“ถ้าคุณยังเดินมาด้วยรองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาดตาคู่นั้นเข้าเขตก่อสร้างไซต์งานของผมอีกรอบ ผมจะถือว่าคุณจงใจทำลายทรัพย์สินทางราชการ... หรือไม่ก็สมองเสื่อมจริงๆ ครับคุณลินิน”
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความหงุดหงิดจงใจกรอกใส่โสตประสาทของคนฟังทันทีที่ก้าวเท้าเหยียบลงบนพื้นที่ดินลูกรังอัดแน่น รณกรยืนกอดอกพิงเสาโครงสร้างเหล็กชุบกันสนิม สายตาคมกริบภายใต้แว่นตากรอบบางกวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของหญิงสาวด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ระคนระแวง
ลินินหยุดเดิน เธอก้มมองรองเท้าผ้าใบสีขาวที่เพิ่งถอยมาใหม่หมาดตามคำทักทาย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นทันทีราวกับท้าทาย
“สถาปนิกใหญ่อย่างคุณรณกรคงไม่เคยได้ยินคำว่า ‘ยืดหยุ่น’ สินะคะ พื้นที่ตรงนี้คือโซนสวนกลางแจ้งที่ฉันต้องรับผิดชอบ และบอกไว้ก่อนนะว่ารองเท้าคู่นี้ผ่านการเคลือบกันน้ำยาพิเศษมาแล้ว มันสะอาดกว่าคราบฝุ่นบนปกเสื้อเชิ้ตของคุณตอนนี้ซะอีก”
เธอยกมือขึ้นปัดอากาศเบาๆ คล้ายจะไล่ฝุ่นละอองจอมปลอมที่ไม่มีอยู่จริง รณกรขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นชัดเจน ผู้หญิงคนนี้ไม่เพียงแต่เถียงคำไม่ตกฟาก แต่เธอยังมีความสามารถพิเศษในการทำให้เส้นเลือดในขมับของเขาเต้นตุบๆ ได้ภายในเวลาไม่ถึงสามวินาที
นี่คือการลงพื้นที่จริงครั้งแรกของโปรเจกต์ ‘The Veridian Hideaway’ รีสอร์ตหรูระดับลක්ෂที่ต้องผสานสถาปัตยกรรมคอนกรีตเปลือยเข้ากับภูมิทัศน์ธรรมชาติอย่างกลมกลืน และปัญหาก็คือ โครงสร้างหลักของรณกรกำลังกินพื้นที่โซนรากไม้ใหญ่ที่ลินินวางแผนจะอนุรักษ์ไว้เพื่อทำเป็นศาลาพักผ่อนกลางร่มไม้
“ผมไม่ได้จ้างคุณมาเดินแฟชั่นโชว์ครับคุณลินิน” รณกรก้าวเข้ามาประชิดตัวทีละน้อย แรงกดดันจากส่วนสูงและบุคลิกนิ่งขรึมแผ่ซ่านจนคนตัวเล็กต้องถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว “ตรงนั้น... โซน B-4 ตามพิมพ์เขียว มันคือแนวท่อระบายน้ำหลัก ถ้าคุณเอาต้นจามจุรีอายุสิบปีไปลงตรงนั้น อีกสามเดือนรากมันจะดันระบบประปาพังไม่เป็นท่า และถึงตอนนั้น คนที่ต้องก้มหัวขอโทษเจ้าของโครงการก็คือผม ไม่ใช่คุณ”
ลินินไม่ได้ถอยหนีต่อ เขากลับเชิดหน้าขึ้นเผชิญหน้า ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เหลือเพียงไม่ถึงคืบ กลิ่นน้ำหอมเจือจางสะอาดๆ ของชายหนุ่มปะปนกับกลิ่นดินและฝุ่นปูน กลายเป็นเคมีแปลกประหลาดที่ทำให้หัวใจเธอกระตุกวูบอย่างไม่ควรจะเป็น
“แล้วใครบอกคุณล่ะคะว่าฉันจะปลูกมันทับแนวท่อ?” ลินินสวนกลับ เสียงของเธอนุ่มลงแต่ทว่าทรงพลัง เธอยื่นแท็บเล็ตในมือมาตรงหน้าเขา หน้าจอแสดงภาพจำลองสามมิติที่ถูกปรับแก้สดๆ เมื่อครู่ “ฉันย้ายแนวท่ออ้อมแนวรากไม้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้สามเมตรแล้ว และคำนวณการรับน้ำหนักโดยใช้ซอฟต์แวร์วิศวกรรมตัวเดียวกับที่คุณใช้... เผื่อคุณจะยังไม่รู้ ฉันจบตรีวิศวกรรมโยธาก่อนจะมาเรียนต่อด้านภูมิสถาปัตย์ที่ปารีสค่ะ”
รณกรชะงัก สายตาที่เคยเต็มไปด้วยความดูแคลนเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจวูบหนึ่ง เขากวาดสายตาอ่านตัวเลขพารามิเตอร์บนหน้าจอแท็บเล็ตอย่างรวดเร็ว สมองอันรวดเร็วระดับอัจฉริยะประมวลผลตามทันที และเขาก็ต้องยอมรับในใจ—แม้จะไม่มีทางปริปากพูดออกไปเด็ดขาด—ว่าวิธีแก้ปัญหาของเธอนั้นเฉียบคมและเหนือกว่าที่เขากลัวไว้หลายเท่า
