กาน้ำชาลายครามเนื้อดีถูกกระแทกลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมเสียงดังสนั่น จนน้ำชาสีอำพันกระเซ็นเปรอะเปื้อนกระดาษสาชิ้นสำคัญ ท่ามกลางความเงียบงันและอึดอัดภายในห้องโถงใหญ่ของเรือนรับรอง สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปยังร่างสูงสง่าของท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียน ผู้ซึ่งเวลานี้รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากกายหนาจนแทบทำให้บรรยากาศรอบข้างแข็งค้าง
"ในจวนของเปิ่นหวาง... ใครอนุญาตให้เจ้ากล้าดึงดันเอาของต่ำช้าเช่นนี้เข้ามาปนเปื้อนอากาศที่ฮูหยินของเปิ่นหวางหายใจ?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำดุจน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยขึ้นอย่างไร้ความปรานี นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยวป่ามองจานกระเบื้องที่บรรจุเศษซากสมุนไพรแห้งผสมผงกระดูกประหลาด ซึ่งส่งกลิ่นเหม็นเน่าจางๆ คล้ายซากศพ มันคือ "ยาเสน่ห์สายดำ" ที่พระชายารองซูเหม่ยแอบลอบนำเข้ามาผ่านสาวใช้คนสนิท หวังจะใช้มันปัดเป่ารบกวนจิตใจของหลี่จินเหยาให้วิกลจริตไปทีละน้อย
ซูเหม่ยหน้าถอดสี ร่างระหงสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว นางคุกเข่าลงกับพื้นจนเข่าแทบกระแทกแผ่นหิน น้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าสงสาร ทว่าในสายตาของเซียวจิ่งเหยียน นางไม่ต่างอะไรจากมดปลวกที่บังAอาจมากล้าท้าทายอำนาจมืดที่เขาปกป้องไว้
"ท่านอ๋อง... หม่อมฉัน... หม่อมฉันเพียงแต่หวังดี เกรงว่าฮูหยินพี่จะนอนไม่หลับจากฝันร้าย จึงนำเครื่องหอมโบราณมาช่วยบรรเทา..." ซูเหม่ยเอ่ยเสียงสั่นเครือ พยายามเงยหน้าขึ้นสบตาเพื่อใช้มารยาทสตรีเรียกร้องความเห็นใจ
"หวังดี?" เซียวจิ่งเหยียนแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นเย็นยะเยือกจนคนฟังขนลุกชัน "ของอัปมงคลที่ใช้มนต์ดำกัดกินวิญญาณคนเช่นนี้ เจ้ากล้าเรียกว่าความหวังดีกระนั้นหรือ? ซูเหม่ย เจ้าอยู่กับเปิ่นหวางมานาน แต่ดูท่าจะลืมไปแล้วกระมังว่า กฎของกองทัพและกฎของจวนอ๋อง... มีบทลงโทษอย่างไรสำหรับผู้ที่เล่นของต่ำคิดปองร้ายคนในเรือน"
หลี่จินเหยาที่นั่งจิบชาอยู่เงียบๆ ยอตัวพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ดวงตากลมโตคู่สวยพินิจพิจารณาเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความสนใจ นางไม่ได้เอ่ยปากห้ามปราม หรือแม้แต่จะช่วยแก้ตัวให้ซูเหม่ยแม้แต่ครึ่งคำ ในโลกแห่งวิญญาณและคำสาปนี้ นางเรียนรู้แล้วว่าความเมตตาต่อศัตรู คือการขุดหลุมฝังศพให้ตนเองล่วงหน้า แต่สิ่งที่ทำให้แพทย์หญิงจากโลกยุคปัจจุบันรู้สึกแปลกใจไม่น้อย ก็คือท่าทีปกป้องอย่างออกนอกหน้าของท่านอ๋องผู้ขึ้นชื่อว่าไร้หัวใจผู้นี้
ตั้งแต่เหตุการณ์คืนก่อนที่เรือนหอวิญญาณหลอน เซียวจิ่งเหยียนไม่เพียงแต่เชื่อมั่นในสิ่งที่นางพูดทุกประการ เขายยังคอยสั่งการองครักษ์เงาให้คอยอารักขานางตลอด 24 ชั่วโมง ราวกับไข่มุกอันล้ำค่าที่เกรงว่าจะร่วงหล่นแตกสลาย
"ลากตัวนางออกไป โบกยี่สิบไม้ แล้วกักบริเวณไว้ที่เรือนท้ายจวน ห้ามผู้ใดเยี่ยมเยียน หรือนำอาหารชั้นดีไปให้เด็ดขาด!" เซียวจิ่งเหยียนออกคำสั่งเฉียบขาดโดยไม่แม้แต่จะชายตากลับมามองร่างที่ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นของซูเหม่ย
"ท่านอ๋อง! ท่านอ๋องทรงเมตตาด้วยเพคะ! ฮูหยินพี่... ช่วยหม่อมฉันด้วย ฮูหยินพี่!" ซูเหม่ยกรีดร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก นางพยายามจะคลานเข้ามาเกาะชายเสื้อของหลี่จินเหยา แต่ทว่ายังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะแตะโดนเนื้อผ้า ร่างของนางก็ถูกองครักษ์ร่างยักษ์สองคนหิ้วปีกขึ้นแล้วลากถูออกไปอย่างไร้ความปรานี เสียงกรีดร้องโหยหวนค่อยๆ เงียบหายไปตามทางเดินยาว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายความหวาดกลัวที่ยังคงตลบอบอวล
