนิ้วผ่านพวงแก้มแผ่วเบาราวกับต้องมนต์สะกด สายตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากอิ่มที่เผยอขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจอย่างลืมตัว ทว่า... ก่อนที่ระยะห่างระหว่างริมฝีปากของทั้งคู่จะลดลงจนเหลือศูนย์ เสียงผลักประตูกระจกห้องสมุดโซนส่วนตัวก็ดังขึ้นขัดจังหวะอย่างไม่รู้กาลเทศะ! "พี่วินคะ! รินตามหาซะทั่วเลย ทำไมมาหลบอยู่มุมนี้ล่ะคะเนี่ย?" ร่างสูงโปร่งของหญิงสาวในชุดนักศึกษารัดรูป ริน ดาวคณะบริหารและคู่หมั้นที่ผู้ใหญ่จัดเตรียมไว้ให้ ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย แต่แววตาที่มองตรงมายังตะวันและวินที่นั่งประชิดติดกันนั้น... กลับเย็นเยียบและเต็มไปด้วยประกายไฟแห่งความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่บทที่ห้าไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะคนนี้ขอเป็นเด็กดื้อของคุณติวเตอร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%