เสียงหัวใจที่เต้นรัวจนเกือบหลุดออกมานอกอก ไม่ได้มาจากความเหนื่อยอ่อนของการวิ่งหนีความวุ่นวาย แต่เกิดจากระยะห่างระหว่างเราสองคนในห้องสมุดเงียบสงบโซนลึกสุด ที่ซึ่งแสงไฟนีออนสีนวลสาดส่องลงบนกองหนังสือสถาปัตยกรรมและชีทสรุปเล่มหนา
"ถ้ายังเอาแต่เหม่อแล้วมองหน้าผมแบบนี้ โปรเจกต์วิศวกรรมโยธาตัวนี้คงไม่ได้ส่งหรอกนะครับ คุณวิศวกร"
เสียงหวานใสแต่แฝงความกวนประสาทของตะวันดังขึ้น พร้อมกับปลายดินสอไม้ที่ใช้เคาะเบา ๆ ลงบนกลางหน้าผากของผมอย่างถือวิสาสะ
ผม—วิน—เผลอชะงักไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่เพราะกลิ่นหอมอ่อน ๆ คล้ายดอกไม้จาง ๆ จากตัวคนตรงข้ามมันกำลังรบกวนสมาธิอันน้อยนิดที่มีอยู่จนหมดสิ้น ปกติแล้วไอ้เด็กบริหารปีหนึ่งคนนี้จะต้องทำหน้าเชิดใส่ผมทุกครั้งที่เจอหน้า แต่วันนี้... สถานการณ์กลับบังคับให้เราต้องมานั่งหัวติดกันอยู่สองต่อสองในห้องติวด่วนแบบนี้
"ใครมองนายกัน อย่าหลงตัวเองให้มากนักเลยตะวัน" ผมรีบดึงหน้ากลับสู่โหมดเย็นชาตามความเคยชิน พร้อมกับเบี่ยงสายตาไปมองหน้าจอแล็ปท็อปที่แสดงผลงานออกแบบโครงสร้างสะพานที่กำลังพังไม่เป็นท่า "นายก็แค่รับจ้างมาติวให้ฉันตามหน้าที่ ไม่ได้แปลว่าฉันพิศวาสนายสักหน่อย"
"ปากแข็งจังนะครับ ระวังเถอะ... ปากแบบนี้แหละที่จะพาซวยเข้าสักวัน" ตะวันยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ดวงตากลมโตเป็นประกายท้าทายจนน่าหมั่นไส้ "เอาล่ะ เลิกนอกเรื่องแล้วดูตรงนี้ แรงเฉือนตรงคานรับน้ำหนักมันเกินลิมิต ถ้าคุณไม่แก้สมการตรงนี้ใหม่ อาจารย์ที่คุณเคารพรักได้สวดคุณยาวยันปีหน้าแน่"
นิ้วเรียวสวยของอีกฝ่ายเอื้อมมาเลื่อนเมาส์บนโต๊ะ ปลายนิ้วของเราเฉียดกันเพียงนิดเดียว แต่กระแสไฟแปลกประหลาดกลับวิ่งพล่านไปทั่วแขนของผมจนต้องรีบชักมือกลับแทบไม่ทัน ตะวันช้อนตาขึ้นมองเล็กน้อย แววตาส่อแววรู้ทันแต่ก็ไม่ได้เอ่ยแซวอะไรออกมา ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและเสียงพลิกกระดาษเบา ๆ เท่านั้น
บรรยากาศรอบตัวมันช่างชวนให้อึดอัด... แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันมีความตื่นเต้นบางอย่างซ่อนอยู่
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของเราเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากคู่กัดที่เจอหน้ากันเป็นต้องจิกกัด กลายมาเป็นความจำยอมที่ผมต้องพึ่งพาสมันองศาและสมองอันปราดเปรื่องของเด็กบริหารคนนี้เพื่อเอาตัวรอดจากโปรเจกต์มหาหิน ครอบครัวของผมคาดหวังความสมบูรณ์แบบในทุกย่างก้าว ไม่มีที่ว่างให้ความผิดพลาด และนั่นคือเหตุผลที่ผมต้องดึงดันทำโปรเจกต์นี้ให้ผ่าน โดยไม่สนใจว่าตัวเองจะเครียดจนนอนไม่หลับมาหลายคืนติดต่อกันแล้ว
จนกระทั่งตะวันก้าวเข้ามาในชีวิต... ด้วยท่าทีที่ไม่เกรงกลัวยศถาบรรดาศักดิ์หรือมาดนิ่งๆ ของผมเลยสักนิด
"พักก่อนเถอะครับ หน้าคุณซีดเป็นไก่ต้มแล้วนะวิน" ตะวันวางดินสอลงในมือ เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย ความจริงจังในแววตาคู่นั้นทำให้ผมเผลอใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ "เดี๋ยวถ้าคุณเป็นลมคาโต๊ะอ่านหนังสือขึ้นมา ผมไม่แบกคุณไปห้องพยาบาลหรอกนะ จะบอกให้"
"ฉันไม่ใช่เด็กๆ นะ ถึงจะได้เป็นลมง่ายขนาดนั้น" ผมตอบเสียงห้วน แต่ร่างกายกลับทรุดตัวพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดสภาพ ความเหนื่อยล้าจากการอดนอนสะสมมานานโถมเข้าใส่จนเปลือกตาเริ่มหนักอึ้ง
"รู้ครับว่าไม่ใช่เด็ก... แต่เป็นเด็กดื้อต่างหาก" ตะวันหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะดันแก้วกาแฟกระป๋องที่เจ้าตัวเดินไปกดมาจากตู้หยอดเหรียญเมื่อครู่มาตรงหน้าผม "ดื่มซะ จะได้มีแรงมาเถียงผมต่อ"
