หน้าจอแล็ปท็อปสะท้อนแสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นในความมืดของห้องทำงานที่เงียบสงบ บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศที่ทำงานหนักเกินไป
"ไอ้บ้าเอ๊ย..."
เสียงพึมพำลอดออกมาจากริมฝีปากของดรณ์ ชายหนุ่มผู้ปกติมักจะมีรอยยิ้มเยาะกวนประสาทและคำพูดเชิงทฤษฎีฟิสิกส์ไว้บลัฟคนอื่นเสมอ ทว่าในวินาทีนี้ แววตาคมกริบหลังกรอบแว่นกลับไหววูบอย่างรุนแรง นิ้วเรียวยาวที่เคยรัวแป้นพิมพ์อย่างคล่องแคล่วกลับหยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศ กลางหน้าจอคอมพิวเตอร์คือภาพถ่ายระยะประชิดของฟ้าใส—หญิงสาวจอมกะล่อนผู้เป็นทั้งคู่หูและตัวป่วนประจำชีวิต—กำลังเดินอยู่บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเมื่อวานนี้ และสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของเขาเกือบสะดุด คือรอยกากบาทสีแดงฉานขนาดใหญ่ที่ถูกพ่นทับลงบนร่างของเธออย่างจงใจ
มันไม่ใช่แค่การขู่คุกคามธรรมดา แต่มันคือสัญญาณอันตรายระดับวิกฤต
ประตูห้องทำงานเปิดผางขึ้นทันทีพร้อมกับร่างบางของฟ้าใสที่ถือแก้วชานมไข่มุกเดินเข้ามาด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง รอยยิ้มแป้นแล้นบนใบหน้าของเธอสดใสเสียจนตัดกับบรรยากาศตึงเครียดในห้องราวฟ้ากับเหว
"นี่! ดรณ์ นายรู้ป่ะว่าร้านเปิดใหม่ข้างตึกแถวคิวยาวเหยียดขนาดไหน แต่ด้วยความที่ฉันเป็นอินฟลูฯ สายคอนเทนต์ผู้มีอภิสิทธิ์เหนือมนุษย์ ก็เลย..." ฟ้าใสชะงักฝีเท้าลงทันทีเมื่อกวาดสายตามาเห็นสีหน้าของชายหนุ่ม รอยยิ้มบนปากเธอมลายหายไปในพริบตา "เฮ้ย... หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลย เป็นไรป่ะเนี่ย? หรือฟิสิกส์ควอนตัมมันทำพิษจนสมองช็อตไปแล้ว?"
ดรณ์รีบพับหน้าจอแล็ปท็อปเสียงดังสนั่น *ปัง!* หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวที่ไม่อาจซ่อนเร้น ความกลัวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตนักวิทยาศาสตร์ผู้เชื่อมั่นในเหตุและผล—ความกลัวที่จะสูญเสียคนตรงหน้าไป
"ฟ้าใส..." น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและจริงจังจนน่ากลัว ไม่มีมุกตลก ไม่มีคำกวนประสาท ไม่มีรอยยิ้มมุมปาก
"ดรณ์... นายเป็นอะไรเนี่ย ทำไมทำหน้าเหมือนเห็นผีกลางวันแสกๆ แบบนั้นล่ะ" ฟ้าใสวางแก้วชานมลงบนโต๊ะเสียงดัง ก้าวเข้าไปใกล้เขาด้วยความตื่นตระหนก มือเล็กเอื้อมออกไปหมายจะแตะแขนของเขาเพื่อเช็คสติ
"อย่าเข้ามาใกล้!"
ดรณ์เผลอตะคอกออกมาเสียงดังลั่นห้อง จนฟ้าใสสะดุ้งโหยง ถอยหลังกรูดด้วยความตกใจและน้อยใจ แววตาคู่สวยเริ่มมีน้ำคลอหน่วยด้วยความงุนงง
"นาย... นายเป็นบ้าอะไรเนี่ย อยู่ๆ ก็ขึ้นเสียงใส่ ทำไม? รำคาญฉันนักหรือไง อยากไล่ก็บอกกันตรงๆ ดิ ไม่เห็นต้องทำหน้าตาเหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้อกันขนาดนี้เลยนี่หว่า!" ฟ้าใสโวยวายกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง ปากเบะคว่ำด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ดรณ์กลับไม่สนใจคำต่อว่านั้น เขาสกาวก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอ คว้าต้นแขนทั้งสองข้างไว้แน่นด้วยแรงทั้งหมดที่มี แรงบีบที่มากพอจะทำให้เจ็บแต่เขากลับไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
สายตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ความโกรธเคืองในแววตาของฟ้าใสค่อยๆ มลายหายไปเมื่อได้เห็นความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้งที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาของชายหนุ่มผู้ไม่เคยหวั่นไหวกับอะไรบนโลกใบนี้
"ฟังฉันนะ..." ดรณ์พูดด้วยเสียงกระซิบที่สั่นเทา ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับใบหน้าของเธอ "เธอห้ามไปไหนเด็ดขาด... ห้ามออกไปข้างคนเดียว ห้ามรับของจากคนแปลกหน้า และ... ห้ามทำเป็นเล่นกับเรื่องอันตรายเด็ดขาด เข้าใจไหม!"
