เรือนหอวิญญาณหลอนกับท่านอ๋องผู้เย็นชา•ตอนที่ 19

ค่ำคืนแห่งวิญญาณร่ำไห้

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
กลิ่นธูปดอกเดียวที่ปักอยู่บนกระถางทองเหลืองมรดกตกทอด ม้วนตัวเป็นเกลียวสีเทาหม่นลอยอ้อยอิ่งอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ที่เยียบเย็นดุจน้ำแข็งของท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียน ภายในห้องหนังสือลับใต้เรือนปีกตะวันตก แสงจากคบเพลิงสั่นไหวตามแรงลมราตรีที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักลวดลายโบราณ บรรยากาศรอบกายกดดันจนแม้แต่เสียงลมหายใจยังต้องผ่อนเบาลงอย่างระมัดระวัง "เจ้าแน่ใจแล้วหรือจินเหยียน ว่าหลักฐานชิ้นนี้เพียงพอที่จะสั่นคลอนรากฐานของสกุลซูได้?" เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งกระทบกันเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า แต่นัยน์คมกริบดั่งพญายมกลับพุ่งตรงไปยังร่างระหงของหลี่จินเหยา นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับเรือนผมสีนิลที่ปล่อยสยายยาวเคลียแผ่นหลัง ท่าทางของนางสงบนิ่งราวกับเซียนผู้บรรลุธรรม ทว่าในดวงตาทุกคู่กลับสะท้อนประกายไฟแห่งการแก้แค้นที่ถูกเก็บงำมาเนิ่นนาน หลี่จินเหยาสบตากับบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมที่สุดในแคว้น นางมิได้หวาดกลัวต่อรัศมีน่าสะพรึงกลัวนั้นแม้แต่น้อย ปลายนิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนหยิบม้วนกระดาษเก่าคร่ำคร่าที่เปรอะเปื้อนคราบโลหิตแห้งกรังขึ้นมาวางบนโต๊ะไม้จันทน์หอม ช้า ๆ และหนักแน่น "ท่านอ๋องทรงทราบดีว่าหม่อมฉันมิเคยพูดคำใดลอยๆ" น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ยามไร้ลม "ม้วนบันทึกการแพทย์ฉบับนี้ไม่ได้บันทึกเพียงอาการป่วยไข้ของอดีตพระชายาหลินฮวา แต่บันทึก 'พิษจันทร์ดับสูญ' ที่ถูกปรุงขึ้นอย่างพิถีพิถันจากมือของหมอหลวงประจำตำหนักซู... พิษชนิดนี้ไร้สี ไร้กลิ่น และออกฤทธิ์กัดกร่อนอวัยวะภายในอย่างช้าๆ นานถึงสามปีเต็ม จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายถูกพรากไป" สิ้นคำพูดนั้น อุณหภูมิภายในห้องหนังสือลับก็ลดฮวบลงทันที บรรยากาศรอบตัวท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียนแผ่ไอสังหารเข้มข้นจนเงาบนผนังราวกับบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว มือหนาที่กำจอกชาแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขยับเพียงนิดเดียว จอกหยกเนื้อดีก็แหลกละเอียดคามือ เศษหยกคมกริบบาดลึกจนหยาดโลหิตสีแดงฉานไหลรินหยดลงกระทบพื้นพรม ทว่าเขากลับไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย ความแค้นที่สุมอกมาห้าปีระเบิดออกในเสี้ยววินาทีนี้ "ซูเหม่ย... ดี นางสารเลวผู้นั้นกล้าอาจหาญถึงเพียงนี้เชียวหรือ!" น้ำเสียงคำรามต่ำในลำคอของท่านอ๋องน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงอสุนีบาตยามค่ำคืน ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลังกดดันระดับแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามมาโชกโชนแผ่ซ่านจนอากาศแทบหยุดนิ่ง ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุดนั้นเอง... *ตึง... ตึง... ตึง...