หญิงสาวตรงหน้าไม่ใช่แค่ครึ่งๆ กลางๆ เธอมืออาชีพตัวจริง และมีความเข้าใจในโครงสร้างโครงสร้างไม่แพ้สถาปนิกจบใหม่เกียรตินิยมอย่างเขาเลย
“หึ...” รณกรแค่นหัวเราะในลำคอเพื่อกลบเกลื่อนความทึ่งที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก “ก็ถือว่าทำการบ้านมาดี... สำหรับมือสมัครเล่นที่ชอบทำตัวนอกกรอบ”
“ปากแข็งจังนะคะคุณรณกร ระวังวันหนึ่งจะกลืนน้ำลายตัวเองไม่ทันนะ” ลินินยิ้มหวานหยด เป็นรอยยิ้มที่สว่างไสวท่ามกลางแสงแดดจัดจ้านของไซต์งานจนชายหนุ่มเผลอขยับกรอบแว่นเพื่อหลบสายตา
ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ปะทะคารมกันต่อ เสียงฝีมือหนักแน่นและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“โอ๊ะ ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะการฮันนีมูนย่อมๆ ของสถาปนิกกับนักจัดสวนคนเก่งหรือเปล่าครับเนี่ย?”
รณกรและลินินหันไปพร้อมกัน ร่างสูงโปรดของ ‘ภีม’ ในชุดสูทลินินราคาแพงและรองเท้าหนังเงาวับก้าวเข้ามาในเขตก่อสร้างโดยไม่สวมหมวกนิรภัยแม้แต่น้อย เบื้องหลังของเขาคือผู้รับเหมาหลักและทีมงานกลุ่มใหญ่ที่ส่งยิ้มเจ้าเล่ห์มาทางพวกเขา
“คุณภีมมาทำอะไรที่นี่?” เสียงของรณกรเย็นเยียบลงทันที อุณหภูมิรอบตัวลดฮวบทันตาเห็นเมื่อศัตรูทางธุรกิจก้าวเข้ามาในอาณาเขตของตน
“ก็แค่มาตรวจความคืบหน้าแทนบอร์ดบริหารน่ะครับกร” ภีมยิ้มกริ่ม สายตาเจ้าชู้กราดมองสำรวจเรือนร่างของลินินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความจาบจ้วง “ไม่คิดเลยว่าโปรเจกต์ใหญ่ระดับนี้ ทางบริษัทคุณกรจะยอมให้คนนอก... ที่ดูบอบบางขนาดนี้เข้ามาจัดการพื้นที่สำคัญโซน A ได้ตามใจชอบ แบบนี้ถ้าเกิดความเสียหายขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบล่ะครับ หรือว่าคุณกรแค่... ใช้ความรู้สึกส่วนตัวตัดสิน?”
ประโยคหลังภีมจงใจเน้นเสียงพร้อมกับส่งสายตาหวานเชื่อมมาทางลินิน เป็นการคุกคามทางเพศและทางอาชีพแบบเปิดเผยที่ทำเอาบรรยากาศในไซต์งานตึงเครียดขึ้นมาทันที
ลินินขมวดคิ้ว เธอก้าวถอยหลังเล็กน้อยด้วยความรู้สึกสะท้าน แต่ก่อนที่เธอจะได้ตอบโต้อะไร ร่างสูงของรณกรก็ขยับตัวเข้ามาบังเธอกลางคันราวกับกำแพงเหล็ก
การเคลื่อนไหวนี้รวดเร็ว เด็ดขาด และเปี่ยมด้วยการปกป้องโดยสัญชาตญาณ
รณกรไม่ได้ตะโกน ไม่ได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาทางสีหน้า แต่แววตาที่มองภีมนั้นคมกริบราวกับใบมีดอาบยาพิษ บรรยากาศรอบตัวเขาแผ่รังสีคุกคามที่น่ากลัวจนทีมงานด้านหลังของภีมถึงกับผถอยกรูด
“เขตพื้นที่ตรงนี้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบร่วมกันของผมและคุณลินิน” รณกรเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำทุบหิน ที่ก้องกังวานและทรงอำนาจจนภีมต้องหุบยิ้ม “และเรื่องการตัดสินใจทางวิศวกรรม... ผมตรวจสอบและอนุมัติด้วยตัวเองทุกขั้นตอน ถ้าคุณภีมว่างมากจนไม่มีอะไรทำ กรุณากลับไปนั่งห้องแอร์เย็นๆ แล้วรออ่านรายงานประจำเดือนจะดีกว่าครับ เพราะที่นี่... ไม่มีพื้นที่ให้คนไร้ความสามารถมาเดินป้วนเปี้ยน”
ภีมหน้าเสียไปชั่วขณะ รอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะกลบเกลื่อน “ปากดีเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนนะครับกร หวังว่าผลงานปลายเดือนนี้จะพูดได้ดังเท่าปากคุณก็แล้วกัน”
ภีมสะบัดหน้าเดินเลี่ยงออกไปพร้อมกับทีมงาน ทิ้งให้ความเงียบโรยตัวลงบนพื้นที่ก่อสร้างอีกครั้ง
รณกรยังคงยืนนิ่งในท่าเดิม บังร่างของลินินไว้จนมิด แม้ภีมจะเดินลับตาไปแล้วเขาก็ยังไม่ยอมขยับตัว