"ดรณ์... นายพูดเรื่องอะไรเนี่ย ฉันงงไปหมดแล้วนะ!" ฟ้าใสพยายามสะบัดแขนออกแต่ไม่เป็นผล แรงอัดอั้นในใจทำให้เธอสวนกลับเสียงสั่น "ฉันจะไปไหนมันก็เรื่องของฉันป่ะ นายเป็นใคร ถึงมาสั่ง หื้อ—อื้อ!"
คำพูดทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อดรณ์ดึงร่างบางเข้ามากอดแนบอกอย่างแรง แรงปะทะทำให้แก้วชานมบนโต๊ะสั่นสะเทือน แต่ไม่มีใครสนใจสิ่งรอบตัวอีกต่อไปแล้ว อ้อมกอดที่แน่นหนาราวกับต้องการหลอมรวมเธอให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย คือคำตอบทั้งหมดที่เกินกว่าคำพูดใดๆ จะอธิบายได้
ฟ้าใสเบิกตากว้าง ตัวแข็งทื่อ สมองประมวลผลไม่ทันกับเหตุการณ์ที่พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลิ่นโคโลญจน์อ่อนๆ ผสมกับกลิ่นอายความเครียดเฉพาะตัวของดรณ์ลอยเข้าจมูก เสียงหัวใจของเขาที่เต้นรัวเร็วจนผิดธรรมชาติ... มันดังสะท้อนผ่านหน้าอกของเธอ ชัดเจนยิ่งกว่าเสียงทฤษฎีฟิสิกส์บทไหนๆ
"ดะ... ดรณ์ นาย..." ฟ้าใสพยายามจะดันอกเขาออก แต่แขนทั้งสองข้างกลับไม่มีแรงแม้แต่น้อย หัวใจเจ้ากรรมก็ดันเต้นรัวเป็นกลองเพลตามจังหวะของเขาไปเสียอย่างนั้น "ปล่อยนะเว้ย มากอดฉันทำไมเนี่ย ฉันหายใจไม่ออก!"
"ขอร้องล่ะ... อยู่เฉยๆ แบบนี้สักพักเถอะนะ"
เสียงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหู เต็มไปด้วยความอ่อนล้าและความหวาดกลัวที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีหยียวนกวนประสาทมาตลอด แรงกอดกระชับแน่นขึ้นอีกนิด ราวกับเขากำลังกลัวว่าหากคลายอ้อมแขนนี้ออกแม้แต่นินทเดียว ภาพกากบาทสีแดงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์จะกลายเป็นความจริง
ฟ้าใสชะงักค้าง ความโกรธและความสงสัยมลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความอบอุ่นแปลกประหลาดที่แผ่ซ่านเข้ามาในอก มือเรียวที่เคยพยายามผลักไสค่อยๆ เปลี่ยนเป็นยกขึ้นสัมผัสแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างลังเล ก่อนจะตบเบาๆ เชิงปลอบประโยค
"เออๆ... ไม่ไปไหนก็ได้วะ" ฟ้าใสพึมพำเสียงอ่อย ความซ่าหายไปจนหมดสิ้นเมื่อแพ้ให้กับความอ่อนแอที่หาดูได้ยากยิ่งของติวเตอร์หนุ่ม "ไหนๆ นายก็กอดฉันซะแน่นขนาดนี้แล้ว... มีอะไรก็เล่าให้ฟังดีๆ ดิฟะ คนหล่อพึ่งพาได้อย่างฉัน พร้อมรับฟังทุกเรื่องอยู่แล้วน่า"
ดรณ์ผ่อนลมหายใจยาวเหยียดออกจากอก เขาค่อยๆ คลายอ้อมกอดออกช้าๆ สายตาคมมองลึกลงไปในดวงตากลมโตที่ฉายแววเป็นห่วงเป็นใยเขาอย่างปิดไม่มิด ความรู้สึกบางอย่างที่พยายามกดทับเอาไว้ภายใต้กฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์และสถานะ "เพื่อนร่วมทีม" พังทลายลงในวินาทีนี้
"เธอจำสมการการเคลื่อนที่สัมพัทธ์ได้ไหม..." ดรณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มือของเขายังคงกุมมือบางของฟ้าใสเอาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย
"ฮะ? อะไรนะ? จู่ๆ จะมาติวฟิสิกส์อะไรตอนนี้เล่า คนกำลังซีเรียสนะเว้ย!" ฟ้าใสโวยวายตามสไตล์เดิม แต่แก้มกลับขึ้นสีแดงระเรื่อโดยไม่รู้ตัว
"ฟังกูก่อน..." ดรณ์ใช้สรรพนามที่เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว สายตาจริงจังจดจ้องมองเธอไม่วางตา "ในทางฟิสิกส์... ต่อให้วัตถุสองชิ้นจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่างกันแค่ไหน หรืออยู่คนละจุดในปริภูมิ (Space) แต่ถ้าแรงดึงดูดระหว่างมวลมันมากพอ สุดท้ายเส้นทางของมันก็จะเบี่ยงเบนเข้าหากัน... เหมือนกับฉัน กับเธอ"
