วิศวะคนนี้ขอเป็นเด็กดื้อของคุณติวเตอร์•ตอนที่ 3

กฎเหล็กในห้องติว

ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
"ถ้าคุณยังเปิดหน้านี้ข้ามไปอีกบรรทัดเดียว ผมจะถือว่าคุณยอมแพ้และต้องเลี้ยงชาบูผมมื้อหน้า... ตกลงตามนี้นะครับคุณวิศวกร" เสียงหวานใสแต่แฝงความกวนประสาทดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงบของห้องสมุดคณะวิศวกรรมศาสตร์ โต๊ะมุมอับสายตาถูกจับจองเป็นสนามประลองยุทธ์ขนาดย่อม ระหว่างชีทสรุปบัญชีการเงินกองโตกับร่างสูงใหญ่ของคนที่ขึ้นชื่อว่าแบกความหยิ่งผยองไว้เต็มพิกัด วินกอดอกมองหน้าติวเตอร์จำเป็นด้วยสายตาที่คมกริบราวกับใบมีดโกน สันกรามคมสันขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูน ร่างสูงใหญ่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ แต่ดวงตากลับดุดันเอาเรื่อง ปากหยักหนายกยิ้มเยาะแบบที่เห็นแล้วอยากคว้าปากกาเคมีมาขีดเขียนเล่นให้รู้แล้วรู้รอด "ปากเก่งแบบนี้เหรอครับที่ทางมหาลัยส่งมาเป็นติวเตอร์ให้ผม คิดว่าตัวเองแน่มาจากไหน ถึงกล้ามาต่อรองกับคนอย่างวิน" วินโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนเกินระยะปลอดภัย กลิ่นน้ำหอมผู้ชายแบรนด์ดังเจือจางผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้าแตะจมูก ตะวันชะงักไปนิดเดียวแต่รักษาสติไว้ได้อย่างรวดเร็ว "ผมก็แค่ติวเตอร์รับจ้างที่หวังเงินค่าสอนครับ ไม่ได้อยากมาต่อรองอะไรกับคุณหรอก... แต่ถ้าคุณยังนั่งทำหน้ายักษ์ใส่ชีทสรุปของผมแบบนี้ เกรงว่าเงินค่าจ้างงวดแรกคงไม่พอค่าทำขวัญให้ผมแน่ๆ" ตะวันตอบกลับทันควัน ดวงตากลมโตสบตากู้อีจี้กลับแบบไม่หลบเลี่ยงแม้แต่นินเดียว ความท้าทายในแววตานั้นทำให้วินชะงักไปชั่วขณะ ตลอดสามปีในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่มีใครกล้าต่อปากต่อคำกับเขาแบบนี้สักคน พวกผู้หญิงมักจะก้มหน้าเขินอาย ส่วนพวกผู้ชายก็มักจะเกรงใจหรือหาเรื่องชกต่อย แต่วะ... ตะวัน เด็กปีหนึ่งจากคณะบริหารคนนี้ กลับทำเหมือนเขากำลังเล่นขายของอยู่เสียอย่างนั้น "งั้นเรามาทำข้อตกลงกันให้ชัดเจนดีกว่าครับ คุณติวเตอร์" วinขยับตัวตรง หยิบปากกาหมึกซึมราคาแพงขึ้นมาหมุนเล่นในมือ สายตาเจ้าเล่ห์มองสำรวจใบหน้าเนียนใสที่เริ่มขึ้นสีแดงจางๆ ด้วยความหงุดหงิด "กฎข้อแรก... ห้ามก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของผม ห้ามถามว่าทำไมผมต้องมาเรียนพิเศษวิชาบริหาร ทั้งที่เรียนอยู่ปีสามวิศวะ และที่สำคัญที่สุด... ห้ามทำตัวสนิทสนมเกินกว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง" ตะวันเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองกระดาษเปล่าที่วินเพิ่งเขียนข้อความบางอย่างลงไปอย่างนึกขัน รอยยิ้มมุมปากของอีกฝ่ายช่างน่าหมั่นไส้เสียจนบริหารหนุ่มอยากจะคว้ากระดาษแผ่นนั้นมาขยำขยี้ทิ้งเสียให้หมด "ห้ามก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวเหรอครับ?" ตะวันทวนคำ เสียงหัวเราะเบาๆ หลุดออกมาจากลำคอ "ฟังดูยิ่งใหญ่เหมือนกำลังเซ็นสัญญาระดับชาติเลยนะครับ... แต่ถ้าผมบังเอิญ 'รู้' ขึ้นมาเองโดยที่คุณไม่ต้องบอกล่ะครับ จะมีบทลงโทษอะไรไหม" "คุณไม่มีทางรู้หรอก" วินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงมั่นอกมั่นใจเต็มร้อย "คนอย่างคุณรู้จักแค่เรื่องบัญชีกับตัวเลขในกระดาษ จะไปเข้าใจอะไรกับความกดดันบ้าๆ ที่ผมต้องเจอ" "อ๋อ... งั้นเหรอครับ" ตะวันแกล้งทำเป็นพยักหน้ารับรู้ ร่างบางขยับเข้าไปใกล้โต๊ะอีกนิดจนศอกทั้งสองข้างชนกัน ดวงตาคู่สวยประกายระยิบระยับราวกับแมวป่าที่กำลังเจอเหยื่ออันโอชะ "ถ้าผมเดาไม่ผิด... ที่คุณต้องมานั่งหน้าบึ้งติววิชาบริหารกับผมตอนนี้ ก็เพราะคุณปู่ของคุณยื่นคำขาดมาใช่ไหมครับ ว่าถ้าปีนี้เกรดเฉลี่ยรวมของคุณไม่ถึงสามจุดสอง โปรเจกต์ควบรวมกิจการบริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่ที่ครอบครัวคุณถือหุ้นอยู่... จะถูกโอนไปให้ลูกพี่ลูกน้องของคุณดูแลแทน" บรรยากาศรอบตัวเหมือนหยุดนิ่งไปชั่ววินาที ปากกาในมือของวินร่วงหล่นลงกระทบพื้นโต๊ะเสียงดังสนั่น ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจระคนหวาดระแวง ร่างสูงแข็งทื่อไปชั่วขณะ ความมั่นใจทั้งหมดที่เคยมีมลายหายไปในพริบตา เมื่อเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงสามวัน กลับอ่านใจและล่วงล้ำเข้ามาถึงปมปัญหาลึกที่สุดในครอบครัวของเขาได้อย่างแม่นยำราวกับมีตาทิพย์ "คุณ... รู้ได้ยังไง" วินเค้นเสียงลอดไรฟัน สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความระแวงและไม่อยากจะเชื่อ ตะวันไม่ได้ตอบทันที รอยยิ้มหวานหยดที่เคลือบยาพิษถูกส่งไปให้ร่างสูงที่กำลังนั่งนิ่งค้าง ร่างบางเอื้อมมือไปหยิบปากกาที่หล่นอยู่ขึ้นมาวางคืนบนโต๊ะอย่างใจเย็น ปลายนิ้วเรียวแตะเบาๆ ที่หลังมือของวินจนเจ้าตัวสะดุ้งเล็กน้อย "ผมบอกแล้วไงครับว่าผมไม่ได้โง่... และที่สำคัญที่สุด" ตะวันโน้มใบกระซิบชิดริมฝีปากของคนตัวโตจนวินสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ "ผมเกลียดคนขี้เก๊กที่ชอบทำเป็นเข้มแข็งที่สุดเลยล่ะครับ คุณวิน" หัวใจของวินกระตุกวูบ จังหวะการเต้นในอกรัวเร็วจนผิดปกติ ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นพล่านไปทั่วร่าง ทั้งโกรธ ทั้งอับอาย แต่ในขณะเดียวกัน... ความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจบางอย่างก็กำลังกัดกินขั้วหัวใจอย่างรุนแรง ไม่เคยมีใครกล้าจี้จุดดำมืดในใจเขาได้ขนาดนี้มาก่อน และที่แย่ที่สุดคือ... เขากลับรู้สึกใจเต้นแรงกับสายตาคู่นั้นเสียเหลือเกิน ก่อนที่วินจะทันได้อ้าปากเถียงหรือหาคำพูดไหนมากลบเกลื่อนความพ่ายแพ้ เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับบานประตูห้องสมุดโซน VIP ที่ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาทก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน "พี่วินคะ! อยู่นี่เอง รินตามหาซะทั่วเลย..." เสียงหวานหยดย้อยของ 'ริน' ดาวคณะบริหารและคู่หมั้นสาวที่ผู้ใหญ่ทางบ้านจัดเตรียมไว้ให้ ดังแทรกเข้ามาทำลายบรรยากาศชวนใจสั่นในห้องติว ร่างเพรียวระหงในชุดนักศึกษารัดรูปเดินนินทาตรงเข้ามาหาร่างสูงทันที โดยไม่สนใจเลยว่าสายตาของวินในตอนนี้กำลังเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและหงุดหงิดถึงขีดสุด วินหันไปมองรินด้วยแววตาเรียบนิ่ง ก่อนจะเหลือบกลับมามองตะวันที่มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับอยู่บนมุมปากอย่างผู้ชนะ แล้วข้อมือหนาของวิศวกรหนุ่มก็เอื้อมไปคว้าหมับเข้าที่ข้อมือบางของตะวันทันที ก่อนที่ร่างสูงจะดึงรั้งให้อีกฝ่ายลุกขึ้นยืนประชิดตัวโดยไม่ทันตั้งตัว... ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่บทที่สามไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวะคนนี้ขอเป็นเด็กดื้อของคุณติวเตอร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%