ผมมองหน้าคนหวังดีแต่ปากร้ายเงียบๆ ก่อนจะหยิบกระป๋องกาแฟขึ้นมาเปิดดื่ม ความหวานกลมกล่อมช่วยบรรเทาความเหนื่อยลอลงไปได้บ้าง สายตายังคงสำรวจใบหน้าเนียนใสของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แสงไฟสลัวขับให้ผิวของตะวันดูโดดเด่นขึ้นมาอย่างน่ามอง ยิ่งได้เห็นมุมที่อีกฝ่ายตั้งใจอธิบายเรื่องตัวเลขและโครงสร้างด้วยความกระตือรือร้น ยิ่งทำให้ผมละสายตาไปไม่ได้เลย
"มองอะไรนักหนา หน้าผมมีกาวตราช้างติดอยู่หรือไง" ตะวันขมวดคิ้วมุ่นเมื่อรู้ตัวว่าถูกจ้องนานเกินไป
"เปล่า แค่กำลังคิดว่า... นายปากจัดแบบนี้ เวลาไปจีบใครเขาไม่กลัววิ่งหนีหมดหรือไง" ผมแกล้งหยอกกลับเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกประหลาดในอก
"ระดับผมไม่ต้องวิ่งไปจีบใครหรอกครับ มีแต่คนวิ่งเข้าหา... ว่าแต่คุณเถอะ ห่วงตัวเองก่อนเถอะครับ ว่าโปรเจกต์นี้จะรอดเงื้อมมืออาจารย์ได้หรือเปล่า" ตะวันยักไหล่อย่างไม่ี่สะทกสะท้าน ก่อนจะโน้มตัวเข้ามาใกล้โต๊ะมากขึ้นเพื่อชี้จุดคำนวณในชีท "ตั้งใจฟังตรงนี้ให้ดีนะ ผมจะอธิบายแค่รอบเดียว..."
ระยะห่างที่ลดลงกระชั้นชิดทำให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวของตะวันลอยวนอยู่ปลายจมูกอีกครั้ง หัวใจของผมเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ ยิ่งสบเข้ากับดวงตากลมโตที่มองตรงมาด้วยความตั้งใจ ความคิดในหัวก็เริ่มรวนเรจนแทบประติดประต่อเรื่องราวที่อีกฝ่ายกำลังพูดไม่ได้เลย
ให้ตายเถอะ... นี่ผมกำลังแพ้เด็กบริหารคนนี้เข้าจริงๆ แล้วสินะ
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความเงียบสงบและกลิ่นอายความใกล้ชิดอันตราย เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นก้องโถงทางเดินยาวของห้องสมุด ปลายทางมุ่งตรงมายังโต๊ะที่เรานั่งอยู่
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
เสียงเคาะโต๊ะดังขึ้นเบาๆ แต่ทรงพลังพอที่จะทำให้เราสองคนสะดุ้งสุดตัว ผมหันขวับไปมองผู้มาใหม่ด้วยความหงุดหงิดที่ถูกขัดจังหวะ แต่ทว่า... ทันทีที่เห็นใบหน้าสวยเฉี่ยวและแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจของคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น เลือดในกายของผมก็เย็นเฉียบลงทันที
"พี่วินคะ... ทำไมติดต่อไม่ได้เลยรู้ไหมคะว่ารินรออยู่ที่คณะนานแค่ไหนแล้ว"
เสียงหวานแหลมที่เอ่ยขึ้นทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงในพริบตา ริน—ดาวคณะบริหารคู่หมั้นที่ครอบครัวจัดหาให้—ยืนกอดอกมองหน้าผมสลับกับตะวันด้วยสายตาจับผิด ท่าทางเอาแต่ใจและแววตาคุกคามนั้นฉายชัดว่าเธอกำลังไม่พอใจอย่างรุนแรงที่เห็นผมมานั่งอยู่กับผู้ชายอีกคนในมุมลับตาคนแบบนี้
ตะวันผละถอยหลังออกห่างจากผมทันที แววตาที่เคยสดใสเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเรียบเฉย เย็นชา และปิดกั้นอย่างรวดเร็วราวกับต้องการตีตัวออกห่างจากสถานการณ์น่าอึดอัดนี้
"ดูท่าทางคุณจะมีธุระส่วนตัวนะคะ งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่าครับ ส่วนชีทที่เหลือ... กลับไปเคลียร์กันเองตามสะดวกเถอะครับ"
ตะวันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ก่อนจะก้มหน้าเก็บข้าวของลงกระเป๋าอย่างรวดเร็วโดยไม่รอให้ผมได้อ้าปากแก้ตัวสักคำเดียว
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่บทที่สี่ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
วิศวะคนนี้ขอเป็นเด็กดื้อของคุณติวเตอร์•ตอนที่ 4
ความลับในห้องสมุด
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะคนนี้ขอเป็นเด็กดื้อของคุณติวเตอร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!