กลิ่นอายจางๆ ของน้ำมันสนและสีอะคริลิกราคาแพงระยับลอยอบอวลอยู่ในห้องจัดแสดงนิทรรศการส่วนตัวของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ยามวิกาลเช่นนี้ เงาสลัวจากเสาหินอ่อนทอดตัวยาวราวกับซี่กรงขังความลับบางอย่างไว้ รินรดา ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น เบื้องหน้าของหล่อนคือภาพวาดผืนใหญ่ที่ถูกคลุมด้วยผ้าใบสีดำสนิท ทว่าเงาร่างที่ยืนอยู่หลังเสาหินเมื่อครู่ได้ก้าวออกมาแล้ว รองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นหินอ่อนเกิดเสียงก้องกังวานทีละจังหวะอย่างจงใจ
“ยืนทำหน้าเป็นตุ๊กตาไขลานหมดอายุอยู่ได้ หรือว่าภัณฑารักษ์ผู้แสนandเจ้าระเบียบอย่างคุณ กำลังกลัวว่าผลงานชิ้นเอกจะกลายเป็นจุลไปก่อนจะได้จัดแสดงคะ?”
เสียงทุ้มต่ำติดจะเย้ยหยันดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงโปรดของ ศศิน ที่ก้าวเข้ามารุกรานพื้นที่ส่วนตัว หล่อนอยู่ในชุดสูทตัดเย็บเนียบกริบแต่กลับปลดกระดุมเม็ดบนออกอย่างไร้ระเบียบ เส้นผมสีเข้มล้อมกรอบใบหน้าเฉี่ยวคมที่ประดับด้วยรอยยิ้มมุมปาก—รอยยิ้มที่รินรดาอยากจะยกแฟ้มเอกสารฟาดหน้าสักทีสองทีให้หายหมั่นไส้
รินรดากวาดสายตาคมกริบมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเย็นชา หล่อนไม่ถอยหลังหนีแม้แต่เซนติเมตรเดียว “ถ้าคุณว่างมากจนไม่มีที่ไป ประตูทางออกอยู่ข้างหลังโน่นค่ะ คุณศศิน ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่คุณจะมาเดินลอยชายหรือนึกอยากจะแตะต้องอะไรก็ได้ตามใจชอบ”
ศศินหัวเราะในลำคอ ดวงตาระยิบระยับด้วยประกายท้าทาย หล่อนก้าวเข้าไปประชิดจนรินรดาต้องเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้อากาศหายใจ “สนามเด็กเล่นเหรอคะ? หึ... สำหรับฉัน ที่นี่คือแกลเลอรีล่าสมบัติ และดูเหมือนว่าสมบัติชิ้นที่น่าสนใจที่สุดในตอนนี้ จะไม่ใช่ภาพวาดบนผนัง... แต่เป็นคุณต่างหาก รินรดา”
“ถอยไปค่ะ!” รินรดาตวัดเสียงใส่ทันควัน พยายามซ่อนความสั่นไหวในอกไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย หล่อนยกมือขึ้นกอดอกเพื่อสร้างกำแพงกั้น “อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน งานศิลปะชิ้นนี้มีมูลค่ามหาศาลและผ่านการประเมินความปลอดภัยมาอย่างเข้มงวด ไม่ใช่ภาพวาดเด็กๆ ที่คุณจะเอาตรรกะบิดเบี้ยวของคุณมาตัดสินได้”
“ตรรกะบิดเบี้ยว?” ศศินทวนคำ เสียงหัวเราะแผ่วเบาลอดออกมาจากริมฝีปากที่เคลือบด้วยความเย่อหยิ่ง ทายาทผู้ทรงอิทธิพลก้าวเข้ามาอีกก้าว จนแผ่นหลังของรินรดาแทบจะแนบชิดติดกับเสาหิน “คุณต่างหากที่ตาบอดสนิท ศิลปะที่แท้จริงมันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่กรอบไม้สี่เหลี่ยมหรือลายเส้นที่สมบูรณ์แบบอย่างไร้จิตวิญญาณหรอกนะคะ ภาพวาดหลังผ้าใบนั่นน่ะ... มันคือความเจ็บปวด คือเสียงกรีดร้องของคนที่ถูกโลกหลงลืมต่างหาก แต่คุณ... ภัณฑารักษ์ผู้สูงส่ง กลับมองเห็นมันเป็นแค่ ‘วัตถุจัดแสดง’ ที่ต้องไร้ที่ติเพื่อเอาใจพวกชนชั้นสูงน่าเบื่อพวกนั้น”
คำพูดนั้นจี้เข้าที่จุดเปราะบางในใจของรินรดาอย่างจัง ภาพเหตุการณ์ในอดีต—ประกายไฟสีส้มที่โหมกระหน่ำแผดเผาพิพิธภัณฑ์ของครอบครัว เสียงกรีดร้อง และความว่างเปล่าที่หลงเหลือไว้—พรั่งพรูเข้ามาในหัวจนหล่อนหน้าซีดเผือด
แต่ความโกรธก็เข้ามาแทนที่ความอ่อนแออย่างรวดเร็ว รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายตรงๆ นัยน์ตาสั่นระริกด้วยเพลิงอารมณ์ “คุณรู้อะไรเกี่ยวกับศิลปะและความเจ็บปวดกันคะ คุณศศิน! คนที่ได้ทุกอย่างมาง่ายๆ อย่างคุณ ไม่มีทางเข้าใจหรอกว่าการสูญเสียสิ่งที่รักไปมันเป็นยังไง คุณมันก็แค่พวกขโมยที่เอาแต่ใจตัวเอง ชอบทำลายกฎเกณฑ์เพราะคิดว่าเงินและอำนาจจะซื้อได้ทุกอย่าง!”