* เสียงกลองโบราณแว่วกังวานมาจากทิศทางของศาลาริมน้ำโบราณ นำพาความหนาวเหนยะเยือกที่แทรกซึมผ่านกระดูกดำเข้ามาในห้องทันที ตามมาด้วยเสียงดีดพิณโบราณอันโหยหวนและเสียงขับร้องบทกลอนรำพันที่คุ้นเคย เสียงนั้นเศร้าสร้อย บีบคั้นหัวใจ และเต็มไปด้วยความแค้นอาฆาตที่ยังไม่ได้รับการชำระสะสาง "นางมาแล้ว..." หลี่จินเหยาพึมพำเบาๆ ดวงตาทิพย์ของนางพลันเปล่งประกายแสงสีฟ้าจางๆ ยามที่หันไปมองยังเบื้องนอกหน้าต่าง ณ ศาลาริมน้ำโบราณ สายหมอกสีขาวจัดก่อตัวหนาทึบจนมองไม่เห็นผืนน้ำเบื้องล่าง ร่างโปร่งแสงในชุดอาภรณ์โบราณชุ่มโชกไปด้วยหยาดเลือดปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง ดวงหน้าขาวซีดไร้สีเลือดจ้องมองตรงมายังเรือนพักของท่านอ๋อง น้ำตาที่เป็นสายเลือดไหลรินออกจากดวงตาทั้งสองข้างอย่างน่าเวทนาและน่าสะพรึงกลัวในคราเดียวกัน ผีเรือนคุณหญิงบัวไม่ได้มาเพื่อหลอกหลอน แต่นางกำลังใช้นิ้วเรียวยาวชี้ไปยังทิศทางของเรือนพักพระชายารองซูเหม่ย พร้อมกับริมฝีปากที่ขยับเอ่ยคำพูดอย่างไร้เสียง—*‘ความจริงกำลังจะปรากฏ... ผู้ใดก่อกรรมย่อมต้องชดใช้ด้วยชีวิต’* ภายในห้องหนังสือลับ ท่านอ๋องเซียวจิ่งเหยียนกวาดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน แม้เขาจะเป็นบุรุษผู้ไม่เชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณ แต่เสียงร่ำไห้และกลิ่นอายความตายที่ลอยมาตามสายลมในยามนี้กลับชัดเจนเสียจนหัวใจของพญายมแห่งแดนเหนือสั่นคลอน เขารู้ดีว่าวิญญาณของอดีตชายาหลินฮวาไม่เคยไปผุดไปเกิดเพราะนางยังรอคอยการทวงคืนความยุติธรรม "จินเหยียน เจ้าอยู่ที่นี่" ท่านอ๋องเอ่ยเสียงเยือกเย็น หันกลับมามองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว "คืนนี้... เปิ่นหวางจะลากคอฆาตกรตัวจริงมาคุกเข่าต่อหน้าดวงวิญญาณเหล่านั้นด้วยตนเอง" เขาก้าวเท้าเตรียมจะเดินออกจากห้อง ทว่ายังไม่ทันที่มือหนาจะผลักบานประตูไม้ บ่าวรับผิดชอบงานนอกเรือนก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก สีหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด ล้มตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น "ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! พระชายารองซูเหม่ย... พระชายารองทรง..." บ่าวผู้นั้นละล่ำละลักจนพูดไม่เป็นศัพท์ "นางทำไม!" ท่านอ๋องตวาดเสียงกร้าว ดวงตาดุดจדพยัคฆ์จ้องเขม็ง "พระชายารองทรง... ทรงกระอักเลือดออกมาเป็นลิ่มสีดำสนิท สภาพร่างกายเหี่ยวแห้งลงชั่วพริบตา ราวกับถูกสูบวิญญาณออกจากร่าง และที่ข้างเตียงนอนของนาง บ่าวพบ... พบรอยเลือดเขียนเป็นอักษรคำสาปด้วยลายมือที่ไม่มีมนุษย์คนใดเขียนได้พ่ะย่ะค่ะ!" หลี่จินเหยาหรี่ตาลงทันที หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจประหลาด นางก้าวเท้าตามท่านอ๋องออกไปอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงไปยังเรือนพักของซูเหม่ย ท่ามกลางเสียงเพลงรำพันจากศาลาริมน้ำโบราณที่ดังโหยหวนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับร่วมเฉลิมฉลองให้กับจุดจบที่กำลังจะมาถึง เมื่อบานประตูห้องนอนของซูเหม่ยถูกผลักเปิดออกด้วยพลังลมปราณของท่านอ๋อง กลิ่นเหม็นเน่าจางๆ คล้ายซากศพโชยปะทะเข้าจมูกทันที ร่างของซูเหม่ยผู้เคยงดงามหยาดเยิ้ม บัดนี้กลับนอนหงายตาค้างอยู่บนเตียงนอน ผิวหนังเหี่ยวย่นราวกับคนแก่ใกล้ตาย ดวงเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เลือดสีดำไหลทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด และบนผนังปลายเตียง ปรากฏรอยเลือดสดๆ เขียนด้วยลายมืออันบิดเบี้ยวเป็นตัวอักษรจีนโบราณสี่คำชัดเจน— *‘หนี้เลือด... ต้องชดใช้ด้วยเลือด’* และตรงมุมมืดของห้องพักนั้นเอง เงาร่างของสตรีในชุดโบราณชุ่มเลือดกำลังยืนยิ้มแย้มให้อย่างน่าสยดสยอง พร้อมกับเสียงกระซิบกระซาบที่ดังขึ้นข้างหูของท่านอ๋องและจินเหยียนพร้อมกัน— *"คนต่อไป... คือผู้ใดกันนะ?"* ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนานี้ไปด้วยกันนะครับ ศาลาริมน้ำโบราณ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เรือนหอวิญญาณหลอนกับท่านอ๋องผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%