เมื่อห้องโถงกลับคืนสู่ความเงียบสงบ เซียวจิ่งเหยียนจึงหันกลับมามองสตรีที่นั่งนิ่งอยู่ตรงหน้า แววตาที่ดุดันเมื่อครู่พลันอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ความเยือกเย็นดุร้ายถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยระคนกังวลที่เขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีนิ่งขรึม
"เจ้าตกใจหรือไม่?" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นอย่างน่าประหลาด ยามที่เอמהถามพร้อมกับก้าวเข้ามาใกล้ แล้วทรุดกายลงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ เพื่อให้ระดับสายตาอยู่เสมอ1เดียวกันกับนาง
หลี่จินเหยาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ช้อนสายตาขึ้นสบกับดวงตาคมเข้มของบุรุษผู้ทรงอำนาจ นางเผยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของท่านอ๋องผู้เยือกเย็นกระตุกวูบ
"ท่านอ๋องทรงกังวลเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ผีร้ายในเรือนหอน่ากลัวกว่าอนุภรรยาที่ไร้สติปัญญาพวกนั้นเสียอีก เหตุใดหม่อมฉันจะต้องตกใจกับเรื่องตื้นเขินแค่นี้ด้วยเล่าเพคะ"
เซียวจินเหยียนถอนหายใจเบาๆ มือหนาเอื้อมออกไปหมายจะกุมมือเรียอบางของนางไว้ แต่แล้วก็ต้องชะงักค้างกลางอากาศด้วยความลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจรวบปลายนิ้วเย็นเฉียบนั้นเข้ามากุมไว้ในอุ้งมืออุ่นจัดของตนเองอย่างถือวิสาสะ
"ไม่ว่าจะเป็นผีร้ายหรือคนใจทมิฬ เปิ่นหวางจะไม่ยอมให้ผู้ใดแตะต้องปลายเส้นผมของเจ้าได้แม้แต่เส้นเดียว... จินเหยา เปิ่นหวางหมายความตามนั้นจริงๆ"
น้ำเสียงจริงจังและแววตาที่มั่นคงดั่งหินผานั้น ทำให้หัวใจของแพทย์หญิงผู้ไม่เคยหวั่นไหวให้ผู้ใดสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดแผ่ซ่านเข้ามาในอก ท่ามกลางจวนอ๋องที่เต็มไปด้วยอาคม วิญญาณอาฆาต และการเมืองอันสกปรกโสมม บุรุษผู้นี้กลับกลายเป็นเกราะกำบังที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับนาง
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังอบอวลไปด้วยความเงียบงันอันลึกซึ้ง เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงหอบหายใจของพ่อบ้านหลี่ก็ดังทำลายความเงียบขึ้นมาจากนอกประตูกลุ่มเรือน
"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เซียวจิ่งเหยียนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะ เขาดึงมือกลับช้าๆ ก่อนจะหันไปตวาดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "มีเรื่องอันใดไยต้องเอะอะโวยวายเช่นนี้!"
พ่อบ้านหลี่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าตัวสั่นเทา มือทั้งสองข้างประคองม้วนพระราชโองการสีทองอร่ามที่มีตราประทับประจักษ์ชัดเจน ใบหน้าของชายชราซีดเผือดไร้สีเลือด ราวกับเพิ่งไปพบเห็นภูตผีปีศาจกลางวันแสกๆ
"พระราชโองการลับ... จากฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ... ทรงมีรับสั่งด่วนให้ท่านอ๋องนำกองกำลังทหารม้าทมิฬออกเดินทางไปชายแดนเหนือทันทีในคืนนี้... และ... และมีรับสั่งให้ส่งตัวฮูหยินหลี่จินเหยาเข้าวังหลวงเพื่อไปรับการตรวจสอบจากสำนักราชอنجารเรื่องการใช้วิชามารในจวนพ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นคำพูดนั้น อุณหภูมิในห้องโถงก็ลดฮวบลงจนติดลบในพริบตา นัยน์ตาดั่งเหยี่ยวป่าของเซียวจิ่งเหยียนวาวโรจน์ขึ้นด้วยโทสะอันรุนแรงที่ระเบิดออกมาราวกับภูเขาไฟใต้พิภพ ขณะที่หลี่จินเหยาสบตากับเขา นัยน์ตาทั้งคู่ต่างเข้าใจตรงกันทันทีว่า... นี่ไม่ใช่คำสั่งจากราชสำนักปกติ แต่มันคือ "กับดัก" มรณะที่ถูกขุดล่อไว้เพื่อแยกพวกเขาทั้งสองออกจากกันอย่างเลือดเย็น!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนานี้ไปด้วยกันนะครับ ศาลาริมน้ำโบราณ
เรือนหอวิญญาณหลอนกับท่านอ๋องผู้เย็นชา•ตอนที่ 21
ท่านอ๋องผู้คลั่งรักเงียบๆ
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนหอวิญญาณหลอนกับท่านอ๋องผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!