“เอ่อ... คุณรณกรคะ” เสียงหวานเอ่ยขึ้นเบาๆ จากด้านหลัง ร่างบางขยับตัวเล็กน้อยจนแผ่นหลังชนเข้ากับอกแกร่งของชายหนุ่มโดยไม่ได้ตั้งใจ
รณกรสะดุ้งเล็กน้อยราวกับถูกกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งพล่านผ่านผิวหนัง เขารีบก้าวถอยหลังออกห่างทันที ใบหน้าคมคายขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างรวดเร็วแต่ถูกความคล้ำของผิวและแสงแดดช่วยอำพรางไว้
“ผม... แค่ทำตามหน้าที่ในฐานะหัวหน้าโปรเจกต์” รณกรเสมองไปทางอื่น น้ำเสียงติดจะห้วนจัดเพื่อกลบเกลื่อนความเก้อเขิน “ไม่ได้ปกป้องคุณหรอกนะ อย่าเข้าใจผิดเด็ดขาด”
ลินินหลุบตามองพื้น รอยยิ้มซุกซนผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง เธอก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด เอียงคอเงยหน้ามองสถาปนิกหนุ่มที่ตอนนี้หูแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด
“อ๋อเหรอคะ? แต่เมื่อกี้... มือของคุณที่กำหมัดแน่นข้างลำตัวนั้น สั่นเพราะโกรธ หรือว่าเพราะกลัวฉันจะโดนมองด้วยสายตาแบบนั้นกันแน่นะคะ... คุณสถาปนิกปากแข็ง?”
รณกรหันขวับมามองเธอ ดวงตาดุจเหยี่ยวเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อถูกจับไต๋ได้คาหนังคาเขา เขาอ้าปากจะเถียงแต่คำพูดทั้งหมดก็ติดอยู่ที่ลำคอ เมื่อลินินยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดรินเข้าหากัน
ดวงตากลมโตเป็นประกายท้าทายคู่นั้นจ้องมองลึกเข้ามาในนัยน์ตาของเขา และในวินาทีที่รณกรกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างที่อาจจะทำลายกำแพงความซึนของตัวเองจนหมดสิ้น...
เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกั๊กของลินินก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศทันที หญิงสาวผละออกไปรับสายด้วยความเสียดายเล็กน้อย ร่างบางหันหลังให้เขาเพื่อพูดคุยธุระ
รณกรยืนหายใจเข้าลึกๆ เพื่อควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจที่เต้นรัวผิดจังหวะ เขาเกลียดความรู้สึกพ่ายแพ้แบบนี้ที่สุด ยิ่งกับผู้หญิงปากเก่งคนนี้ เขารู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียการควบคุมทีละน้อย
“ค่ะ... ว่าไงคะพี่เกด?” เสียงลินินดังขึ้นแว่วๆ ขณะเดินเลี่ยงไปคุยไกลออกไปสามก้าว
รณกรยืนกอดอกพ่นลมหายใจยาวเหยียด กำลังจะหันหลังกลับไปตรวจแบบแปลนต่อเพื่อดึงสติ ทว่าจังหวะนั้นเอง... เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงทักที่ทำให้รอดูกล้ามเนื้อแผ่นหลังของสถาปนิกหนุ่มเกร็งค้างในทันที
“อ้าว รณกร! ไม่เจอกันนานเลยนะน้องชาย... จำพี่ได้ไหมเอ่ย?”
รณกรค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ และเมื่อเขาเห็นใบหน้าของชายวัยกลางคนที่ก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกริ่ม ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด—
นั่นคือ ‘เจ้าของโครงการตัวจริง’ คนใหม่ ที่เพิ่งเทคโอเวอร์หุ้นใหญ่ทั้งหมดของรีสอร์ต และที่สำคัญที่สุด... เขาคือพ่อบังเกิดเกล้าของลินิน ที่รณกรเพิ่งประกาศกร้าวไปเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า “ลูกสาวของคุณมันทั้งดื้อทั้งไม่มีระเบียบ!”
—โปรดติดตามตอนต่อไป—
*ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนที่ 6 ด้วยความตื่นเต้นนะครับ — ฟีนิกซ์สีทอง*
เซฟโซนของคนปากร้าย กับยัยตัวป่วนระดับมาสเตอร์•ตอนที่ 6
สนามเด็กเล่นของมืออาชีพ
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้าย กับยัยตัวป่วนระดับมาสเตอร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!