ฟ้าใสอ้าปากค้าง สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนวิ่งมาราธอน คำหยอดกวนประสาทที่เคยได้ยินทุกวัน เปลี่ยนเป็นประโยคสารภาพความรู้สึกที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนนี้เคยพูดออกมา
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ และเสียงลมหายใจที่สอดประสานกัน ท่ามกลางอันตรายจากโลกภายนอกที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ ทั้งสองคนกลับค้นพบความจริงที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งของหัวใจ—ความจริงที่ว่า ต่อให้โลกใบนี้จะแตกสลายหรือมีอุปสรรคใดขวางกั้น เส้นแบ่งความเป็นเพื่อนที่เคยขีดไว้ ได้พังทลายลงอย่างไร้เยื่อใย
ดรณ์ขยับใบเข้าไปใกล้ใบหน้าหวานที่กำลังขึ้นสีแดงจัด แววตาสื่อความหมายลึกซึ้งเกินกว่าคำพูดใดๆ จะบรรยาย มือหนายกขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาบังใบหน้าของเธอแผ่วเบา ราวกับเผลอตัวและไม่ต้องการเก็บความรู้สึกนี้ไว้อีกต่อไป
"ถ้าเกิดอะไรขึ้น..." ดรณ์กระซิบเสียงพร่า ริมฝีปากอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่เซนติเมตร "จำไว้เลยนะว่า... ฉันไม่มีทางปล่อยให้เธอต้องเผชิญหน้ากับมันคนเดียวเด็ดขาด"
ฟ้าใสเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก เธอพยักหน้าน้อยๆ อย่างยอมจำนนต่อความรู้สึกของตัวเองเป็นครั้งแรกในชีวิต ทว่า ในจังหวะที่หัวใจกำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกันและบรรยากาศกำลังหวานซึ้งถึงขีดสุดนั้นเอง...
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างรุนแรงและไร้มารยาท ทำลายบรรยากาศสีชมพูในห้องให้แตกกระเจิงในเสี้ยววินาที!
ทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัวผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว ดรณ์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดขั้นสุดที่ถูกขัดจังหวะสำคัญ เขากวาดสายตามองไปที่ประตูห้องทำงานด้วยแววตาถมึงทึง ขณะที่ฟ้าใสรีบยกมือขึ้นตบแก้มตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติกลับคืนมา
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงบิดลูกบิดประตูดัง *แกร็ก*... และร่างของใครบางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังบานประตูก็ปรากฏแก่สายตา ทำให้ลมหายใจของดรณ์และฟ้าใสต้องหยุดชะงักลงพร้อมกัน เมื่อตระหนักได้ว่า... แขกยามวิกาลคนนี้ ไม่ใช่ใครอื่นเลยนอกจากบุคคลที่พวกเขากำลังตามหาตัวอยู่ และเขากำลังถือวัตถุอันตรายบางอย่างไว้ในมือ!
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและลุ้นไปกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในตอนนี้นะครับ
เซียนฟิสิกส์กับยัยตัวป่วน ชวนแก้ปมโลกแตก•ตอนที่ 22
ข้ามเส้นแบ่งความเป็นเพื่อน
ผลงานโดย วิทยาศาสตร์รอบตัว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (วิทยาศาสตร์รอบตัว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนฟิสิกส์กับยัยตัวป่วน ชวนแก้ปมโลกแตก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!