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง ไดอะล็อกเชือดเฉือนถูกพ่นใส่กันราวกับมีประกายไฟแลบแปล๊บในอากาศ ศศินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบวูบไหวลงชั่วเสี้ยววินาทีเมื่อเห็นร่องรอยความเจ็บปวดในแววตาของหญิงสาวตรงหน้า แต่รอยยิ้มเย้ยหยันก็กลับมาประดับบนมุมปากอย่างรวดเร็วเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกนั้น
“บางที... ฉันอาจจะไม่ได้อยากขโมยภาพวาดนั้นก็ได้นะคะ” ศศินกระซิบแผ่วเบา ใบหน้าโน้มเข้าไปใกล้จนริมฝีปากแทบจะเคลียอยู่ข้างใบหูของรินรดา ลลมหายใจอุ่นร้อนรินรดรดต้นคอจนขนลุกชัน “แต่ถ้าการขโมยมันทำให้ฉันได้เห็นคุณโมโหจนหน้าแดงก่ำแบบนี้... มันก็น่าลองดูเหมือนกันนะ”
“คุณ...!”
ก่อนที่รินรดาจะได้ตอกกลับด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบกว่าเดิม เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหลายนายก็ดังขึ้นพร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องเข้ามาทางโถงทางเดินด้านนอก
“เฮ้ย! ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ! ตรงนี้ห้ามเข้าหลังเวลาทำการนะ!” เสียงตะโกนดังลั่นทำลายความเงียบงัน
ศศินผละตัวออกห่างอย่างเสียดาย แต่ยังไม่วายส่งสายตาแพรวพราวและรอยยิ้มเจ้าเล่ห์มาให้ หล่อนขยับเข้าไปกระซิบชิดริมฝีปากของรินรดาเป็นประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของภัณฑารักษ์สาวกระตุกวูบ
“เกมของเราเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นนะคะ... ภัณฑารักษ์คนสวย ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ เพราะคืนนี้ ฉันไม่ได้แค่จะขโมยภาพวาด... แต่ฉันจะขโมยหัวใจคุณด้วย”
พูดจบ ศศินก็หมุนตัวพุ่งหายไปในความมืดของมุมตึกอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้รินรดายืนหายใจหอบกระชั้นอยู่คนเดียว ท่ามกลางเสียงฝีเท้าของ รปภ. ที่กำลังวิ่งใกล้เข้ามาทุกที—และก่อนที่หล่อนจะทันได้ตั้งสติ มือเรียวเย็นเฉียบข้างหนึ่งก็เอื้อมมาจากความมืดด้านหลัง แตะลงบนไหล่ของหล่อนเบาๆ พร้อมกับเสียงกระซิบกระ่อนกระแสนที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบลงฉับพลัน
*“อย่าหันไป... ถ้าไม่อยากเห็นว่าภาพวาดบนผนังเมื่อกี้ มันกำลังหายไปทีละนิด”*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาติดกับดักในค่ำคืนนี้นะคะ
ภัณฑารักษ์หน้าตายกับคุณชาย(สาว)ผู้ขโมยภาพฝัน•ตอนที่ 2
สงครามบนแคนวาส
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์หน้าตายกับคุณชาย(สาว)ผู้ขโมยภาพฝัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
